“เอ็ดดี้ อัษฎางค์” วิเคราะห์ประเด็น iLAW เปิดข้อมูลคดีฮั้วเลือก สว. ตั้งข้อสังเกตเรื่องการตรวจสอบนักการเมืองและองค์กรตรวจสอบ ระบุการกล่าวหาไม่เท่ากับการตัดสินความผิด พร้อมชี้เส้นแบ่ง “ฟ้องปิดปาก” ต้องพิจารณาเจตนา หลักฐาน และความเสียหายของผู้ถูกกล่าวหา
วันที่ 25 ก.ค.69 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ระบุว่า...
ปิดปากใคร?
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
ถ้าจะเข้าใจประเด็นนี้อย่างชัดเจน จำเป็นต้องเขียนยาว และถ้าอยากได้ความกระจ่างต้องอ่านให้จบก่อนแสดงความคิดเห็น
______________________________________________
ข่าวพาดหัวทำให้ดูเหมือนว่า คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ฟันธงแล้วว่าเป็น “การฟ้องปิดปาก” แต่เมื่ออ่านคำให้สัมภาษณ์เต็ม ๆ คุณอภิสิทธิ์พูดอย่างมีเงื่อนไขมากกว่า คือ การฟ้องเป็นสิทธิ แต่หากฟ้องเพื่อข่มขู่หรือทำให้คนหวาดกลัวจนไม่กล้าตรวจสอบ จึงจะเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง
______________________________________________
ในทางการเมือง การสร้างภาพจำบางอย่างให้ติดอยู่กับบุคคลหรือพรรคการเมืองสามารถสร้างความเสียหายได้ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะได้รับการวินิจฉัยเสียอีก
เมื่อคำว่า “ฮั้ว” “โพย” “บล็อกโหวต” และ “สีน้ำเงิน” ถูกวางไว้ในเรื่องเล่าเดียวกันซ้ำ ๆ สังคมบางส่วนอาจสร้างข้อสรุปในใจไปแล้วว่าใครผิด แม้กระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุด
นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะการต่อสู้ทางการเมืองสมัยใหม่ไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะว่าใครมีหลักฐานมากกว่า แต่แข่งขันกันว่า ใครสามารถกำหนดความหมายของเหตุการณ์ได้ก่อน
______________________________________________
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ไปทำอะไร
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นายยิ่งชีพในฐานะผู้จัดการ iLaw นำข้อมูลไปยื่นต่อประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อขอให้ฝ่ายค้านตรวจสอบบุคคลสำคัญในรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย 9 คน หนึ่งในนั้นคือ อนุทิน ชาญวีรกูล ว่าอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตการเลือก สว. ปี 2567 หรือไม่ ไม่ใช่การไปยื่นฟ้องทั้ง 9 คนหรือประกาศคำตัดสินว่าทั้งหมดมีความผิดแล้ว
ข้อมูลที่ยิ่งชีพนำเสนอมีหลายระดับ เช่น
• คำให้การของผู้สมัคร สว. หรือผู้ที่อ้างว่าอยู่ในกระบวนการ
• ข้อมูลการนัดประชุมและการเข้าพักโรงแรม
• ใบเสร็จหรือชื่อผู้เปิดห้องพัก
• ข้อมูลการโอนเงินและการจ่ายเงินสดบางส่วน
• ความเชื่อมโยงระหว่างผู้ช่วยนักการเมือง ผู้สมัคร สว. และผู้ที่ได้รับเลือก
• ภาพถ่ายหรือการยอมรับว่าเดินทางไปยังสถานที่บางแห่งจริง
ข้อเท็จจริงคืออะไร
คดีฮั้วเลือก สว. ไม่ใช่เรื่องที่ยิ่งชีพสร้างขึ้นเอง มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการและมีผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน กับนักการเมือง สมาชิกพรรค และเครือข่ายอีก 91 คน
ประเด็นที่ยังต้องพิสูจน์ไม่ใช่ว่า “มีข้อมูลหรือไม่” แต่คือ
1. พยานเชื่อถือได้เพียงใด
2. เอกสารเป็นของจริงและแปลความได้อย่างไร
3. ความสัมพันธ์กับผู้ช่วยหรือญาติ เพียงพอจะโยงถึงนักการเมืองหรือไม่
4. นักการเมืองแต่ละคนรู้เห็น สั่งการ หรือร่วมกระทำจริงหรือไม่
นี่คือจุดสำคัญที่สุด การมีชื่อในสำนวน การถูกแจ้งข้อกล่าวหา หรือการถูกพยานพาดพิง ไม่เท่ากับเป็นผู้กระทำผิด
______________________________________________
ในทางการเมือง การสร้างภาพจำบางอย่างให้ติดอยู่กับบุคคลหรือพรรคการเมืองสามารถสร้างความเสียหายได้ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะได้รับการวินิจฉัยเสียอีก
เมื่อคำว่า “ฮั้ว” “โพย” “บล็อกโหวต” และ “สีน้ำเงิน” ถูกวางไว้ในเรื่องเล่าเดียวกันซ้ำ ๆ สังคมบางส่วนอาจสร้างข้อสรุปในใจไปแล้วว่าใครผิด แม้กระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุด
นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะการต่อสู้ทางการเมืองสมัยใหม่ไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะว่าใครมีหลักฐานมากกว่า แต่แข่งขันกันว่า ใครสามารถกำหนดความหมายของเหตุการณ์ได้ก่อน
______________________________________________
อย่างไรก็ตาม การเปิดข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานตรวจสอบ เป็นการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตย
แต่การเปิดชื่อเพื่อให้สังคมตัดสินความผิดก่อนกระบวนการสอบสวนเสร็จสิ้น อาจกลายเป็นการลงโทษทางการเมืองโดยไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์
______________________________________________
ถูกฟ้องปิดปากจริงหรือไม่?
เส้นแบ่งอยู่ตรงนี้
• ฟ้องเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและเยียวยาความเสียหายอย่างได้สัดส่วน อาจเป็นการใช้สิทธิตามปกติ
• ฟ้องหลายคดี ใช้ตำรวจและอำนาจรัฐ กดดันให้หยุดพูด หรือสร้างภาระเกินสมควร มีแนวโน้มเข้าใกล้การฟ้องปิดปาก
ข้อสรุปต่อคำพูดของคุณอภิสิทธิ์
ผมเห็นว่า หลักการของคุณอภิสิทธิ์ถูกต้อง แต่พาดหัวข่าวแรงกว่าคำพูดจริง
คุณอภิสิทธิ์ไม่ได้รับรองว่าข้อมูลของยิ่งชีพถูกต้องทั้งหมด และไม่ได้ตัดสินว่านักการเมืองทั้ง 9 คนผิด เขากำลังบอกว่า บุคคลสาธารณะควรชี้แจงต่อข้อกล่าวหา และไม่ควรใช้คดีเป็นเครื่องมือทำให้การตรวจสอบหยุดลง หากพิสูจน์ภายหลังว่าเป็นการใส่ร้าย ก็ยังใช้สิทธิดำเนินคดีได้
______________________________________________
มาดูว่า iLaw เป็นใคร
iLaw เปิดเผยเองว่าเคยได้รับเงินสนับสนุนจากองค์กรต่างประเทศหลายแห่ง ได้แก่
• Open Society Foundations หรือ OSF
• National Endowment for Democracy หรือ NED
• Fund for Global Human Rights
• American Jewish World Service
• Heinrich Böll Stiftung
• รวมถึงทุนเป็นครั้งคราวจากสถานทูตสวิตเซอร์แลนด์ OHCHR, Access Now และองค์กรอื่น ๆ
ข้อมูลล่าสุดที่รวบรวมจากคำชี้แจงของ iLaw ระบุว่า ระหว่างปี 2557–2567 แหล่งทุนหลักยังรวมถึง OSF และ NED ด้วย
จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้ง iLaw เคยให้ข้อมูลเมื่อปี 2563 ว่า iLaw ได้รับเงินจากแหล่งทุนต่างประเทศประมาณ 5.5 ล้านบาทต่อปี เท่ากับว่าในช่วงนั้นเงินส่วนใหญ่ขององค์กรเป็นทุนต่างประเทศอย่างชัดเจน
ยิ่งชีพเองก็เคยระบุชื่อแหล่งทุนห้าแห่งตรง ๆ คือ OSF, NED, AJWS, FGHR และ Heinrich Böll Stiftung โดยยืนยันว่า iLaw เป็นผู้เขียนโครงการไปขอทุนเอง และผู้ให้ทุนไม่ได้สั่งการว่าจะต้องทำอะไร
ดังนั้น การพูดว่า iLaw เป็นองค์กรที่พึ่งพาเงินทุนต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เป็นข้อเท็จจริงที่กล่าวได้
NED ไม่ใช่มูลนิธิเอกชนทั่วไปที่ไม่มีความสัมพันธ์กับรัฐอเมริกัน
NED อธิบายสถานะของตนเองว่าเป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงกำไร แต่ได้รับงบประมาณประจำปีจากรัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และมีภารกิจสนับสนุนองค์กร พรรคการเมือง สื่อ และภาคประชาสังคมที่ส่งเสริมประชาธิปไตยในต่างประเทศ
ในปี 2569 ผู้นำ NED กล่าวต่อรัฐสภาสหรัฐฯ เองว่า NED เป็นสถาบันที่ได้รับเงินจากรัฐสภา มีภารกิจสนับสนุนผู้ขับเคลื่อนประชาธิปไตยในต่างประเทศ และทำงานที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ระยะยาวของสหรัฐฯ
เพราะฉะนั้น จะบอกว่า NED เป็นเพียง “ผู้บริจาคใจดีที่ไม่มีมิติด้านนโยบายต่างประเทศ” ก็ไม่ถูกต้อง
______________________________________________
ความเชื่อมโยงระหว่าง iLaw กับประชาไท
จอน อึ๊งภากรณ์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งประชาไทในปี 2547 และต่อมาก่อตั้ง iLaw ในปี 2552 ดังนั้น ทั้งสององค์กรมีความเชื่อมโยงกันในระดับผู้ก่อตั้ง ประวัติความเป็นมา และระบบนิเวศของภาคประชาสังคมอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ iLaw ไม่ได้เป็นเพียงสถาบันวิจัยกฎหมายที่เป็นกลางทางการเมือง แต่ประกาศเป้าหมายของตนเองว่าเป็นองค์กรรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงออก สิทธิพลเมือง และการเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
