วันที่19 ส.ค.69 เวลา 10.25 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล พร้อมด้วย นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ และนายนัสเซอร์ ยีหมะ เข้ายื่นหนังสือถึงประธาน กกต. เพื่อขอให้ดำเนินการตามกฎหมายกรณีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ภายหลังมีการพิจารณามากกว่า 2 ปี
นายพิชิต เปิดเผยว่าวันนี้เครือข่ายมาติดตามมหากาพย์แห่งการฮั้วเลือกตั้ง โดย 2 ปีที่ผ่านมา มีหลายท่านนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง และได้นำเสนอต่อสังคมเป็นจำนวนมาก ซึ่งสังคมเห็นว่าพฤติการณ์และการกระทำในการฮั้ว สว. เกิดขึ้นเป็นที่น่าสงสัยเป็นอย่างมาก แต่ กกต. กลับใช้เวลาร่วม 2 ปีกว่าจะพิสูจน์เรื่องนี้ได้ แม้แต่คำวินิจฉัยหรือดุลพินิจในการพิจารณาในการเลือกหรือพิจารณาว่าการลงสมัครผิดกลุ่มหรือไม่ กกต. ก็ยังใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อข้อเท็จจริงทางสังคม
นายพิชิต กล่าวต่อว่า กกต. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 มาสอบสวนเรื่องนี้ ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 มีการไต่สวนและมีองค์ประกอบที่ค่อนข้างชัดเจน และมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามามีส่วนร่วมและมีการประชุมร่วมกันหลายครั้ง รวมถึงมีรายงานหลาย 100 หน้า และมีมติที่จะต้องส่งฟ้องศาลกว่า 200 คน แต่วันนี้ กกต. กลับตั้งอนุกรรมการฯ ชุดใหม่ขึ้นมา เป็นชุดที่ 36 และใช้คนเพียงไม่กี่คน มาเปลี่ยนมติของชุดที่ 26 ซึ่งวันนี้เราก็ได้ข่าวว่าจะมีการส่งฟ้องไม่กี่คน และไม่ใช่ สว. ยุคปัจจุบันอีกด้วย แต่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องแบบปลาย ๆ เรื่องด้วยซ้ำ
ดังนั้นการฮั้วครั้งนี้ไม่ใช่แค่การฮั้วเลือกตั้ง สว. แต่จะกลายเป็น กกต. ฮั้วกันเองด้วยซ้ำ คือการใช้คณะอนุกรรมการฯ ล้างข้อพิจารณาของอีกคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงถือเป็น “มหากาพย์ของฮั้ว” ไม่ต่างอะไรจากการโกงเลือกตั้งหรือการทุจริตสอบท้องถิ่นเช่นกัน พวกตนจึงมาในครั้งนี้เพื่อขอให้ กกต. ใช้ดุลพินิจพิจารณาตามคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ที่มีรายงานที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับต่อสังคม
“ผมขอเตือนไปยัง กกต. ให้คำนึงถึงกรณีของคุณวาสนา เพิ่มลาภ (อดีตประธาน กกต.) ให้ได้ คุณจะเดินไปทางไหน อย่ารับใช้ฝ่ายการเมืองให้มาก เพราะการรับใช้ฝ่ายการเมืองไม่ต่างจากคุณวาสนา กกต. ชุดนั้น ปลายทางจะอยู่ที่เรือนจำ ดังนั้นผมคิดว่า กกต. ในวันนี้ต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่าทำไมเปลี่ยนแปลงจากคณะอนุฯ ชุดที่ 26 มายืนตามมติของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีคำแถลงที่ค่อนข้างชัดเจน การเปลี่ยนแบบนี้อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย ถ้าดำเนินการแบบนี้ พวกเราก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไปต่อกรรมการ กกต.” นายพิชิต กล่าว
ด้าน นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ระบุว่าประเด็นที่ตนเองและ คปท. เรียกร้องคือขอให้ กกต. พิจารณาโดยใช้คำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เท่านั้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการที่ กกต. ตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ซึ่งเป็นชุดพิเศษขึ้นมาถือว่ามีพิรุธ เพราะโดยปกติจะต้องเลือกจากชุดที่ 1 ถึง 35 เท่านั้น
นอกจากนี้ยังเตือนว่าหาก กกต. ใช้วิธีการยื่นเรื่องต่อศาลในจำนวนที่น้อยกว่า 229 คน ก็ถือว่ามีพิรุธเช่นเดียวกัน และขอแจ้งให้ทราบว่าวิธีการดังกล่าวไม่มีทางสำเร็จ เนื่องจากศาลฎีกาจะต้องทำการไต่สวนและศาลจะต้องเรียกสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 จาก กกต. อย่างแน่นอน
นพ.ตุลย์ ยังได้ฝากถึง กกต. ชุดปัจจุบันว่าหากไม่อยากเดินตามรอย กกต. ชุดของนางสาววาสนา เพิ่มลาภ ซึ่งเคยมีคำพิพากษาให้จำคุกมาแล้ว ขอให้ กกต. นำเรื่องนี้ไปพิจารณา โดยคาดว่า กกต. จะมีการประชุมกันเร็ว ๆ นี้ จึงขอย้ำให้ กกต. ใช้คำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 เป็นหลัก
ในช่วงท้าย นพ.ตุลย์ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงภาพรวมขององค์กรอิสระ โดยขอให้สังคมร่วมกันพิจารณาว่าองค์กรอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งโดย สว. ชุดนี้ ซึ่งมองว่าน่าจะมีความเป็นโมฆะเกินกว่าครึ่งหนึ่งของสภา สมควรที่จะต้องตกเป็นโมฆะตามไปด้วยหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดิน การตรวจสอบ และการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ








