เมื่อวัน 10 ส.ค. 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยเสนอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ตราพระราชกำหนด (พรก.) ให้นำปืนเถื่อนมามอบเจ้าหน้าที่รัฐในเวลาจำกัด เมื่อเกินเวลาจะมีมาตรการลงโทษสถานหนัก
“ปัจจุบันไทยครอบครองปืนมากถึง 10 ล้านกระบอกและ(ในจำนวนนี้) อาจแบ่งเป็นปืนเถื่อนประมาณ 4 ล้านกระบอก เมื่อปืนเต็มบ้านเต็มเมือง รัฐบาลควรออกกฎหมายมาบังคับห้ามครอบครองปืนเถือน”
ขณะที่การพกพาปืนนั้น รัฐบาลต้องตรวจตราอย่างเข้มงวดมีมาตรฐาน โดยใช้เทคโนโลยีมาช่วยการตรวจ ซึ่งวิธีการนี้จะได้แก้ไขปัญหาอื่นๆ ด้วย เช่นลดยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในคราวสังคมมีความสูญเสียชีวิตจากอาวุธปืน ดังนั้น ควรสร้างความมั่นใจในสังคมและประเทศได้ประโยชน์ด้วย
อีกทั้งกล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ เราต้องคิดการณ์ใหญ่ให้ประเทศ ไม่เอาแต่ความสนใจเหมือนไฟไหม้ฟางเพื่อกลบข่าวไปเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปเรื่องอื่นก็เข้ามาแทนที่ แล้วไม่ได้แก้ไขปัญหาอะไรสักเรื่อง ดังนั้น การจัดระเบียบเรื่องอาวุธจึงสำคัญ แต่การยกเลิกการถือครองเลยไทยยังไปไม่ถึง เพราะสังคมยังต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ส่วนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กับพรรคกล้าธรรม (กธ.) ถูกเสี้ยมให้เกิดความขัดแย้งกัน โดยพยายามโยงเตะฟุตบอลนัดอุ่นเครื่องระหว่างสโมสรบุรีรัมย์ไปเยือนราชบุรี เป็นการซ่อนเกมการเมืองของบุญยิ่ง นิติกาญจนา จะพา สส.กล้าธรรมย้ายไป ภท.
นายจตุพร มั่นใจว่า ในทางการเมือง ภท.ไม่จำเป็นต้องมี สส.มาเพิ่มเติมให้เกินครึ่งสภา เพราะการมี สส.จำนวนมากจนล้นจะแสดงถึงมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ซึ่งจะดำรงอยู่ยาก และในอดีตการตั้งรัฐบาลพรรคเดียวก็อยู่ได้พักเดียวจริงๆ
"คนการเมืองที่ผ่านเรื่องราวการเมืองมาตั้งแต่อดีตนั้น ต่างระมัดระวังพรรคเดียวมีเสียงเกินครึ่งที่มีความเบ็ดเสร็จ เพราะอะไรที่มากเกิน สังคมจะหวั่นวิตก จะเริ่มระแวงกันและกัน แล้วจะกลายเป็นอีกปัญหาหนึ่ง ดังนั้น ในทางการเมืองเรื่องนี้ไม่มีอะไรในก่อไผ่ สิ่งสำคัญ ภท.ไม่ประสงค์จะซ้อป สส. และกล้าธรรมไม่มี สส.ย้ายไปเช่นกัน"








