อ็อกฟอร์ด บิสสิเนส กรุ๊ปเผยอุตฯยาสูบไทยสร้างรายได้ผ่านภาษีสรรพสามิต 6 หมื่นล้านบาท หนุนการสร้างงาน 5 หมื่นครัวเรือน
รายงานล่าสุดโดยอ็อกฟอร์ด บิสสิเนส กรุ๊ป (OBG: Oxford Business Group) บริษัททำรายงานการวิจัยและที่ปรึกษาระดับโลก ระบุอุตสาหกรรมยาสูบของประเทศไทยมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศและมีบทบาทสำคัญในการจ้างงานในชุมชนชนบท ประเทศไทยในฐานะผู้ผลิตใบยาสูบรายใหญ่อันดับสองของอาเซียนและรายใหญ่อันดับ 16 ของโลก มีการส่งออกยาสูบและผลิตภัณฑ์ทดแทนยาสูบเป็นมูลค่า 7.4 พันล้านบาทในปี 2564 และในปี 2565 อุตสาหกรรมยาสูบของไทยสร้างรายได้ผ่านภาษีสรรพสามิตเกือบ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 12% ของรายได้ภาษีสรรพสามิตทั้งหมดของประเทศ
รายงานผลกระทบทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมยาสูบในประเทศไทย โดยอ็อกฟอร์ด บิสสิเนส กรุ๊ป พบว่า นอกจากจะเป็นแหล่งรายได้ภาษีสรรพสามิตที่สำคัญของประเทศแล้ว อุตสาหกรรมนี้ยังมีส่วนในการร่วมรับผิดชอบกิจกรรมทางสาธารณสุข ด้วยเม็ดเงินจำนวน 4.1 พันล้านบาทจากการจัดเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับยาสูบในทุกปีมีการนำส่งไปยังสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
โดยประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมาเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ และปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยภาคเกษตรกรรมของประเทศยังเป็นแหล่งรายได้และการจ้างงานที่สำคัญ อีกทั้งยังเป็นฟันเฟืองใหญ่ในระบบเศรษฐกิจของชาติมากถึงร้อยละ 8.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2564 และ 2559 ตลอดจนเป็นแหล่งสร้างงานที่สำคัญซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 30% ของแรงงานของประเทศในช่วงปี 2559-2564
นายมาร์ก-อองเดร เดอ บลัวส์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ อ็อกฟอร์ด บิสสิเนส กรุ๊ป เปิดเผยว่า “นอกจากภาคยาสูบของประเทศไทยจะเป็นส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยแล้ว งานวิจัยของเรายังพบว่าอุตสาหกรรมยาสูบของประเทศไทยมีส่วนสำคัญในการจ้างงานและมีความจำเป็นต่อชุมชนและชีวิตความเป็นอยู่ในชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย อุตสาหกรรมยาสูบของประเทศไทยหนุนการจ้างงานเกือบ 50,000 ครัวเรือนทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านห่วงโซ่คุณค่า นอกจากนี้อีกหนึ่งข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่สำคคัญคือยาสูบเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือปัญหาสภาพดินต่างๆ นับเป็นการสร้างโอกาสทางการเพาะปลูกให้แก่ครัวเรือนและชุมชนต่างๆ
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยาสูบของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมายซึ่งมีราคาขายที่ต่ำกว่า จากการสำรวจของสมาคมการค้ายาสูบไทย การค้ายาสูบที่ผิดกฎหมายผ่านช่องทางร้านค้าทั่วไปและออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 97 % ในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ปี 2565 ในขณะที่ข้อมูลจากกรมสรรพสามิตเมื่อกลางปี 2564 แสดงให้เห็นว่า 30 % ของตลาดยาสูบในประเทศไทย เป็นบุหรี่ผิดกฎหมาย
สำหรับการกำหนดให้ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นวาระแห่งชาติของประเทศไทยถือเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ผิดกฎหมาย การสร้างกลไกการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ และพัฒนาระบบภาษีสรรพสามิตให้โปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งช่วยลดช่องว่างในด้านต่างๆ ระหว่างผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ผิดกฎหมายและผลิตภัณฑ์ที่ถูกกฎหมายในประเทศ การดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวในเชิงรุกจะส่งเสริมการจ้างงานในประเทศไทย เพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐผ่านภาษีสรรพสามิต และเพื่อให้การผลิตยาสูบของไทยยังคงเป็นกิจกรรมสร้างรายได้ให้กับชุมชุนในพื้นที่ที่ห่างไกล และมีความสำคัญเพื่อช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับประเทศไทยต่อไป