“Saboten” ร้านทงคัตสึระดับตำนานที่ครองใจคนไทยมานานกว่า 18 ปี ประกาศปรับทัพครั้งใหญ่ เดินหน้ากลยุทธ์ Refresh Brand พลิกโฉมดีไซน์ร้านและเมนูใหม่ ประเดิมสาขาต้นแบบที่ “เดอะ พรอมานาด” หวังมัดใจกลุ่ม Gen Z และกลุ่มครอบครัว พร้อมกางแผนเชิงรุกตั้งเป้าขยายเพิ่ม 10 สาขา ภายใน 3 ปี ชูจุดเด่นอัปเกรดวัตถุดิบพรีเมียมแต่ไม่ปรับขึ้นราคา
วันที่ 6 ก.ค.2569 ที่เดอะพรอมานาด นายอภิเศรษฐ ธรรมมโนมัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจร้าน Saboten ในประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยปีนี้มีภาวะชะลอตัว โดยจำนวนร้านค้าลดลงราว 2% จากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ประกอบกับสถานการณ์ค่าเงินเยนที่อ่อนค่า ส่งผลให้คนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวและรับประทานอาหารที่ประเทศญี่ปุ่นโดยตรง ปรากฏการณ์นี้ทำให้มาตรฐานความคาดหวังของผู้บริโภคต่อร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยสูงขึ้นอย่างมาก ทั้งในแง่ของรสชาติ คุณภาพ และประสบการณ์ที่ได้รับ อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงมองเห็นโอกาสเติบโตในกลุ่มร้านอาหารประเภท Specialty Restaurant หรือร้านที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งสามารถสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่ลูกค้าได้อย่างเด่นชัด
นายอภิเศรษฐ กล่าวว่า การรีเฟรชแบรนด์ในครั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารทุกมิติ โดยเลือกสาขา เดอะ พรอมานาด เป็นร้านต้นแบบโฉมใหม่ ดีไซน์บรรยากาศให้มีความทันสมัย สวยงาม และถ่ายรูปสวย เพื่อดึงดูดกลุ่ม Gen Z, นักเรียน นักศึกษา และ First Jobber ควบคู่ไปกับการรักษาฐานลูกค้าหลักอย่างกลุ่มครอบครัว ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สอดรับกับพฤติกรรมคนไทยนี้ ได้รับการยอมรับจาก House Foods ซึ่งเป็นบริษัทแม่จากประเทศญี่ปุ่น ว่าเป็นสาขาที่มีความสวยงามและมีความหลากหลายของเมนูมากกว่าในญี่ปุ่น
“ถึงแม้จะมีการปรับโฉมใหม่ แต่ Saboten ยังคงยึดมั่นในมาตรฐานคุณภาพระดับญี่ปุ่นที่เป็นจุดแข็งมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น แป้งทอดสูตรเฉพาะ ทอดได้กรอบ ไม่อมน้ำมัน ให้เนื้อสัมผัสฟูเบาคล้ายก้อนเมฆ เทคโนโลยีจากญี่ปุ่น ใช้เครื่องทอดและเครื่องสไลด์กะหล่ำปลีนำเข้าจากญี่ปุ่น 100% เพื่อให้ได้กะหล่ำปลีออร์แกนิกหั่นฝอยที่ละเอียดและนุ่มที่สุด และวัตถุดิบต้นตำรับ ซอสทงคัตสึสูตรดั้งเดิมนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ไม่มีการใช้ซอสที่ผลิตในประเทศ นอกจากนี้ ยังเพิ่มความใส่ใจในรายละเอียดด้วยการหุงข้าวแบบ Individual Pot หรือการแยกหม้อหุงข้าวต่อหนึ่งเมนู เพื่อให้ข้าวสุกนุ่มและมีคุณภาพดีที่สุดในทุกเซตอาหาร รวมถึงเมนูใหม่อย่าง “คาซึมิ” ที่เลือกใช้ภาชนะพิเศษนำเข้าจากแอฟริกา ช่วยกักเก็บอุณหภูมิความร้อนได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้อาหารอร่อยตั้งแต่คำแรกจนคำสุดท้าย”นายอภิเศรษฐ กล่าว
นายอภิเศรษฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้การพัฒนาเมนูใหม่และการเลือกใช้วัตถุดิบระดับพรีเมียม รวมถึงการปรับขนาดชิ้นหมูให้ใหญ่ขึ้นจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต แต่บริษัทตอกย้ำแนวทาง "เพิ่มคุณภาพโดยไม่ปรับขึ้นราคา" (หากต้นทุนไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง) พร้อมทั้งคงสิทธิประโยชน์เอกลักษณ์เด่นของแบรนด์ไว้เช่นเดิม คือ บริการเติมข้าว ซุป กะหล่ำปลีฝอย และชาเขียวได้ไม่อั้น รวมถึงเสิร์ฟไอศกรีมปิดท้ายมื้ออาหาร เพื่อมอบความคุ้มค่าสูงสุดให้แก่ผู้บริโภค
สำหรับแผนการเติบโตในอนาคตของ Saboten ซึ่งดำเนินการในไทยมา 18 ปี โดยผลประกอบการไม่เคยขาดทุนและจ่ายเงินปันผลได้ต่อเนื่อง จะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะแรกเน้นการรีเฟรชแบรนด์ ปรับโฉมร้าน และพัฒนาเมนูใหม่ โดยใช้สาขาเดอะ พรอมานาด เป็นต้นแบบ ก่อนจะทยอยนำโมเดลนี้ไปใช้กับสาขาอื่น ๆ ระยะที่สอง พัฒนารูปแบบร้านให้มีขนาดกะทัดรัด (Compact) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขยายสาขา รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว พร้อมทั้งต่อยอดโมเดลร้าน Express แบบที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งตอบโจทย์เรื่องเวลาแต่ยังคงมาตรฐานเดียวกับหน้าร้านปกติ
ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะขยายสาขาเพิ่มขึ้น 10 สาขาภายใน 3 ปี หรือเฉลี่ยปีละ 3-4 สาขา ครอบคลุมทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ ปัจจุบัน Saboten เปิดให้บริการทั้งหมด 6 สาขา ได้แก่ เดอะ พรอมานาด, เซ็นทรัล พระราม 9, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เทอร์มินอล 21 พระราม 3, เซ็นทรัล พัทยา และเจพาร์ค ศรีราชา (สำหรับสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ได้ปิดให้บริการลงแล้วเนื่องจากหมดสัญญาเช่า)
"ปัจจุบันตลาดทงคัตสึในประเทศไทยมีคู่แข่งมากกว่า 20 แบรนด์ แต่เราเชื่อมั่นว่าความแข็งแกร่งของ Saboten ที่อยู่คู่ตลาดมานานกว่า 60 ปีในระดับโลก ทั้งในด้านมาตรฐานต้นตำรับ คุณภาพวัตถุดิบ และการบริการแบบ 'Omotenashi' จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Saboten เป็นแบรนด์ร้านทงคัตสึอันดับต้น ๆ ในใจของผู้บริโภคชาวไทยอย่างยั่งยืน" นายอภิเศรษฐ กล่าวทิ้งท้าย