iLaw ประชาไท และองค์กรอีกหลายแห่งอยู่ในระบบนิเวศทางการเมืองและภาคประชาสังคมฝ่ายก้าวหน้า มีแหล่งทุน แนวความคิด บุคลากร เวที และการรณรงค์หลายเรื่องที่ซ้อนทับหรือสนับสนุนกัน
______________________________________________
ส่วนความสัมพันธ์กับพรรคส้ม
ต้องสังเกตจาก…
• ความใกล้กันทางแนวคิด
• การสนับสนุนวาระเดียวกัน
• การใช้ข้อมูลหรือเวทีซึ่งกันและกัน
• ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระหว่างนักกิจกรรมกับนักการเมือง
ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า…
จังหวะเวลาและรูปแบบการเคลื่อนไหวทำให้เกิดข้อสงสัยว่า อาจมีการประสานยุทธศาสตร์ระหว่าง iLaw กับพรรคประชาชน
และมีเหตุผลเพียงพอที่จะสงสัยว่า iLaw กับพรรคประชาชนมีวาระและผลประโยชน์ทางการเมืองที่บรรจบกัน และอาจใช้บทบาทที่ต่างกันเพื่อกดดันขั้วสีน้ำเงิน แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอจะยืนยันว่าเป็นขบวนการที่วางแผน “แบ่งงานกันทำ”
______________________________________________
แล้วเรียกว่าเป็น “ขบวนการปฏิกษัตริย์นิยม ได้หรือไม่“
มีหลักฐานว่าองค์กรและบุคคลในเครือข่ายนี้จำนวนหนึ่งเคลื่อนไหวเกี่ยวกับมาตรา 112 คดีเกี่ยวกับสถาบัน การแก้รัฐธรรมนูญ และการสนับสนุนผู้ต้องหาหรือผู้ชุมนุมที่เสนอให้เปลี่ยนแปลงสถานะและพระราชอำนาจของสถาบัน
และมีระบบนิเวศขององค์กร สื่อ นักกิจกรรม และพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้า ซึ่งมีแหล่งทุนและวาระทางการเมืองซ้อนทับกัน และบางส่วนมีจุดยืนที่กระทบต่อสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์
จึงเป็นเหตุผลที่ฝ่ายปกป้องสถาบันมองว่าองค์กรเหล่านี้อยู่ในแนวร่วมทางการเมืองเดียวกับขบวนการที่ต้องการลดทอนหรือรื้อบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์
______________________________________________
ประเด็นนี้เปลี่ยนวิธีพิจารณาคดี “ยิ่งชีพ” หรือไม่
คำตอบคือ เปลี่ยน
ยิ่งชีพไม่ใช่ประชาชนทั่วไปที่บังเอิญพบข้อมูลแล้วนำมาเปิดเผย แต่เป็นผู้บริหารองค์กรรณรงค์ทางการเมืองที่มี
• จุดยืนทางอุดมการณ์ชัดเจน
• เป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญและโครงสร้างอำนาจ
• ความเชื่อมโยงกับเครือข่ายภาคประชาสังคมฝ่ายก้าวหน้า
• เงินทุนส่วนสำคัญจากองค์กรต่างประเทศที่มีวาระส่งเสริมประชาธิปไตยในต่างประเทศ
เรื่องเหล่านี้ ไม่ได้พิสูจน์ว่าข้อมูลของยิ่งชีพเป็นเท็จ แต่ทำให้ไม่ควรปฏิบัติต่อยิ่งชีพเสมือนเป็นผู้ตรวจสอบที่เป็นกลางและไม่มีส่วนได้เสียทางการเมือง
______________________________________________
ดังนั้น ก่อนจะพูดว่า “ฟ้องปิดปาก” ต้องตั้งคำถามเหล่านี้ก่อนว่า
1. หลักฐานนั้นพิสูจน์อะไรได้จริง
2. “ยิ่งชีพ” ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของพยานมากเพียงใด
3. หลักฐานเชื่อมถึงนักการเมืองแต่ละคนโดยตรงหรือเพียงเชื่อมถึงผู้ช่วย คนรู้จัก หรือผู้สมัคร สว.
4. ยิ่งชีพนำเสนอว่าเป็นเพียงข้อสงสัย หรือทำให้สังคมเข้าใจว่าบุคคลนั้นกระทำผิดแล้ว
5. มีการเลือกเปิดข้อมูลเพื่อเป้าหมายทางการเมืองหรือไม่
6. ผู้ถูกกล่าวหาได้รับพื้นที่ชี้แจงอย่างเป็นธรรมหรือไม่
______________________________________________
ข้อสรุปของผม
การที่ iLaw รับทุนต่างประเทศและอยู่ในเครือข่ายการเมืองฝ่ายก้าวหน้า เป็นเหตุอันชอบธรรมที่สังคมจะตรวจสอบความเป็นอิสระ แรงจูงใจ และความลำเอียงขององค์กร
หลักการที่ถูกต้องจึงต้องใช้สองด้านพร้อมกัน
นักการเมืองเป็นบุคคลสาธารณะ จึงต้องถูกตรวจสอบได้
แต่ผู้ที่อ้างตัวเป็นองค์กรตรวจสอบก็ต้องถูกตรวจสอบได้เช่นกัน โดยเฉพาะแหล่งทุน วาระทางการเมือง วิธีคัดเลือกข้อมูล และมาตรฐานการกล่าวหาผู้อื่น
และด้วยบริบทนี้ ผมเห็นว่า ยังไม่ควรเรียกการฟ้อง “ยิ่งชีพ” ว่า “ฟ้องปิดปาก” เพราะก่อนจะใช้คำนั้น ต้องพิจารณาก่อนว่ายิ่งชีพกล่าวหาเกินกว่าหลักฐานหรือไม่ ผู้ถูกกล่าวหาได้รับความเสียหายจริงเพียงใด และการฟ้องมีเป้าหมายเพื่อปกป้องชื่อเสียงหรือเพื่อข่มขู่ไม่ให้ตรวจสอบกันแน่
______________________________________________
บุคคลสาธารณะต้องถูกตรวจสอบได้ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ไม่ได้แปลว่าต้องยอมให้กล่าวหาโดยไม่ต้องรับผิดชอบ
นักการเมืองย่อมต้องรับการตรวจสอบมากกว่าประชาชนทั่วไป และควรชี้แจงข้อสงสัยต่อสาธารณะ แต่คำว่า “ตรวจสอบ” ต้องแยกจากคำว่า “กล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด”
______________________________________________
คุณอภิสิทธิ์มอง iLaw เสมือนผู้ตรวจสอบที่เป็นกลางเกินไป
iLaw ระบุตัวเองว่าเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงาน “สื่อสารรณรงค์” เพื่อผลักดันประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงออก และการเปลี่ยนแปลงระบบกฎหมาย โดยมีบทบาทรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญและขับเคลื่อนประเด็นการเมืองหลายเรื่อง
การมีจุดยืนไม่ใช่ความผิด และไม่ได้ทำให้ข้อมูลของ iLaw เป็นเท็จ แต่หมายความว่า iLaw ไม่ใช่หน่วยงานสอบสวนอิสระ ไม่ใช่ศาล และไม่ใช่ผู้สังเกตการณ์ที่ปราศจากวาระทางการเมือง
ดังนั้น ยิ่งชีพและ iLaw ต้องถูกตรวจสอบเช่นกันว่า
• เลือกข้อมูลอย่างไร
• เปิดเฉพาะข้อมูลที่สนับสนุนข้อสรุปของตนหรือไม่
• ให้พื้นที่แก่คำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหามากน้อยเพียงใด
• แยก “ข้อเท็จจริง” “คำให้การ” “ข้อสงสัย” และ “ข้อสรุป” ชัดเจนหรือไม่
• มีความสัมพันธ์ทางอุดมการณ์หรือทางการเมืองกับฝ่ายที่จะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้หรือไม่
อภิสิทธิ์ย้ำว่านักการเมืองต้องถูกตรวจสอบ แต่ยังไม่ได้ย้ำด้วยมาตรฐานเดียวกันว่า องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบนักการเมืองก็ต้องเปิดเผยแหล่งข้อมูล แหล่งทุน วิธีทำงาน และแรงจูงใจให้ตรวจสอบได้เช่นกัน
