กองทัพบกเตือนภัย Deepfake ใช้ AI สร้างภาพ เสียง และวิดีโอสมจริงจนแยกยาก แนะประชาชนสังเกตความผิดปกติ ตรวจแหล่งข่าว เทียบข้อมูลจากหน่วยงานทางการ และคิดก่อนแชร์ เพื่อป้องกันข่าวปลอมและการบิดเบือนข้อมูล
วันที่ 16 ส.ค.69 เพจเฟซบุ๊ก ทีมโฆษกกองทัพบก Army Spokesperson Team ได้โพสต์ข้อความแนะนำ รู้ทัน Deepfake: เมื่อ AI เปลี่ยน “สิ่งที่เห็นและได้ยิน” ให้กลายเป็นข่าวลวง โดยระบุว่า...
สวัสดีค่ะ วันนี้ทีมโฆษกกองทัพบก #RTAKNOWLEDGE จะพาไปรู้จักกับการใช้ AI รูปแบบใหม่ในการสร้าง Deepfakeให้เป็นข่าวปลอม ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยี AI ก้าวล้ำไปมากจนสามารถสร้างข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอสังเคราะห์ที่เรียกว่า "Deepfake" ได้อย่างสมจริง สิ่งที่เราเห็นหรือได้ยินอาจไม่ใช่ความจริงเสมอไป หากเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้าง "ข่าวปลอม" (Fake News) อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น สังคม และความมั่นคงได้อย่างคาดไม่ถึง!
รู้เท่าทัน Deepfake: ภัยคุกคามในยุคดิจิทัล
Deepfake ไม่ได้มีแค่การตัดต่อใบหน้า แต่ครอบคลุมถึงการเลียนแบบเสียง สร้างเหตุการณ์จำลอง หรือเปลี่ยนบริบทของสื่อ เพื่อชี้นำให้คนเข้าใจผิด
- ผู้ไม่หวังดีมักนำข้อมูลจริงบางส่วนมาผสมกับข้อมูลเท็จ เช่น ตัดต่อคำสั่งผู้บังคับบัญชา เลียนแบบเสียงเจ้าหน้าที่ หรือนำภาพภารกิจในอดีตมาอ้างเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน เพื่อสร้างความสับสนและตื่นตระหนก การพึ่งพาเพียงสายตาอาจไม่พอ ประชาชนจำเป็นต้องมี "ภูมิคุ้มกันทางข้อมูล" เพื่อทำความเข้าใจว่าเนื้อหานั้นถูกสร้างและจัดวางเพื่อชี้นำเราอย่างไร
วิธีสังเกตและเอาตัวรอด (หยุด – ตรวจ – เทียบ – แล้วจึงแชร์)
- สังเกตความผิดปกติ: ข้อความที่มีลักษณะผิดปกติ, ดูการขยับริมฝีปากว่าตรงกับเสียงหรือไม่, น้ำเสียงหรือจังหวะการพูดดูผิดธรรมชาติไหม, แสงเงาผิดเพี้ยน หรือฉากหลังมีการเปลี่ยนที่ดูไม่ต่อเนื่องหรือเปล่า
- ระวังข่าวที่กระตุ้นอารมณ์: หากเจอพาดหัวแนว “ด่วนที่สุด” “รีบแชร์ก่อนลบ” หรือเนื้อหาที่สร้างความโกรธและหวาดกลัว ให้ตั้งสติและอย่าเพิ่งด่วนแชร์
- ตรวจสอบผู้เผยแพร่และแหล่งที่มา: ดูว่าเป็นบัญชีทางการของหน่วยงานจริงหรือไม่ ระวังเพจปลอมที่เพิ่งสร้างหรือตั้งชื่อคล้ายคลึงกันเพื่อสวมรอย
- เช็กจากหน่วยงานต้นทาง: หากเป็นข่าวที่อ่อนไหว เช่น สถานการณ์ชายแดน การเคลื่อนย้ายกำลัง หรือการช่วยเหลือประชาชน ควรตรวจสอบจากช่องทางทางการ (เช่น เพจทีมโฆษกกองทัพบก, เพจกองทัพบก หรือศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม) เพื่อเทียบข้อมูลเสมอ
รู้หรือไม่? การสร้าง Deepfake หรือแชร์ข่าวปลอม มีความผิดทางกฎหมาย หากนำ Deepfake ไปใช้เพื่อหลอกลวง บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือสร้างความเสียหาย อาจเข้าข่ายความผิด ดังนี้
- พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ (มาตรา 14): นำเข้าข้อมูลบิดเบือนหรือข้อมูลเท็จ ที่ทำให้ประชาชนเสียหาย โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ)
- พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ (มาตรา 16): การนำเข้าภาพตัดต่อที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือได้รับความอับอาย โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท
- ประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 326, 328): การใช้ภาพ/เสียงปลอมเพื่อใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
อย่าให้ AI เป็นผู้ตัดสินความจริง แต่ให้เราทุกคนเป็นผู้ตรวจสอบความจริงด้วยตนเอง "คิดก่อนเชื่อ ตรวจสอบก่อนแชร์" เพราะทุกการแชร์ของเรา มีส่วนกำหนดพื้นที่ข้อมูลของสังคม
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
National Institute of Standards and Technology (NIST). (2024). Reducing Risks Posed by Synthetic Content: An Overview of Technical Approaches to Digital Content Transparency
วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์. (2569). “สื่อลวงลึก (Deepfake): การยึดครองการรับรู้ในสงครามข้อมูลยุคดิจิทัล.” วารสารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, 5(1), 110–139
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 328
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ระบบรับแจ้งความออนไลน์ Thai Police Online)
#กองทัพบก#RTA #RTAknowledge








