กลัวล้ม” คือตัวการใหญ่ ที่ทำให้โลกของผู้สูงวัยแคบลง
กลัวล้ม” คือตัวการใหญ่ ที่ทำให้โลกของผู้สูงวัยแคบลง
อาการเวียนศีรษะและการทรงตัวที่ไม่มั่นคง อาจลดความสามารถในการเดินเหินไปไหนมาไหน แต่ปัญหาไม่ใช่แค่นั้น เพราะสิ่งนี้ยังค่อย ๆ พรากความมั่นใจ ความมีอิสระ และพื้นที่ในการใช้ชีวิตของผู้สูงวัยไปด้วย โจทย์สำคัญของการรักษาไม่ใช่เพียงทำให้อาการดีขึ้น แต่คือ “ทำอย่างไรให้การฟื้นฟูเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง” แม้แต่ในวันที่ผู้ป่วยไม่สามารถเดินทางมาโรงพยาบาลได้
“เพียงแค่ก้มแล้วเงยขึ้นมา ก็ทำให้โลกหมุนเคว้งเลย” อาการเวียนศีรษะสำหรับ คุณมานิดา วนัสสุวรรณ สร้างผลกระทบต่อชีวิตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะจากเหตุการณ์นั้นชีวิตประจำวันที่เคยทำได้ตามปกติต้องหยุดลง “คือกิจวัตรประจำวันหายหมดเลยค่ะ ต้องนอนอย่างเดียว นอนทั้งวันเลย เรื่องการออกจากบ้านไปไหนมาไหน หรือการไปเจอเพื่อนเหมือนทุกที เรื่องพวกนี้หมดสิทธิ์ทุกอย่าง ทำอะไรไม่ได้เลย เสียความมั่นใจไปเลย”
ประสบการณ์ของคุณมานิดาสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้มีปัญหาการทรงตัวจำนวนไม่น้อย เกิดผลกระทบที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของคน ๆ หนึ่ง จากเคยไปไหนมาไหนเอง กลายเป็นไม่อยากออกจากบ้าน จากเคยทำกิจกรรมที่ชอบ กลายเป็นต้องระวังทุกการเคลื่อนไหว หรือแม้แต่ต้องพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น

ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร หัวหน้าโครงการวิจัย TeleRehaB DSS ประจำประเทศไทย และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตประสาทและการทรงตัว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พบภาพเช่นนี้อยู่เสมอในผู้ป่วยที่มาเข้ารับการรักษา
“หลาย ๆ ครั้งเลยเวลาเจอคนไข้เวียนหัว เขาก็จะพูดเหมือนกันว่ารบกวนชีวิตค่อนข้างมาก อย่างเช่น เคยไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง พอมีอาการเวียนหัว ก็ไม่อยากไปไหนเลย อยู่แต่ในบ้าน เพราะกลัวที่จะพลัดตกหกล้ม ยิ่งไปกว่านั้น ลูกหลานก็จะบอกว่า แม่ไม่ต้องทำอะไรนะ ไม่ต้องลุก กลายเป็นไม่ให้ผู้สูงวัยทำอะไรเลย ยิ่งกว่าการเสียคุณภาพชีวิต คือพวกเขาก็จะเสียความสุขในชีวิตของเขาไป” พญ.นัตวรรณ กล่าว
จากอาการที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงความผิดปกติของการทรงตัว โลกของคน ๆ หนึ่งจึงค่อย ๆ เล็กลง โดยมีความกลัวล้ม เป็นเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่ยังทำได้ กับสิ่งที่ไม่กล้าทำอีกต่อไป
“เวียนหัว” และ “กลัวล้ม” อุปสรรคที่ปิดกั้นการดำเนินชีวิต
ความเชื่อของผู้สูงวัยที่แพทย์ยังพบได้บ่อย คือ เมื่ออายุมากขึ้นอาการเวียนศีรษะหรือการทรงตัวที่แย่ลง เป็นสิ่งที่ต้องยอมรับได้ตามวัย แต่ในความเป็นจริง “เวียนหัว” เป็นอาการที่อาจมีสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป
“ผู้สูงอายุหลาย ๆ ท่าน เวลามาเจอกันก็มักจะบอกว่าเวียนหัวมากเลย แต่กลับเชื่อว่ามันเป็นเรื่องปกติ อายุเยอะก็จะต้องเวียนหัว แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะเวียนหัวเป็นแค่อาการ เราอาจจะต้องไปหาต้นตอของโรคว่าอะไรทำให้เวียนหัว อาจจะมีน้ำในหูไม่เท่ากัน หินปูนในหูหลุด หรือสาเหตุอื่น ๆ อีกมากมาย เมื่อรู้สาเหตุก็เริ่มรักษาให้ตรงจุด”