______________________________________________
การฟ้องคดียังไม่เท่ากับ “ฟ้องปิดปาก”
ถ้อยคำเต็มของอภิสิทธิ์มีความระมัดระวังกว่าพาดหัวข่าว เพราะเขายอมรับก่อนว่า การฟ้องเป็นสิทธิ และกล่าวเพียงว่า หาก มีเจตนาข่มขู่หรือสร้างความหวาดกลัวต่อการตรวจสอบจึงจะเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง
ดังนั้น พาดหัวที่สรุปว่าอภิสิทธิ์ “อัดนักการเมืองฟ้องปิดปาก” แรงกว่าคำพูดจริงของเขา
คุณอภิสิทธิ์กำลังเสนอว่า
อย่าเพิ่งฟ้อง ให้ชี้แจงก่อน และหากภายหลังพิสูจน์ว่าเป็นการใส่ร้ายจึงค่อยใช้สิทธิ
แต่ความเสียหายต่อชื่อเสียงเกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีที่เปิดชื่อและข้อกล่าวหาถูกเผยแพร่ไปแล้ว การบอกให้ผู้เสียหายรอจนกระบวนการอื่นพิสูจน์เสร็จ อาจหมายถึงต้องปล่อยให้ข้อกล่าวหากลายเป็นความเชื่อของสังคมไปก่อน
ยิ่งชีพเองก็กล่าวว่า หากข้อมูลไม่จริง ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแล้วก็ให้สังคมตัดสิน และไม่ควรใช้คดีหมิ่นประมาท แต่ขณะเดียวกันก็ประกาศว่าพร้อมนำข้อมูลไปพิสูจน์ในศาลหากถูกฟ้อง
______________________________________________
ในทางการเมือง การสร้างภาพจำบางอย่างให้ติดอยู่กับบุคคลหรือพรรคการเมืองสามารถสร้างความเสียหายได้ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะได้รับการวินิจฉัยเสียอีก
เมื่อคำว่า “ฮั้ว” “โพย” “บล็อกโหวต” และ “สีน้ำเงิน” ถูกวางไว้ในเรื่องเล่าเดียวกันซ้ำ ๆ สังคมบางส่วนอาจสร้างข้อสรุปในใจไปแล้วว่าใครผิด แม้กระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุด
นี่เป็นประเด็นสำคัญ เพราะการต่อสู้ทางการเมืองสมัยใหม่ไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะว่าใครมีหลักฐานมากกว่า แต่แข่งขันกันว่า ใครสามารถกำหนดความหมายของเหตุการณ์ได้ก่อน
______________________________________________
ตรงนี้ทำให้เกิดคำถามว่า
หากมั่นใจว่ามีข้อเท็จจริงและหลักฐานมากพอ เหตุใดการนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการศาลจึงต้องถูกนิยามว่าเป็นการปิดปากตั้งแต่ต้น?
ศาลอาจไม่ใช่เวทีที่สะดวกสำหรับผู้กล่าวหา แต่ก็เป็นเวทีที่ทั้งสองฝ่ายต้องเปิดหลักฐานให้อีกฝ่ายตรวจสอบและโต้แย้ง ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมตัดสินจากการนำเสนอเพียงฝ่ายเดียว
การมีหลักฐานบางอย่าง ไม่ได้แปลว่าหลักฐานนั้นพิสูจน์ข้อกล่าวหาต่อบุคคลทั้งเก้าคนได้ และการเป็นบุคคลสาธารณะก็ไม่ได้หมายความว่าต้องยอมให้ใครเปิดชื่อกล่าวหา แล้วถูกตัดสิทธิไม่ให้ใช้กฎหมายปกป้องตนเอง
การฟ้องปิดปากเป็นสิ่งที่ต้องระวัง แต่คำว่า “ฟ้องปิดปาก” ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อให้ผู้กล่าวหาพูดอะไรก็ได้ โดยข้อกล่าวหานั้นเป็นเท็จหรือสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น








