สุดรันทด! "ป้าสนอง" หญิงพิการชาวระยอง หอบร่างกายไร้ขาพร้อมทนายความ ยื่นหนังสือร้องเรียนถึง "อนุทิน" ขอความเป็นธรรม หลังถูกผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองระยองคนใหม่ บิดเบือนผลพิสูจน์สิทธิ์ที่ดิน แฉพฤติกรรมสุดช้ำ เคยถูกบีบแบ่งที่ดินให้นักการเมืองท้องถิ่น ซ้ำเติมความเครียดจนโรครุมเร้าต้องตัดขารักษาชีวิต ลั่นเตรียมเดินหน้าเอาผิดวินัยร้ายแรงและพึ่งกองปราบ-บก.ปปป. ดำเนินคดีอาญา ม.157 ถึงที่สุด
วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล นางสนอง พลวิเศษ หรือ "ป้าสนอง" อายุ 60 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 1 ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง พร้อมด้วย นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม (ดร.ณัฏฐ์) ทนายความส่วนตัวของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมผ่านตัวแทนศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ฯ เพื่อส่งต่อไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ข้อร้องเรียนระบุว่า นางสนองได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสจากการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ สังกัดนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยอง (กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ) ที่ร่วมมือกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ กระทำการเข้าข่ายคุกคาม กดขี่ข่มเหง และใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อยึดที่ดินทำกินของนางสนอง ซึ่งเป็นที่ดินที่ผ่านกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์และตรวจสอบความถูกต้องมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นางสนอง เปิดเผยว่า ตนเองครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินแปลงดังกล่าวมาตั้งแต่กำเนิด และทำกินต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนที่พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 จะมีผลบังคับใช้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2563 นายสว่างพงศ์ เมธีกุล ผู้ปกครองนิคมสร้างตนเองจังหวัดระยองในขณะนั้น ได้ตรวจสอบแนวเขตและสิทธิ์ครอบครองอย่างเป็นทางการ พร้อมออกหนังสือยืนยันว่า ตนเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินผืนนี้จริงทั้งแปลง
ทว่า ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568 เมื่อ นางกชพรรณ จริยธรรม เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ปกครองนิคมฯ คนปัจจุบัน กลับไม่ปฏิบัติตามผลการตรวจพิสูจน์ที่ดินเดิมของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ แต่มีการใช้อำนาจกลั่นแกล้ง บิดเบือนข้อเท็จจริง และออกคำสั่งโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ยิ่งไปกว่านั้น ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2561 ขณะที่นางกชพรรณยังดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน ได้เคยใช้อำนาจข่มขู่ตนว่าจะยึดที่ดิน และบังคับให้ทำบันทึกถ้อยคำเพื่อแบ่งแปลงที่ดินกึ่งหนึ่ง (ฝั่งติดคลอง) ให้แก่ นายกฤษดา โชติวาณิชกุล นักการเมืองท้องถิ่นและอดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แห่งหนึ่ง โดยแจ้งว่าหลังแบ่งแล้วไม่ต้องมาติดต่อที่นิคมฯ อีกเป็นเวลา 5 ปี ทำให้ตนซึ่งขาดความรู้ทางกฎหมายและเกรงกลัวอิทธิพลยอมทำตาม โดยมีผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้นร่วมเป็นเครือข่าย ไม่ยอมลงนามรับรองสิทธิ์ในท้องที่ให้ จนกลายเป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายนักการเมืองท้องถิ่นนำมาใช้คัดค้านสิทธิ์ที่ดินของตนมาโดยตลอด
ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เมื่อผู้ปกครองนิคมฯ คนปัจจุบัน ได้ออกหนังสือห้ามป้าสนองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับที่ดินของตนเอง พร้อมนำป้ายของนิคมฯ มาปักทับซ้อนบนพื้นที่ส่วนบุคคลที่ป้าสนองปักป้ายห้ามบุกรุกไว้ ซึ่งป้าสนองได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีข้อหาบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ไว้แล้วที่ สถานีตำรวจภูธร (สภ.) ปลวกแดง
ต่อมาในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ป้าสนองได้ไปยื่นหนังสือคัดค้านคำสั่งดังกล่าว แต่นิคมฯ กลับประวิงเวลาและมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ โดยจงใจเขียนรับหนังสือบนสำเนาแทนการคีย์เข้าระบบราชการตามขั้นตอนปกติอย่างมีพิรุธ ตนจึงจำเป็นต้องเดินทางมาร้องเรียนต่อส่วนกลาง
"ป้าทุกข์ทรมานแสนสาหัส ตรอมใจจนโรครุมเร้า ทั้งเครียด ทั้งนอนไม่หลับจนเบาหวานขึ้นสูง แผลลุกลามเน่าที่เท้า จนสุดท้ายคุณหมอต้องตัดขาทิ้งเพื่อรักษาชีวิต กลายเป็นคนพิการไร้ขา ต้องให้ลูกชายคอยกรีดยางพาราประทังชีวิตไปวันๆ ไม่คิดเลยว่าข้าราชการไทยจะทำตัวเหมือนมาเฟีย หากินกับที่ดินชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่มีทางสู้" ป้าสนองกล่าวทั้งน้ำตา
ป้าสนองและทนายความยืนยันว่า หลังจากยื่นหนังสือถึงนายอนุทินในวันนี้แล้ว ขั้นตอนต่อไปเตรียมจะเข้ายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), ปลัดกระทรวง พม., และอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เพื่อขอให้ตั้งกรรมการสอบสวนและเอาผิดทางวินัยร้ายแรงแก่ผู้ปกครองนิคมฯ คนดังกล่าวและพวก
พร้อมกันนี้ จะนำหลักฐานทั้งหมดเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และกองบังคับการปราบปราม (กองปราบฯ) เพื่อแจ้งความดำเนินคดีอาญาในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพื่อทวงคืนผืนดินทำกินและพิสูจน์ความจริงให้ถึงที่สุดต่อไป








