วันที่ 11 ส.ค.69 เวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายเจริญ อภิภัทรโกศล สส.พรรคประชาชน พร้อมด้วยเครือข่ายชาติพันธุ์ แถลงข่าวเนื่องในโอกาสวันชนเผ่าพื้นเมืองสากล และการผลักดันกลไกพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 อย่างเป็นรูปธรรม
โดยนายมานพ คีรีภูวดล ในฐานะตัวแทนเครือข่ายชาติพันธุ์ พรรคประชาชน ระบุว่ากิจกรรมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาคีที่จัดงานวันชนเผ่าพื้นเมืองสากลต่อเนื่องเป็นเวลา 3 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 สิงหาคม ณ ไทยพีบีเอส ต่อด้วยการสัมมนาเรื่องกระบวนการขึ้นทะเบียนตามขั้นตอนกฎหมาย พ.ร.บ. เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม และในวันนี้เป็นการสัมมนาว่าด้วยอนาคตของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยในเวทีระดับสากล
โดยใช้พื้นที่รัฐสภาซึ่งมีคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็นเจ้าภาพร่วมกับองค์กรภาคีต่าง ๆ และมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 350 คน เพื่อยืนยันตัวตนของพี่น้องชาติพันธุ์และขับเคลื่อนกฎหมายให้เกิดผลจริง
นายมานพให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงเส้นทางการขับเคลื่อนกฎหมายว่ามีจุดเริ่มต้นจากปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองปี 2537 ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมลงนามในปี 2550 ก่อนที่เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์จะก่อตัวขึ้นในปี 2553 และได้รับการบัญญัติเรื่องการส่งเสริมและคุ้มครองไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 70
ซึ่งพรรคประชาชนตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกลได้ร่วมขับเคลื่อนจนประสบความสำเร็จในการตราเป็นกฎหมายในปี 2568 ซึ่งมีความหมายอย่างยิ่งต่อกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีไม่ต่ำกว่า 60 กลุ่มในประเทศไทยตามข้อมูลของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
โดยปัจจุบันทั่วโลกมีประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ต่ำกว่า 600 ล้านคน ซึ่งหน่วยงานระดับโลกอย่าง IUCN และสหประชาชาติยืนยันว่าพื้นที่ใดที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ พื้นที่นั้นจะมีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีเยี่ยมตามวิถีภูมิปัญญา
ด้านนายเจริญ อภิภัทรโกศล ได้อ่านแถลงการณ์ของเครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ภายใต้หัวข้อยุติอคติการตีตรา คืนสิทธิที่ดิน ปกป้องนิเวศวัฒนธรรม และรับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยระบุว่าแม้ประเทศไทยจะร่วมเห็นชอบปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (UNDRIP) มาตั้งแต่ปี 2550 เพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านสิทธิมนุษยชน แต่ในทางปฏิบัติภาครัฐทุกยุคสมัยกลับปฏิเสธคำว่าชนเผ่าพื้นเมือง และมักใช้วาทกรรมด้านความมั่นคงอันล้าหลังมาลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ให้กลายเป็นเพียงกลุ่มเปราะบาง ผู้บุกรุก หรือภัยความมั่นคงในบ้านเกิดของตนเอง
ทั้งนี้ นายเจริญได้ชี้ให้เห็นถึง 4 วิกฤตโครงสร้างความเหลื่อมล้ำที่ต้องได้รับการแก้ไข ได้แก่ 1. การถูกแย่งชิงสิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐและทุนข้ามชาติผ่านนโยบายรัฐรวมศูนย์ 2. ความเหลื่อมล้ำในโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลไม่สามารถเข้าถึงถนน ไฟฟ้า และน้ำสะอาด แม้จะมีงบประมาณแต่ขาดเจตจำนงในการพัฒนา 3. การเพิกเฉยต่อวิกฤตมนุษยธรรมบริเวณชายแดนจากการสู้รบในประเทศเพื่อนบ้าน
และ 4. วิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามแดนในลุ่มน้ำโขง น้ำกก และน้ำสาละวิน รวมถึงข้อตกลงทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกรกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่ง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ได้วางหลักการสำคัญ 4 ด้าน ทั้งการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในที่ดิน การเข้าถึงสาธารณูปโภค และการจัดตั้งสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย แต่กฎหมายจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีการบังคับใช้จริงโดยไม่ถูกกลไกอำนาจรัฐขัดขวาง
"สิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมือง ไม่ใช่เรื่องความเมตตาที่รัฐจะแจกจ่ายตามความพอใจ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐมีหน้าที่ต้องเคารพและปกป้อง เครือข่ายชาติพันธุ์พรรคประชาชนขอให้คำมั่นว่าเราจะใช้ทุกกลไก ทั้งภายในและภายนอกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อรื้อถอนโครงสร้างอำนาจนิยมศูนย์กลาง คืนสิทธิ คืนที่ดิน และคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ทุกกลุ่มในประเทศไทยอย่างแท้จริง เพราะคนเท่ากันทุกชาติพันธุ์" นายเจริญ กล่าว
ในช่วงท้าย นายมานพ คีรีภูวดล ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงความครอบคลุมของกฎหมายฉบับนี้ โดยยืนยันว่า พ.ร.บ. ดังกล่าวถูกออกแบบมาให้เป็นเครื่องมือสำหรับพี่น้องทุกกลุ่ม รวมถึงคนดั้งเดิมในแผ่นดินไทยและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในเมือง เช่น ชาวไทยเชื้อสายจีนที่ต้องการดำรงรักษาวัฒนธรรมในย่านต่าง ๆ ก็สามารถใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือได้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้จะเน้นการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนของกลุ่มที่อยู่บนที่สูงซึ่งเผชิญปัญหาเรื่องสิทธิในที่ดิน ที่อยู่อาศัย และสถานะบุคคล เพื่อให้สามารถสถาปนาพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมและต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจชาติพันธุ์ได้อย่างยั่งยืน








