วันที่ 15 ส.ค.69 เเหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ระบุถึงกรณีนายภัทรพงศ์ ศุภักษร(ทนายอั๋น บุรีรัมย์)ประกาศตรวจสอบทุจริตเลือกตั้งสส.เเละสว.รวมทั้งกรณีทุจริตอื่นๆโดยอ้างว่าพรรคเเละสมาชิกพรรคบางรายมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยวันที่16สค.นายภัทรพงศ์จะไปเปิดเวทีที่หอนาฬิกา อ.เมือง จ.อำนาจเจริญในการตรวจสอบการทุจริตหลายประเด็นในจ.อำนาจเจริญนั้น เป็นสิทธิที่นายภัทรพงศ์กระทำได้หากไม่ละเมิดกฎหมาย ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงเเละไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
“แต่พรรคขอให้ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ย้อนไปตรวจสอบขยายผลการทุจริตการเลือกตั้งสส.อำนาจเจริญ เขตสอง ในปี2566ด้วย ตามคำวินิจฉัยกกต.ที่19/2567 เพราะคำวินิจฉัยมีขัอพิรุธบางอย่างที่ตัดตอนผู้ร่วมกระทำผิด คือกกต.ตัดสินลงโทษหัวคะเเนนของผู้สมัครสส.เขตสอง อำนาจเจริญ ในการเลือกตั้งสส.ปี2566 ข้อหาซื้อเสียงคนละห้าร้อยบาท
คำวินิจฉัยของกกต.ระบุว่า หาหลักฐานเชื่อมโยงกันระหว่างผู้สมัครสส.กับหัวคะเเนนในกรณีนี้ไม่ได้ ตรงนี้มีข้อผิดสังเกตหรือไม่ เพราะหัวคะเเนนจะเป็นผู้ช่วยหาเสียงได้นั้น ผู้สมัครสส.ต้องเเจ้งรายชื่อผู้ช่วยหาเสียงกับกกต.
เเต่ผู้สมัครสส.รายนั้นให้การปฏิเสธ โดยระบุว่าไม่รู้จักหัวคะเเนนของตัวเองที่ไปซื้อเสียง เเต่หัวคะเเนนยอมรับกับกกต. ว่าเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้ผู้สมัครสส.อำนาจเจริญ เขตสอง รายดังกล่าวจริง “เเหล่งข่าวกล่าวเเละว่า เเต่เกรงว่านายภัทรพงศ์คงไม่เเตะต้องกรณีนี้เพราะทราบกันดีว่านายภัทรพงศ์มีความใกล้ชิดกับอดีตผู้สมัครสส.รายดังกล่าวเพียงใด”แหล่งข่าวกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ใจความหลักของคำวินิจฉัยกกต.ที่19/2567 ลงนามโดยนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต.ในขณะนั้น ระบุว่ากรณีการทุจริตเลือกตั้งสส.วันที่14พค.2566 โดยมีเหตุอันควรสงสัยเเละความปรากฏต่อกกต.ว่า นางจันทร์เพ็ญ ประเสริฐศรี ผู้สมัครสส.อำนาจเจริญ เขตสอง เบอร์9 พรรคพลังประชารัฐ ผู้ถูกกล่าวหาที่1 นายจาม ปรือทอง ผู้ถูกกล่าวหาที่2/ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กระทำการฝ่าฝืนพรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสส.ปี2561 มาตรา73(1)คือ นางจันทร์เพ็ญ ก่อ ,สนับสนุน ,รู้เห็นเป็นใจให้นายจาม จัดทำ ,ให้ ,เสนอให้ สัญญาว่าจะให้หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินฯเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะเเนนให้เเก่ตนเอง
คำวินิจฉัย ระบุว่า ผอ.กกต.อำนาจเจริญได้รับเเจ้งเบาะเเสเเละรายงานว่าวันที่7เมย.2566 นางจันทร์เพ็ญสนับสนุนนายจามนำบัตรประชาชน/สำเนาทะเบียนบ้านของพยานที่ไต่สวนประกอบที่2เเละที่3 ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปให้นางจันทร์เพ็ญเเละนายจามเพื่อนำไปลงทะเบียนใข้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเลือกตั้ง นางจันทร์เพ็ญเเละนายจามบอกพยานว่า 7พค.2566 คือ“วันเลือกตั้งล่วงหน้าให้รอที่บ้านจะมีรถไปรับ”เเละบอกอีกว่า“อย่าลืมเบอร์9 ”
