เมื่อวันที่ 5 ส.ค.69 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อนท่ามกลางกระแสข่าวลือพรรคการเมืองสีส้ม-แดง-เขียว จับมือกันแย่งเป็นรัฐบาลแทนที่พรรคภูมิใจไทยว่า การเมืองไทยไม่มีอะไรแน่นอน และประมาทไม่ได้
ขณะเดียวกันการโอบกอดของนายอนุทิน วีรกูล นายกฯ กับนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยว่า แสดงถึงการสยบข่าวลือตั้งรัฐบาลแดง-ส้ม-เขียว แต่สิ่งสำคัญ อำนาจตัดสินใจทั้งหมดของพรรคเพื่อไทยในทางปฏิบัติไม่ได้อยู่ที่สถานะหัวหน้าพรรคของนายจุลพันธ์ คนเดียว
ขณะที่ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงกับสื่อมวลชน โดยไม่ตัดเยื่อใยการจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม แม้เป็นเพียงยุทธวิธีทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นไหว แต่อีกด้านหนึ่งได้แง้มประตูรับข่าวลือถ้าจะเป็นเรื่องจริงขึ้นมาบ้าง
อีกทั้งกล่าวว่า การตั้งรัฐบาลของพรรคน้ำเงินเป็นแกนกลางนั้น เพิ่งผ่านมา 4 เดือนเศษ สิ่งสำคัญพรรคการเมืองยังไม่พร้อมกับการเลือกตั้งใหม่ ดังนั้น ทางเลือกหนีการยุบสภา พรรคภูมิใจไทยคงดึงพรรคกล้าธรรมมาแทนเพื่อไทย ซึ่งเท่ากับสลายขั้วการเมืองส้ม-แดง-เขียว ทันที
อย่างไรก็ตาม การเมืองอยู่ที่ความเท่าทัน และการเมืองมืออาชีพทั้งหลายนั้นปรับเปลี่ยนจุดยืนได้ในแต่ละสถานการณ์ รวมถึงสิ่งที่ศริกัญญาแถลงนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเกมป่วนรัฐบาล เขย่าพรรคภูมิใจไทยและทำบรรยากาศรับช่วงเปิดสมัยประชุมสภาสามัญให้คึกคักขึ้นมาได้
ส่วนการโกงสอบ ขรก.ท้องถิ่น นายจตุพร กล่าวว่า การตรวจสอบของคณะกรรมการชุดนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ มีมติให้สอบใหม่ และไม่รู้บุคคลขึ้นบัญชีสำรองมีที่มาสุจริตหรือไม่ เพราะการสอบนั้นจัดได้ว่าเละทั้งกระบวนการจนแยกกันไม่ออก ดังนั้น ถ้าสอบใหม่คนเก่งจริง ไม่ทุจริตแล้วคงสอบได้ตามเดิม
"ที่แปลกในส่วนของคนรับผิดชอบ ไม่ได้ฟังรองนายกฯ ปกรณ์ เลย ยิ่งรายงานที่จะส่งให้นายกฯ มีคนเกี่ยวข้อง (ทุจริต) 100 กว่าคน แล้วจะรีบไป (เพิกถอน) และขึ้นทะเบียนใหม่กันทำไมเมื่อการสอบสวนยังไม่เสร็จ จะรีบปฏิบัติการกันทำไม ขอให้นิ่งกันสักนิด รอนายกฯ ได้รับรายงานของรองนายกฯ ปกรณ์ ก่อน และศึกษาแนวทางได้ครบถ้วนแล้วออกคำสั่ง รมว.มหาดไทยจะให้ดำเนินการอย่างไร”
อีกทั้งกล่าวถึงพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เลือกโจมตีเทคโนแครตทางการเมือง ซึ่งไม่มี สส.หนุนช่วยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ ควบ รมว.คลัง และศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ ยังเป็นช่องว่างทางการเมือง จึงไม่มีใครออกมาตอบโต้แทน
“ปฏิบัติการของ ปชป.จึงเป็นการตอกลิ่มทางการเมืองด้วยการโจมตีจุดแข็งในจุดแข็งการเมืองของรัฐบาล ซึ่งเป็นจุดอ่อนในตัวเอง เมื่อเอกนิติกับศุภจี และเทคโนแครตไม่ได้เป็นคนการเมือง อยู่กับการเสพสุขความสำเร็จในชีวิตราชการและเอกชน ซึ่งอยู่ท่ามกลางความเปราะบาง เมื่อถูกล็อกเป้าโจมตีแล้ว คนพวกนี้จะมีน้ำอดน้ำทนขนาดไหน ดังนั้นการเลือกล็อกเป้าสองคนนี้ไม่ธรรมดา”
นายจตุพร กล่าวถึงการตั้ง พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย บอดี้การ์ดตระกูลชินวัตร เป็น ผอ.สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง เป็นเรื่องที่น่าขำมาก ทั้งที่รองนายกฯ ปกรณ์ เสนอให้ยุบทิ้ง เพราะองค์กรนี้มีขึ้นมาในสมัยการยึดอำนาจ ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน และในรอบปีงบประาณ 2569 ประชุมกันเพียงครั้งเดียว
"เชื่อว่าองค์กรนี้จะทำเรื่องการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และเรื่องการสร้างความปรองดองได้จริงเหรอ โดยองค์กรนี้ไม่แสวงหาความสำเร็จ เป็นองค์กรตลก ขบขัน ชื่อดีมาก ชื่อใหญ่โต ตั้งมามีการประชุมกันไม่กี่ครั้ง ควรยกเลิกองค์กรนี้เสีย”








