"อนุสรณ์ ธรรมใจ" แถลงแจงปมตะโกนเรียกร้องสันติภาพใส่ "มิน ออง ไลง์" กลางรัฐสภา ยืนยันทำเพื่อปกป้องเกียรติรัฐสภาไทยและแสดงจุดยืนไม่ยอมรับอำนาจนิยม ชี้การเปิดบ้านต้อนรับผู้นำทหารเมียนมาอย่างสมเกียรติคือจุดตกต่ำทางการทูตไทย เตรียมลุยตั้งกระทู้ถามรัฐบาลปมผลกระทบข้ามพรมแดน และขอพบประมุขนิติบัญญัติเพื่อหาช่องทางเยี่ยม "อองซานซูจี"
วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น.ที่รัฐสภา รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงข่าวชี้แจงกรณีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และการเรียกร้องสันติภาพต่อ พล.เอก มิน ออง ไลง์ ประธานสภาบริหารแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ระหว่างเดินทางมาเยือนรัฐสภาไทยว่า การดำเนินการของตนและทีมงานเมื่อช่วงเช้า เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศไทย ประชาชนชาวไทย และชาวเมียนมาที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากระบอบอำนาจนิยม รวมถึงเพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่า สภาผู้แทนราษฎรไทยไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลหรือรัฐสภาจะให้การต้อนรับผู้นำเผด็จการซึ่งถูกมองว่าเป็นอาชญากรสงครามในสถานที่ของประชาชน
"เราสามารถเจรจาสื่อสารกับผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาได้ แต่เราไม่จำเป็นต้องต้อนรับด้วยการปูพรมแดงเช่นนี้ เมื่อเช้าตนตั้งใจนำหนังสือข้อเสนอไปยื่นให้ มิน ออง ไลง์ แต่ถูกเจ้าหน้าที่กันไว้ จึงตัดสินใจใช้วิธีตะโกนคำขวัญ เพื่อประกาศจุดยืนว่ารัฐสภาไทยยึดมั่นในสันติภาพ ประชาธิปไตย และมนุษยธรรม" รศ.อนุสรณ์ กล่าว
รศ.อนุสรณ์ ระบุอีกว่า ภาพการต้อนรับ มิน ออง ไลง์ ที่ทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภาอย่างสมเกียรติ ถือเป็น "จุดตกต่ำที่สุดของยุทธศาสตร์การทูตไทยบนเวทีโลก" เพราะเป็นการเปิดประเทศต้อนรับผู้นำที่ทั่วโลกประณามและถูกออกหมายจับโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) สำหรับเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกที่ตั้งใจจะยื่นต่อ พล.เอก มิน ออง ไลง์ มีสาระสำคัญ 2 ประการ คือ การฟื้นฟูสันติธรรมและประชาธิปไตย: ยึดถือแนวทางตาม "ความตกลงปางหลวง" (Panglong Agreement) และสืบทอดเจตนารมณ์การประชุมปางหลวงศตวรรษที่ 21 เพื่อหยุดยั้งสงครามกลางเมือง และเปลี่ยนผ่านเมียนมาไปสู่การเป็นสหพันธรัฐประชาธิปไตย พร้อมเรียกร้องให้ปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนอย่างจริงจัง และการแก้ไขปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดน เร่งแก้ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทยและภูมิภาคอย่างมีกรอบเวลาชัดเจน ทั้งปัญหากลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ ปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ การก่อสงครามและการทิ้งระเบิดตามแนวชายแดน รวมถึงปัญหามลพิษทางอากาศและสารพิษในแหล่งน้ำข้ามพรมแดน
รศ.อนุสรณ์ ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันเมียนมาอยู่ในสภาวะรัฐล้มเหลว มีผู้ลี้ภัยนอกประเทศกว่า 2 ล้านคน และประชาชนอีกนับล้านเผชิญภาวะอดอยาก การแก้ไขปัญหาของไทยจึงไม่ควรมองแค่การติดต่อกับรัฐบาลทหารเมียนมาเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องติดต่อเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) ด้วย เหมือนเช่นที่ไทยเคยทำสำเร็จในยุคของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เป็นตัวกลางสร้างสันติภาพในกัมพูชา
"หลังจากนี้ พรรคประชาชนจะมีการตั้งกระทู้ถามรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาแนวชายแดน และตนจะหาเวลาเข้าพบ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา (หรือประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ) เพื่อหารือถึงบทบาทการทูตรัฐสภา ในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ซึ่งอาจเริ่มต้นจากการขอเข้าเยี่ยมเยียนนักโทษทางการเมือง รวมถึง นางอองซาน ซูจี เพื่อดูความเป็นอยู่ตามหลักมนุษยธรรม" รศ.อนุสรณ์ กล่าว








