ม็อบ3นิ้ว=ฮ่องกงโมเดล อย่าเผาตัวซ้ำรอย“ฝ่าหลุนกง”

ประชาสัมพันธ์10 ก.ย. 2564 • 05:56 น.
ม็อบ3นิ้ว=ฮ่องกงโมเดล อย่าเผาตัวซ้ำรอย“ฝ่าหลุนกง”
ท่ามกลางซากปรักหักพังที่ไวรัสโควิด-19 ปิดล้อมโจมตีทำลายชีวิตผู้คนล้มตายราวใบไม้ร่วง หลายประเทศยังเผชิญกับความยากลำบากขาดแคลนปัจจัย 4 รวมถึงวัคซีนป้องกันโรคระบาดอยู่ในห้วงเวลานี้ ซ้ำร้ายยังต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งมีกระแสข่าวยืนยันว่ามีความพยามมาจากองค์กรต่างประเทศแซกแทรงกิจการภายในประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะการสนับสนุนล้มล้างสถาบัน และทำลายวัฒนธรรมความเป็นไทยผ่านการชุมนุมของกลุ่มนักศึกษา เยาวชน และผู้นำทางความคิด เช่น ศิลปินดารา นักบวชในพระพุทธศาสนาที่ออกท้าทายอำนาจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บนโลกออนไลน์อยู่ในขณะนี้ น่าสนใจตรงที่นักการเมือง ดารา ศิลปิน รวมถึงพระภิกษุหลายคนติดเชื้อโควิด-19 แต่ก็รอดพ้นจากความตายอย่างหวุดหวิด เพราะได้รับวัคซีนซิโนแวค ของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน กระนั้นในความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเรากลับเห็นกลุ่มบุคคลเหล่านี้แสดงท่าที “ด้อยค่าวัคซีนซิโนแวค” ไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงท่าทีส.ส.พรรคฝ่ายค้านที่อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเมื่อเร็วๆ นี้ จนเยาวชนไทย 2 คนต้องออกมาเคลื่อนไหวชูป้ายถ่ายคลิปขอโทษพร้อมขอบคุณรัฐบาลจีนที่ให้ความช่วยเหลือไทยในฐานะมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างยาวนาน โฟกัสไปที่การเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทยของกลุ่มเยาวชนปลดแอก หรือม็อบทะลุแก๊สบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ซึ่งไร้แกนนำ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่พักอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะไม่ใช่การชุมนุมอย่างสงบปราศจากอาวุธ ทว่าการเคลื่อนที่เกิดขึ้นเป็นการก่อเหตุจลาจล โดยผู้ชุมนุมบางส่วนพกพาอาวุธปืน ปาระเบิด ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ เผาทำลายทรัพย์สินราชการเสียหายโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง -การชุมนุมในไทยลอกเลียนม็อบฮ่องกงจริงหรือ? “ม็อบเสื้อดำ-โบว์เหลือง” ที่เกิดขึ้นในเขตปกครองพิเศษเกาะฮ่องกง ถูกนำมาเป็นแบบอย่างในการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองในไทย หรือ “ฮ่องกงโมเดล” เราจะเห็นว่าเริ่มจากการชุมนุมในรั้วมหาวิทยาลัยของนักศึกษา นักเรียนผูกโบว์สีขาว ส่วนการ์ดด้านหน้าก็สวมใส่ชุดสีดำเช่นเดียวกัน และหากบริษัทห้างร้านแห่งใดมีความคิดหรือศรัทธาสนับสนุนรัฐบาลม็อบฮ่องกงก็จะพากันบุกทำลาย หรือคว่ำบาตรไม่ซื้อขาย ซึ่งม็อบ 3 นิ้ว ก็ออกมาเคลื่อนไหวปฏิบัติตามในทิศทางนี้ด้วยการนำ “ทัวร์ไปลง” ผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย -เปิดเบื้องลึกม็อบอ่องกงบุกแทงตำรวจ-ฆ่าตัวตาย “สาวกฝ่าหลุนกง” ย้อนไปเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2021 เวลา 22.10 น. ณ เขตปกครองพิเศษเกาะฮ่องกง ตรงกับวันครบรอบที่อังกฤษคืนฮ่องกงให้อยู่ภายใต้การปกครองของจีน และเป็นวันที่จีนฉลองครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมถึงครบ 1 ปีที่กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ถูกบังคับใช้กับฮ่องกง ทางการฮ่องกงวางกำลังตำรวจเพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยและห้ามชุมนุมประท้วง แต่แล้วก็ปรากฏเหตุการณ์สะเทือนขวัญ โดยมีชายคนหนึ่งอายุ 50 ปี ใช้มีดบุกแทงเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยเหตุเกิดที่ย่านการค้าในเขตคอสเวย์ เบย์ (Causeway Bay) ของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะใช้มีดแทงเข้าที่หน้าอกของตนเองและเสียชีวิตในเวลาต่อมา น่าสนใจตรงที่ช่วงก่อนวินาทีสยดสยองครั้ง ผู้สื่อข่าวฮ่องกงคนหนึ่งได้ไลฟ์สตรีมภาพชายวัย 50 ปีใช้อาวุธมีดแทงตำรวจ และปักมีดที่บริเวณหัวใจตนเองจนเสียชีวิตได้อย่างทุกขั้นตอน บริเวณย่านคอสเวย์เบย์ที่เป็นย่านช็อปปิ้งของฮ่องกง ซึ่งการสอบสวนเบื้องต้นบ่งชี้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นการก่อการร้ายภายในที่คนร้ายลงมือเพียงลำพัง!!! -แจงสื่อร่วมรายงานข่าวก่อนเหตุสยองขวัญ จากการขยายผลมือมีดวัย 50 ปี พบว่าเขาคือ นายเหลียงจิ่นฮุยมีประวัตินิยมชื่นชอบความรุนแรง อีกทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น แท้จริงมีการวางแผนเป็นขบวนการ หรือเป็นการก่อเหตุเพียงลำพัง ซึ่งทางการฮ่องกงได้เริ่มแกะรอยจากคลิปไลฟ์สตรีมความยาว 2 นาที บันทึกภาพคนร้ายเดินอยู่ที่บริเวณถนนโจเจียถืออาวุธมีดก่อนที่จะก่อเหตุสะเทือนขวัญแทงตำรวจ และฆ่าตัวตายด้วยมีดเล่มเดิม โดยภาพคลิปสั่นไหวก่อนสิ้นสุดการถ่ายทำ น่าเชื่อว่าช่างภาพกำลังจะหลบหนี และยังพบว่า ก่อนเกิดเหตุแทงตำรวจ ได้มีการนัดหมายกับสื่อมวลชนสำนักข่าวต่างๆ ให้เดินทางมารายงานข่าวบริเวณที่เกิดเหตุ สำหรับผู้ที่ถ่ายคลิปวิดิโอเป็นผู้สื่อข่าวชื่อนางหวังตงเยี้ยน ซึ่งเป็นคนที่ทำงานให้กับขบวนการฝ่าหลุนกง โดยผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การถ่ายทำคลิปสยองนี้ได้มีการเตรียมการวางแผนเป็นขบวนการ แหล่งข่าวจากสมาชิกฝ่าหลุนกง เปิดเผย หลังเหตุสะเทือนขวัญ นางหวังตงเยี้ยน ถูกขับไล่ออกจากการเป็นสมาชิกฝ่าหลุนกง โดยมีประธานสมาคมฝ่าหลุนกงแห่งฮ่องกง ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวของสถานีทีวีฮ่องกง ซิงถังเหวิน และเป็นบก.ข่าวหนังสือพิมพ์ ต้าจี้หวยนสือเป้า รวมอยู่ด้วย และยังได้ออกคำสั่งห้ามสมาชิกติดต่อกับบุคคลสองคน ซึ่งสร้างความไม่พ่อใจต่อสมาชิกเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชนอีกหลายรายประกอบด้วย นางหวูเซี่ยเอ๋อ บรรณาธิการข่าว และ นายหยูกัง นายซ่งปี้หลง ช่างภาพ และนางหวังหยุ่นหยี นายบิล คอส (Mr.Bill Cox) 2 สามีภรรยา รอทำข่าวรวม 6 คน โดยแบ่งหน้าที่ชัดเจน มีทั้งบก. นักข่าว และช่างภาพ มาเฝ้าสังเกตการณ์อยู่บริเวณสถานที่เล็กๆ ย่อมไม่ใช่เหตุบังเอิญอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ตำรวจฮ่องกง ได้สืบสวนผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งคือนางจูฉิงเชียน อายุ 20 ปี ซึ่งเธอเฝ้าสังเกตการณ์อยู่บริเวณที่เกิดเหตุตั้งแต่เวลา 12.00 น. จนถึงช่วงเวลาที่คนร้ายก่อเหตุแทงตำรวจเวลา 22.10 น. ซึ่งนางจูฉิงเชียน มีประวัติความทางการเมืองที่รุนแรง เป็นแกนนำในการเรียกร้องแบ่งแยกฮ่องกงออกจากจีน -สาวกฝาหลุนกงผวา!ชิงหลบหนีจากฮ่องกงซุกสหรัฐฯ รายงานข่าวระบุด้วยว่า ตั้งแต่ฮ่องกงประกาศกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ ส่งผลให้ผู้บริหารระดับสูง และสมาชิกฝ่าหลุนกงวิตกกังวลเป็นอย่างมาก และตัดสินใจหลบหนีจากฮ่องเกาะไปเป็นจำนวนมากดังนี้ 7 ก.ค. นางเหลียงเจิน ประธานสมาคมฝาหลุนกงแห่งฮ่องกง บก.ข่าวต้าจี้หวยสือเป้า ซึ่งต้องจัดรายการเจินเหยียนเจินหยู่ ผ่านยูทูปได้วาดิโอคอลเข้ารายการแทน เช่นเดียวกับนางโกจุน เจ้าของหนังสือพิมพ์ต้าสื่อเหยียนสือเป้า ก็ได้หลบหนีจากฮ่องกงเช่นกัน โดยมีผู้บริหารบางคนในสำนักพิมพ์ดังกล่าวรับรู้เท่านั้น และเมื่อวันที่ 23 ก.ค.ทีผ่านมา นายเลี่ยวเสี่ยวเฉียงสามีนางโกจุน ก็ได้หลบจากเกาะฮ่องกงกลับไปยังสหรัฐอเมริกา และนางหลิวฮุ้ยชิง รองประธานสมาคมฝาหลุนกงได้หลบหนีไปยังซานฟานซิสโก สหรัฐฯ โดยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. นายหลิวเชาฉี สังกัดสถานีวิทยุเสียงแห่งความหวังของฮ่องกง ก็หลบหนีไปสหรัฐฯ เช่นกัน คำถามคือเหตุใดสมาชิกฝาหลุนกงจึงต้องหลบหนี หรือว่ามีเหตุเกี่ยวพันใดกับการถ่ายทำคลิป หรือการก่อเหตุมือมีดหรือไม่ อย่างไร??? จากการสืบสวนพบว่า ก่อนเหตุครั้งนี้ นางเหลียงเจินมีการวางแผนหลบหนีมาล่วงหน้าแล้ว โดยพบว่าเดือนก.พ.2021 ร้านหนังสือเทียนที หรือบันไดฟ้า ซึ่งเป็นธุรกิจของฟาหลุนกง เปิดดำเนินการมาได้เพียง 8 เดือน มีนางเหลียงเจินเป็นกรรมการบริหารร้านหนังสือแห่งนี้ ลาออกจากตำแหน่งกรรมการดังกล่าว หลังจากนั้นนางเหลียงเจินก็ไม่รับตำแหน่งใดๆในธุรกิจฝาหลุนกงอีกเลย แม้เธอเองจะเป็นประธานสมาคมฝาหลุนกงอยู่ก็ตาม บทสรุปของผู้บริหารและสมาชิกฟาหลุนกงในเขตปกครองพิเศษฮ่องกงที่มีสมาชิกกระจายอยู่ในหลายประเทศ ทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ที่ส่งท่อน้ำเลี้ยงเคลื่อนไหวทางการเมืองจะเดินไปในทิศทางใดนับจากนี้ เพราะสาวกระดับสูงต่างหนีตายเอาตัวรอดปล่อยให้บรรดาลิ้วล้อประลองยุทธกับกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่แห่งเกาะฮ่องกงเพียงลำพัง ภาพสะท้อนใหญ่นี้น่าจะเป็นกระจกบานใหญ่เตือนสติบรรดาเด็กเยาวชนไทย “ม็อบ 3 นิ้ว” ที่ถูกผู้ใหญ่ใจอำมหิตใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองในขณะที่ตัวเองชุบมือเปิบรับเงินอุดหนุนจากองค์กรต่างประเทศหรือไม่ อย่าได้เผาตัวเหมือนสาวกฝาหลุนกง เพราะพฤติกรรมความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธศาสนา อีกทั้งการบูลลี่ (Bully) นำทัวร์ไปลงอย่างไรเหตุผลกับผู้ที่มีความเห็นต่าง หรือการใช้อาวุธ เผาทำลายทรัพย์สินราชการ ย่อมไม่ใช่วิถีของนักประชาธิปไตย