คำวินิจฉัยระบุว่า 15 เม.ย. 2566 พยานทั้งสองไปงานสงกรานต์ได้พบนายจาม นายจามมอบเงินให้พยานฯคนที่2 จำนวน2000บาทไปเเจกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสี่คนเพื่อจูงใจให้ลงคะเเนนกับนางจันทร์เพ็ญ เเละการไต่สวนพยานฯคนที่1ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนในพื้นที่ระบุว่า21เมย.2566 ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งเเจ้งว่า มีผู้ยื่นขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้ายี่สิบคน โดยผู้สมัครสส.เขตสอง อำนาจเจริญ เป็นผู้รวบรวมบัตรประชาชนไปลงทะเบียนเเละในวันเลือกตั้งล่วงหน้าได้จัดรถยนต์นำผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะเเนนที่หอประชุมศรีอำนาจ โรงเรียนอำนาจเจริญ อ.เมือง (สถานที่เลือกตั้งกลาง)โดยมีค่าตอบเเทนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เเละทราบจากพยานฯคนที่3เเละที่4เเละอีกคนหนี่งว่าได้ลงทะเบียนเเละได้ค่าตอบเเทนเเล้ว ทำให้23เมย.2566 ตนจึงได้เเจ้งผู้ตรวจการการเลือกตั้งจ.อำนาจเจริญให้ทราบ
คำวินิจฉัยระบุว่าพยานฯคนที่2ให้การว่า 7เมย.2566 บุตรสาวนายจามได้โทรศัพท์มาเพื่อขอทะเบียนบ้าน/บัตรประชาขนเเละพยานฯคนที่2ถูกโทรศัพท์ให้ไปพบนางจันทร์เพ็ญเเละนายจามที่สวนยางห่างจากบ้านพัก1.5กม. เมื่อไปถึงได้พบทั้งสองคนนั่งบนท้ายรถกระบะ โดยได้มีการถ่านภาพบัตรประชาชนของพยานฯคนที่2เเละบุตรบุญธรรม โดยนางจันทร์เพ็ญเเละนายจามบอกว่า 7พค.2566 ให้รออยู่บ้านจะมีคนเอารถไปรับเเละ“อย่าลืมเบอร์9ให้เขียนติดฝาบ้านไว้กันลืม ”
คำวินิจฉัยระบุว่า 15เมย.2566 พยานฯคนที่2เเละคนที่3 ให้การว่า ไปงานสงกรานต์ นายจามที่มาร่วมงานด้วยได้มาบอกว่า“ ถ้าตนสิเมือ(จะกลับบ้าน) เเวะไปรับเงินที่รถเฮาเด้อ” โดยพยานฯคนที่2ระบุว่าเห็นนายจามกล่าวกับพยานฯคนที่3 ว่า“อย่าลืมเบอร์9เด้อ ”ก่อนที่จะมอบเงินให้พยานฯคนที่3 เเละยังบอกว่า“เก็บไว้ก่อน ไปฮอดบ้าน(ถึงบ้าน)ค่อยเเบ่งกัน” (จำนวนสองพันบาท คือ ธนบัตรห้าร้อยบาทหนึ่งฉบับ ธนบัตรหนึ่งร้อยบาท15ฉบับ)จากนั้นพยานฯคนที่3นำเงินไปให้บิดา เเละมอบเงินให้ตน 1000บาท ตนจึงเเบ่งให้พยานฯคนที่3 จำนวน500บาท
คำวินิจฉัยระบุว่า จากนั้น7พค.2566 พยานฯคนที่2 โทรศัพท์ถึงนายจามว่า”จะไปเลือกตั้งเวลาใด คือบ่มาจักเทื่อ(จะมาเวลาใด ทำไมไม่มาสักที) “ นายจามบอกให้“รออยู่ฮั่นละ สิเข้าไปหา(รอที่นั่น จะเข้าไปหา)“จากนั้นนายจามจึงมาหาที่บ้านเเละบอกว่า “เฮาพาไปบ่ได้ เฮาย่านโตตอบคำถามเขาบ่ได้ ถ้าเขาเห็นเดินหงบๆเงิ่นๆเขาสิสงสัย ถ้าตอบบ่ได้ เขาสิจับติดคุกหกเดือน ถ้าขนไป (ฉันพาไปไม่ได้ ฉันกลัวเธอตอบคำถามเขา(กกต.)ไม่ได้ ถ้าเขาเห็นเดินงกๆเงิ่นๆ จะสงสัย ถ้าตอบไม่ได้ เขาจับติดคุกหกเดือนถ้าขนไป)”
พยานฯที่2บอกว่า ก็เสียสิทธิ นายจามกล่าวว่า “บ่เสีย (ไม่เสีย)ถ้าขี่รถซ้อนกันไปเอง ”พยานฯคนที่2บอกว่า “จ้างเป็นหมื่นก็บ่ขี่ไปเด้รถ(ไม่ขี่รถไป )“เเละบอกว่า “เอาสิเมือ อยู่เฮือนนี่หล่ะ บ่ไปกา เงินห้าร้อยกบ่เอาคืน(ฉันจะกลับ อยู่บ้านเเหละ ไม่ไปกา เงินห้าร้อยก็ไม่คืน)”
จากนั้นพยานฯคนที่2 ติดต่อพยานฯคนที่1 เเละเเจ้งว่า ”เฮ็ดจั่งได่ ผู้ใหญ่บ้านจามทิ่มเฮา บ่ต้องไปเลือกตั้งกะได้(ทำอย่างไร ผู้ใหญ่บ้านจามทิ้งเรา ไม่ต้องไปเลิอกตั้งก็ได้)“ พยานฯคนที่1บอกว่า “ขอคุยกับที่ปรึกษาก่อน ”จากนั้นได้คำตอบว่า ”ให้ตนกับพยานฯคนที่3เหมารถไปกาจะได้ไม่เสียสิทธิ “ จึงได้เหมารถของพยานฯคนที่7จากนั้นพยานฯคนที่7ให้ตนติดต่อพยานฯคนที่1
ต่อมาพยานฯคนที่1มาพบตนหลังลงคะเเนน ตนบอกว่า”โดนนายจามทอดทิ้งต้องทำอย่างไร“ พยานฯคนที่1บอกว่า” ดีเเล้วที่เอิ้น(เรียก)มาเเจ้งไว้ เดี๋ยวจะไปเเจ้งสำนักงานกกต.จัดการเเละมาหาที่บ้าน“
คำวินิจฉัยระบุว่า8 พค.2566 ผู้ตรวจการการเลือกตั้งจ.อำนาจเจริญติดต่อให้พยานฯที่2 ขอให้ไปให้การเเละสอดรับกับพยานฯที่3ให้การว่า” 15เมย.2566 นายจามให้เงินสองพันบาท เเละบอกตนว่า ให้คนละห้าร้อยบาท เเละให้พ่อกับเเม่“ จากนั้นนายจามจึงขับรถอแกไป พยานฯคนที่3จึงนำเงินไปให้บิดา เเต่ไม่พบ จึงฝากเงินให้มารดาเลี้ยงไว้ 1000บาท เเละบอกว่า”มีคนฝากมาให้ ”มารดาเลี้ยงที่เป็นพยานฯคนที่4 ได้ถามว่า “ตาจามบ่ ”ตนตอบว่า“ใช่” ฯลฯ
คำวินิจฉัยระบุว่า จากการสอบสวน นางจันทร์เพ็ญให้การว่า “ ไม่ได้ฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่รู้จัก/ไม่เคยพบนายจามมาก่อน ไม่ได้สนับสนุนนายจามหรือบุคคลใดนำเงินไปมอบให้ผู้มีสิทธิฯมาลงคะเเนนให้ตน” เเต่นายจามให้การว่า“15เมย.2566ได้พบพยานฯคนที่2เเละคนที่3 เเต่ไม่เคยให้เงิน/ไม่เคยนำบัตรประชาชนของพยานฯทั้งสองไปลงทะเบียนล่วงหน้า ตนรู้จักพยานฯเพราะเป็นลูกบ้านเเต่ไม่ได้สนิทสนม(นายจามเป็นผู้ใหญ่บ้าน)
นายจามระบุว่า “นางจันทร์เพ็ญได้เเจ้งชื่อของนายจามต่อผอ.การเลือกตั้งจ.อำนาจเจริญว่าให้นายจามเป็นผู้ช่วยหาเสียง ช่วง3เมย.-1พค.2566 โดยนายจามช่วยหาเสียงแปดวัน (ช่วง4-27เมย.2566)
เเละจากการไต่สวนพยานฯคนที่6ให้การว่า ทราบจากชาวบ้านในหมู่บ้านว่า นายจามเป็นหัวคะเเนนให้นางจันทร์เพ็ญ เเละนายจามกับพยานฯคนที่1เป็นญาติกัน ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน
คำวินิจฉัยมีความเห็นว่าการไต่สวนพยานฯเเต่ละปากให้การสอดรับตามข้อเท็จจริง พยานฯคนที่1ที่เป็นผู้นำชุมชนได้เเจ้งผู้ตรวจการฯในเหตุที่เกิดขึ้น หากไม่มีมูลความจริง พยานฯคนที่1คงไม่มาเเจ้งเบาะเเสการทุจริตกับกกต. ซึ่งอาจเป็นผลเสียกับนายจามที่เป็นญาติกัน เเละพยานฯคนที่6ให้การว่านายจามเป็นหัวคะเเนนให้นางจันทร์เพ็ญ
คำวินิจฉัยระบุว่า ”พยานหลักฐานจึงเชื่อได้ว่านายจามเก็บจับบัตรประชาชน/สำเนาทะเบียนบ้านเพื่อขอลงทะเบียนเเจ้งใข้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า จัดรถยนต์นำคนไปลงคะเเนนล่วงหน้าที่อ.เมือง อีกทั้งให้เงินเเก่พยานฯกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในขุมชนคนละ500บาทเพื่อจูงใจลงคะเเนนให้นางจันทร์เพ็ญ
อย่างไรก็ตามจากการไต่สวน ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงระหว่างนางจันทร์เพ็ญกับนายจาม ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่านางจันทร์เพ็ญสนับสนุนนายจามกระทำการฝ่าฝืนพรป.เลือกตั้งสส. จึงยุติเรื่องกับนางจันทร์เพ็ญ เเละดำเนินคดีอาญากับนายจามตามพรป.เลือกตั้งสส.มาตรา 73(1)ประกอบมาตรา158“








