วันที่ 10 ส.ค.69 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เทพไท - คุยการเมือง ระบุว่า 3ข้อสังเกต จากเหตุ “ฉลอง ยิง ธงชัย”
นับว่าเป็นเหตุความรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง เมื่อนายฉลอง เรี่ยวแรง อดีตส.ส.นนทบุรี 3 สมัย ได้ใช้อาวุธปืนยิงพ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกอบจ.นนทบุรี ถึงแก่ความตาย นับว่าเป็นการใช้ความรุนแรง ใช้อาวุธปืน และเกิดความสูญเสียต่อชีวิตในจังหวัดหวัดนนทบุรี 2 เหตุการณ์ติดๆกัน แต่สำหรับเหตุการณ์ที่นายฉลองได้ใช้อาวุธปืนยิงพ.ต.อ.ธงชัย อยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้ คือ
1.การมีอาวุธปืน การครอบครองอาวุธปืนของนักการเมือง ซึ่งนายฉลองเป็นนักการเมืองคนหนึ่ง มีการพกพาอาวุธในสถานที่สาธารณะเหมือนกับนักการเมืองทั่วไป ซึ่งเห็นได้ชัดว่า นักการเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองระดับชาติ หรือนักการเมืองท้องถิ่น ล้วนแต่มีอาวุธปืนในครอบครองเป็นจำนวนมาก ดูจากการยื่นบัญชีทรัพย์สินของส.ส.และผู้บริหารท้องถิ่น จะพบว่าส.ส.แต่ละคน หรือผู้บริหารท้องถิ่นแต่ละคน มีการครอบครองอาวุธปืน เป็นเจ้าของอาวุธปืนคนละ 48 กระบอก 30 กระบอก หรือเกิน 10 กระบอกเป็นจำนวนมาก แสดงว่าอาวุธปืนอยู่ในมือของนักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นมากกว่าอาชีพอื่นใด ไม่นับรวมถึงผู้ติดตาม ทีมงาน ที่มีการพกพาอาวุธติดตัวไปกับนักการเมืองเหล่านี้อีกจำนวนมาก การจะปราบปรามการพกพาอาวุธเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะนักการเมืองเหล่านี้เป็นผู้มีอภิสิทธิ์ชนในสังคม เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่กล้าจับกุม ไม่กล้าตรวจค้น จึงเห็นภาพนักการเมืองและผู้ติดตามพกปืนกันอย่างแพร่หลาย จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำมาซึ่งความรุนแรง
2.กรณีนายฉลองพกปืนไปทวงหนี้กับ พ.ต.อ.ธงชัย ซึ่งนายฉลองได้กล่าวอ้างว่าได้ไปทวงหนี้ 11 ล้านบาท เมื่อพ.ต.อ.ธงชัยปฏิเสธ จึงเกิดเหตุบันดาลโทสะ จึงใช้ปืนยิงพ.ต.อ.ธงชัยเสียชีวิต จะเห็นได้ว่า การทวงหนี้ในสังคมไทย นักทวงหนี้ส่วนใหญ่จะใช้ความรุนแรง ใช้อาวุธปืนเป็นเครื่องมือ มีการพกปืนไปข่มขู่ มีการพกปืนไปทำร้ายร่างกายลูกหนี้ กรณีนายฉลองก็น่าจะเป็นกรณีหนึ่ง ที่การทวงหนี้มีการพกพาอาวุธไปด้วย เมื่อทวงหนี้ไม่ได้ ก็เกิดเหตุโกรธเคืองหรือโกรธแค้น จึงใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิง จึงเห็นว่าปืนคืออุปกรณ์การทวงหนี้ของเจ้าหนี้ต่อลูกหนี้
3.กรณีของนายฉลองจะเห็นได้ว่า เมื่อเกิดเหตุใช้ปืนยิงพ.ต.อ.ธงชัยเสียชีวิตแล้ว นายฉลองเลือกใช้วิธีการโทรศัพท์หาคุณอัญชะลี ไพรีรัก ซึ่งเป็นสื่อมวลชน อาจจะเป็นความคุ้นเคย หรือความสนิทสนมกันเป็นการส่วนตัวก็ตาม แต่เป็นการบ่งบอกให้เห็นว่า ทุกครั้งที่มีเรื่องราวหรือความรุนแรง หรือเกิดความเสียหาย ผู้ได้รับความเสียหาย จะใช้เลือกวิธีการแจ้งข่าวกับสื่อมวลชน หรือร้องเรียนต่อองค์กรต่างๆ หรือมูลนิธิ เช่น ร้องทุกข์ต่อเพจสายไหมต้องรอด หรือแจ้งเหตุต่อคุณกัน จอมพลัง หรือร้องทุกข์ต่อมูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อเด็กและสตรี หรือใช้วิธีการไปออกรายการโหนกระแส ซึ่งผู้เสียหายเหล่านี้นึกถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือหน่วยงานภาครัฐเป็นลำดับสุดท้าย จึงอยากจะให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ไปทบทวนบทบาทว่า ทำไมเมื่อเกิดเหตุร้ายหรือเกิดความรุนแรง ประชาชนนึกถึงหน่วยงานอื่นๆก่อนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นองค์กรแรกที่ให้ความยุติธรรมกับประชาชนได้ แต่ประชาชนกลับไม่ใช้บริการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จากข้อสังเกต3ประการที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ ที่นายฉลอง เรี่ยวแรงใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงพ.ต.อ.ธงชัย ยิ้มประเสริฐ น่าจะบทเรียนของสังคมไทย และเป็นบทเรียนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา เพราะเหตุความรุนแรงนับวันจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ และกรณีนี้เป็นกรณีที่ผู้มีชื่อเสียง ผู้มีตำแหน่งสำคัญขัดแย้งกัน และเอาชีวิตกัน
จึงอยากให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามาแก้ไขเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมโดยเร็วที่สุด








