“ม.แม่โจ้” ผนึก “ม.จุฬาฯ-สิงห์อาสา” ฟื้นฟูป่าไฟป่า 5 ปี ต้นไม้รอดกว่า 85% พลิกพื้นที่สู่ผืนป่า
ม.แม่โจ้ ม.จุฬา และ สิงห์อาสา ผนึกกำลังร่วมกันฟื้นฟูผืนป่าในพื้นที่ที่เคยเกิดไฟป่า หลายพื้นที่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ โดยตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ต้นไม้ที่ปลูกมีอัตราการรอดสูงถึง 85% สามารถรักษาแนวพื้นที่ป่าให้คงความอุดมสมบูรณ์ โดยชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันและช่วยกันดูแลรักษาพื้นที่ป่าได้
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สิงห์อาสา โดยมูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี และบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เดินหน้าโครงการ “ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่เคยเกิดไฟป่า เพื่อรักษาแนวเขตป่าเดิมให้คงอยู่ พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนใช้ประโยชน์จากป่าและมีส่วนร่วมดูแลรักษาพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยผสานแนวคิดของ ม.แม่โจ้ ทั้งการคัดเลือกพันธุ์ไม้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ การกำหนดช่วงเวลาปลูก และการมีส่วนร่วมของชุมชน เข้ากับองค์ความรู้ด้าน “ไมคอร์ไรซา” จากจุฬาฯ ซึ่งช่วยให้ระบบรากแข็งแรงและเพิ่มโอกาสรอดของต้นไม้ ผลสำรวจตลอดการดำเนินโครงการพบว่า ต้นไม้มีอัตรารอดกว่า 85% ช่วยตรึงแนวเขตป่าเดิมไม่ให้ถูกทำลายถอยร่น พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนใช้ประโยชน์จากป่าและมีส่วนร่วมดูแลรักษาพื้นที่อย่างยั่งยืน
ดร.โชคอนันต์ วาณิชย์เลิศธนาสาร คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เผยว่า “เข้าสู่ปีที่ 5 สำหรับโครงการ ‘ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน’ ที่มุ่งเน้นการปลูกต้นไม้ในพื้นที่เคยเกิดไฟป่า เพื่อรักษาแนวเขตป่าเดิมไม่ให้ถอยร่น หัวใจสำคัญคือการคัดเลือกพันธุ์ไม้ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ควบคู่ไปกับการเลือกชนิดพันธุ์ไม้ที่ชุมชนนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อดึงชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลรักษาผืนป่าในระยะยาว เมื่อนำองค์ความรู้และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้อย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้ต้นไม้ที่ปลูกมีอัตรารอดและฟื้นตัวสูงกว่า 85%”

ผศ.ดร.จิตรตรา เพียภูเขียว อาจารย์ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “การฟื้นฟูป่าไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ แต่คือการฟื้นคืนระบบนิเวศใต้ดินควบคู่กัน ซึ่งการนำแนวคิดการใช้เชื้อเห็ดไมคอร์ไรซาเข้ามาใช้ เปรียบเสมือน ‘วัคซีนธรรมชาติ’ ที่เข้าไปช่วยให้ระบบรากพืชดูดซึมน้ำและแร่ธาตุได้เต็มประสิทธิภาพ ต้นไม้จึงเติบโตแข็งแรง ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง ซึ่งความสำเร็จตลอดหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าแนวทางนี้สามารถเพิ่มโอกาสรอดของต้นไม้ และต่อยอดเป็นต้นแบบในการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าแห่งอื่นได้ในอนาคต ขณะเดียวกัน เห็ดป่ายังสามารถสร้างประโยชน์และรายได้ให้แก่ชุมชนได้อีกทางหนึ่ง”
คุณรวินทร์ ชมพูนุชธานินทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มประชาสัมพันธ์ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า “นอกจากภารกิจหลักในการช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติต่างๆ แล้ว อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของสิงห์อาสาคือการทำงานร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว โดยเฉพาะปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน PM 2.5 ในภาคเหนือ โครงการนี้ดำเนินงานร่วมกับ ม.แม่โจ้ และจุฬาฯ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ภายใต้แนวคิดการปลูกป่าในพื้นที่ที่เคยถูกไฟไหม้เพื่อตรึงแนวเขตป่าเดิมเอาไว้ไม่ให้สูญหาย ความตั้งใจของคณาจารย์และความร่วมมือจากชุมชนในพื้นที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทำให้ต้นไม้มีอัตรารอดสูงกว่า 85% ถือเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นร่วมกัน และเป็นโมเดลสำคัญในการฟื้นฟูป่า ลดความเสี่ยงจากไฟป่า และเพิ่มการดูดซับคาร์บอนในอากาศได้อย่างยั่งยืน”
โครงการนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ บริษัท เชียงใหม่เบเวอเรช จำกัด บริษัทในเครือบุญรอดฯ, สภาลมหายใจเชียงใหม่, เทศบาลตำบลบ้านปง, หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย, อุทยานแห่งชาติออบขาน, สำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่1 (เชียงใหม่), พร้อมด้วยเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสาภาคเหนือ เพื่อร่วมกันฟื้นฟูผืนป่าและส่งต่อการดูแลพื้นที่ให้ชุมชนในระยะยาว