แม้อาการทางร่างกายจะได้รับการรักษาหรือฟื้นฟูแล้ว สิ่งหนึ่งที่อาจยังหลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะในผู้สูงวัยที่เคยล้มมาก่อน คือ “ความกลัวว่า จะล้มอีกครั้ง” เกิดเป็นความกังวลจนไม่กล้าเดินคนเดียว หรือเลิกทำกิจกรรมที่เคยทำ ความกลัวก็ทำหน้าที่เป็นข้อจำกัดตรงนั้น ซึ่ง ดร.นพ.ชาวิท ตันวีระชัยสกุล จิตแพทย์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้อธิบายถึงความกลัวนี้เอาไว้ว่า
“ความระมัดระวังหลังการล้มไม่ใช่เรื่องผิด เพราะจะช่วยให้ผู้สูงอายุรู้จักป้องกันตัวเองมากขึ้น แต่เมื่อความระวังกลายเป็นความกังวลจนไม่กล้าเดินคนเดียว หรือเลิกทำกิจกรรมที่ยังสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ความกลัวก็เริ่มทำหน้าที่เป็นข้อจำกัดของตัวเอง พอจำกัดตัวเองคุณภาพชีวิตก็แย่ลงครับ คนไข้ที่มีอารมณ์ที่แย่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า วิตกกังวล ก็ยิ่งไม่มีชีวิตที่ดีครับ การฝึกกลับมาให้มั่นใจในการเดิน ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนไข้กลับมาดีขึ้นได้ครับ”
แต่ปัญหาคือ การฟื้นฟูต้องอาศัยความต่อเนื่อง ขณะผู้สูงอายุไม่สามารถเดินทางมาโรงพยาบาลได้บ่อย ๆ บางคนต้องมีลูกหลานลางานพามา บางคนได้รับโปรแกรมกลับไปฝึกที่บ้านแต่ก็ทำได้ไม่สม่ำเสมอ ยิ่งการฝึกสะดุด โอกาสที่จะสร้างความแข็งแรงและความมั่นใจกลับคืนมาก็ยิ่งยากขึ้น ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถมารักษาได้ตลอด เกิดเป็นคำถามกลับว่า “จะเป็นไปได้หรือไม่ หากการฟื้นฟูเป็นฝ่ายไปหาผู้ป่วยแทน ?”

พาการฟื้นฟู ไปถึงหน้าบ้านผู้สูงวัย
โจทย์นี้จึงกลายเป็นหนึ่งในที่มาของ TeleRehaB DSS โครงการวิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติสำหรับผู้ที่มีปัญหาการทรงตัวและความเสี่ยงต่อการหกล้ม ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมพัฒนากับเครือข่ายนักวิจัยจากยุโรป โดยหัวใจของแนวคิดไม่ได้อยู่ที่การย้ายโรงพยาบาลเข้าไปไว้ในบ้าน และไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีจะมาแทนแพทย์ แต่คือการทำให้สิ่งที่ผู้ป่วยต้องฝึกเป็นประจำสามารถเกิดขึ้นที่บ้าน โดยทีมรักษายังติดตามอยู่ห่าง ๆ ได้
“วิธีที่ดีที่สุดเลยก็คือ ไฮบริด ผสมผสานอย่างละนิดอย่างละหน่อย ก็คือ ผู้สูงวัยทำเองที่บ้านด้วย แต่ก็ยังมีคุณหมอที่ดูผ่านกล้องไปพร้อมกันด้วย” พญ.นัตวรรณ กล่าวถึงระบบ TeleRehaB DSS ที่ใช้เครื่องมือหลายรูปแบบ ทั้งกล้องและเซนเซอร์สำหรับติดตามการเคลื่อนไหว อุปกรณ์สวมใส่ Smartphone หรือ Tablet ตลอดจน AR และระบบประมวลผลด้วย AI เพื่อให้ผู้ป่วยฝึกที่บ้าน ขณะที่ข้อมูลจากการฝึกสามารถส่งกลับไปให้ทีมรักษาติดตามความก้าวหน้าและพิจารณาปรับโปรแกรมให้เหมาะกับแต่ละคน

สำหรับคุณมานิดา หนึ่งในผู้ที่ได้เข้าร่วมโครงการและฝึกฟื้นฟูด้วย TeleRehaB DSS นี้ จากวันที่ก้มหรือเงยเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ต้องนอนทั้งวัน การได้ฝึกอย่างต่อเนื่องทำให้เธอรู้สึกว่าอาการเวียนหัวเวลาลุกนั่งลดลง การออกกำลังกายกลายเป็นกิจวัตร และสิ่งที่เคยคิดว่าเทคโนโลยีน่าจะยากเกินไปสำหรับผู้สูงวัย ก็ไม่ได้เป็นกำแพงอย่างที่กังวล
“โครงการนี้ทำให้เรามีวินัย มีสุขภาพที่ดีขึ้น การทรงตัวที่ดีขึ้น มันดีขึ้นอย่างเป็นระบบเลย ในจังหวะที่เรารู้สึกว่า เราไม่ต้องไปพึ่งพาใคร เราเดินได้ด้วยตัวเอง เราเดินได้อย่างมั่นใจ เรารู้สึกทันทีว่าชีวิตเราดีขึ้น ได้ออกไปเจอโลกกว้างภายนอกได้อย่างไม่กลัวอีกต่อไป ขอบคุณคุณหมอและบุคลากรทางการแพทย์ทุก ๆ ท่าน ขอบคุณมากค่ะ” คุณมานิดากล่าวพร้อมรอยยิ้มจากหัวใจ
เรื่องของคุณมานิดาทำให้เห็นว่า คุณค่าของเทคโนโลยีอยู่ที่การช่วยพาไปถึงคนที่ต้องการ และทำให้การฝึกไม่ต้องหยุดลงเพียงเพราะข้อจำกัดในการเดินทาง เพราะปลายทางของการฟื้นฟู ไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้สูงวัย “ไม่ล้ม” แต่คือการทำให้ความกลัวไม่ต้องกลายเป็นข้อจำกัดของชีวิต เพื่อให้คนคนหนึ่งกลับมาลุก เดิน ออกจากบ้าน และได้พื้นที่ของชีวิตที่เคยหายไปกลับคืนมาอีกครั้ง
แท็กที่เกี่ยวข้อง