"ทนายสุกิจ"ชี้การออกหมายจับ"บอส อยู่วิทยา"ในข้อหา“เสพโคเคน” ซึ่งเป็นคดีเดิม กฏหมายไม่เปิดช่องให้ตำรวจทำได้

ประชาสัมพันธ์26 ส.ค. 2563 • 12:53 น.
"ทนายสุกิจ"ชี้การออกหมายจับ"บอส อยู่วิทยา"ในข้อหา“เสพโคเคน” ซึ่งเป็นคดีเดิม กฏหมายไม่เปิดช่องให้ตำรวจทำได้
ดร.สุกิจ พูนศรีเกษม ทนายความชื่อดังได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการที่พนักงานสอบสวนได้ขออนุมัติหมายจับ นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ว่า คดีนี้พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ได้ออกหมายจับ นายบอส อยู่วิทยา ในคดีเดิมที่ยังไม่ได้ถอนหมายจับ โดยขอให้ศาลแก้ไขเพิ่มเติมในหมายจับและเพิ่มอีกข้อหาว่า "เสพโคเคน" นั้น ไม่มีกฏหมายรองรับให้ตำรวจทำได้ เพราะคดีเก่าอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีเสร็จขาดไปแล้ว หมายจับเดิมยอมถูกเพิ่งถอนไปโดยผลของกฏหมาย แม้ศาลยังไม่ได้ถอนหมายจับในคดีอัยการได้วินิจฉัยว่า "เป็นเหตุสุดวิสัย" และถือเป็นที่สิ้นสุดไปแล้ว หมายจับในคดีก็ต้องถูกเพิกถอนไปในตัว "หมายจับ" จึงไม่มีผลตามกฎหมายอีกต่อไป การที่ตำรวจร้องขอให้ออกหมายจับโดยเพิ่มเติมข้อกล่าวหา “เสพโคเคน” ในคดีเดิมทั้งที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว มีแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้เป็นทำนองว่า เมื่อพนักงานอัยการหรือตำรวจมีคำสั่ง “ไม่ฟ้อง" ไปแล้วจะกลับมาเปลี่ยนแปลงความเห็นเดิมเป็น "คำสั่งฟ้อง" อีกไม่ได้ เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกา 1821/2557 ประเด็นการ "เสพโคเคน" เมื่อพยานหลักฐานในสำนวนปรากฎความได้ว่า "เป็นเพียงสารที่เกิดจากกระบวนการสลายตัว (Metabolite) ที่ทำการตรวจเลือดเพียงครั้งเดียว และไม่ใช่เกิดจากการได้รับสารโคเคนเข้าสู่ร่างกายโดยตรง และแม้จะพบสารโคเคนในร่างกายของ "นายบอส" ขณะขับขี่การกระทำนั้นย่อมไม่เป็นความผิด ฐานขับขี่เสพโคเคนตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 519/2558 อยู่ดี ความผิดฐาน"เสพยาเสพติด" ศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยไว้โดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ไว้เป็นแนวทางว่า "ตำรวจ" จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาที่5377/2562 ดังนั้น เมื่อผู้ต้องหาให้การปฏิเสธมาโดยตลอด "ตำรวจ" จะตั้งข้อหานี้ได้ จะต้องมีประจักษ์พยานรู้เห็น หรือมีพยานหลักฐานเกี่ยวกับ “อุปกรณ์การเสพ" ที่บ่งชี้ให้เห็นว่า "ผู้ต้องหา" ได้จำนนท์ด้วยหลักฐานปรากฎในสำนวนจริงเท่านั้น ลำพังแค่รายงานการตรวจพบสาร"เสพติด" ในร่างกายของผู้ต้องหานั้น ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานโดยเด็ดขาดว่าผู้ต้องหากระทำความผิดในข้อหา “เสพยาเสพติด” ซึ่งเทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8481/2544 "สังคมและสื่อมวลชนอาจจะบอกว่าไปไม่รอด เพราะศาลได้ออกหมายจับในความผิดฐาน "เสพโคเคน” ไปแล้วนั้น แต่ก็ต้องเข้าใจกระบวนการยุติธรรมของศาล เมื่อตำรวจอ้างว่า "ความผิดฐานเสพโคเคน" เป็พยานหลักฐานใหม่นั้น ศาลท่านก็ต้องรับเป็นคดีใหม่ "ไม่ใช่ไปขอแก้หมายจับ" ที่อัยการสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว อีกทั้งในคดีเสพสารเสพติด แม้จะไม่พบพยานหลักฐานในสำนวน แต่การที่ได้มีการสอบสวนพยานในความผิดดังกล่าว และพนักงานสอยสวนได้ใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาไปแล้ว การสอบสวนพยานเพิ่มเติมจึงไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่แต่อย่างใด เหตุที่ศาลออกหมายจับนั้น เป็นเรื่องระหว่าง "ตำรวจกับศาล" นายบอส เพียงตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ยังไม่ได้ตกเป็นจำเลย เมื่อกติกาต้องขอให้ศาลออกหมายจับเพื่อให้ได้ตัวมาสอบสวน จึงเป็นปัญหา"ข้อกฏหมาย" ที่ทนายความของ "บอส อยู่วิทยา" ต้องไปโต้แย้งถึงอำนาจการสอบสวนและการขอออกหมายจับของตำรวจว่ามีอำนาจและปฏิบัติโดยชอบหรือไม่ ดร.สุกิจ ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “สังคมต้องเคารพในกติกาสากล ไม่ใช่กลดันการทำงานของขบวนยุติธรรม กฏหมายจะมีความศักดิ์สิทธิได้นั้น หากทำตามกระแสสังคมก็จะมีการแจ้งความไปมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด คดีก็จะขึ้นสู่ศาลด้วยสาเหตุเดิมๆ เพราะถูกสังคมกดดันนั้น ย่อมกระทำมิได้