วันที่ 23 ก.ค.2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เผยแพร่บทความ ในหัวข้อ
" Ultra Smooth Politics : เมื่อรัฐบาลอนุทินเลือกบริหารแบบ “ลื่นไหล” มากกว่า “ฝืนกระแส”
ในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังอยู่ในภาวะเปราะบาง ทั้งแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ความคาดหวังของประชาชน และภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน การบริหารประเทศของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังสะท้อนรูปแบบการนำที่น่าสนใจ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น Ultra Smooth Government หรือรัฐบาลที่เลือก “ไหลไปกับแรงเสียดทาน” มากกว่าจะ “ชนกับแรงต้าน”
คำว่า Ultra Smooth ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในโลกออนไลน์ เดิมใช้เพื่ออธิบายสิ่งที่ลื่นไหล นุ่มนวล ไม่มีสะดุด หากนำมาอธิบายการเมือง ก็อาจหมายถึงรัฐบาลที่ไม่ยึดติดกับคำสวยหรูทางนโยบายมากเกินจริง จนกลายเป็นภาระทางการเมือง แต่พร้อมปรับ พร้อมถอย พร้อมแก้ไข หากเห็นว่าสังคมยังไม่ยอมรับ
หลายคนอาจตีความว่าเป็นรัฐบาลที่ “กลับลำ” บ่อย แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่อาจเป็นการเมืองแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ Feedback จากสังคมมากกว่าการรักษาหน้าทางอำนาจ ตัวอย่างเกิดขึ้นให้เห็นหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา อาทิ
ประเด็นแรก คือ ท่าทีต่อกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลเลือกเดินเกมอย่างระมัดระวัง ควบคู่กับการแสดงจุดยืนที่สอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชน เมื่อกระแสสังคมต้องการเห็นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศอย่างแข็งขัน รัฐบาลก็เร่งปรับจังหวะการสื่อสารและมาตรการต่าง ๆ ให้สอดรับกับความคาดหวังของสังคม
ประเด็นที่สอง คือ การปรับปรุงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเมื่อมีข้อเสนอหรือรายละเอียดบางส่วนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลไม่ได้เดินหน้าต่อเพียงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ แต่เลือกนำกลับไปทบทวน เพื่อให้เกิดความเหมาะสมมากขึ้น
รวมถึงกรณี โครงการข้าวแกง 40 บาท ที่เมื่อเกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และภาระงบประมาณ รัฐบาลก็ไม่ได้ยืนยันว่าจะต้องเดินหน้าตามเดิม หากแต่พร้อมรับฟังและประเมินใหม่
ทั้งสามกรณีสะท้อนรูปแบบเดียวกัน คือ หากประชาชนไม่เห็นด้วย รัฐบาลพร้อมหยุด พร้อมปรับ และพร้อมคิดใหม่
แน่นอน นักวิจารณ์สามารถมองว่าเป็นการขาดความเด็ดขาด หรือเป็นรัฐบาลที่ “วัดกระแส” มากกว่าวางยุทธศาสตร์ระยะยาว แต่หากมองอีกด้านหนึ่งกลับพบว่านี่คือคุณลักษณะของ Resilient Governance หรือการบริหารที่มี “ความยืดหยุ่นเชิงสถาบัน”
แนวคิดเรื่อง Resilience ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางหลังโลกเผชิญวิกฤตโควิด-19 เพราะนักวิชาการจำนวนมากเห็นตรงกันว่า รัฐบาลที่ดีในยุคใหม่ ไม่ใช่รัฐบาลที่ไม่เคยผิดพลาด แต่คือรัฐบาลที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อบริบทเปลี่ยน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความแข็งแรงของรัฐบาลยุคใหม่ ไม่ได้อยู่ที่ “ไม่ถอย” แต่อยู่ที่ “ถอยเป็น”
ในอดีต ผู้นำจำนวนไม่น้อยยึดติดกับแนวคิดว่าการถอนนโยบายคือความพ่ายแพ้ จึงเลือกเดินหน้าต่อ แม้ต้นทุนทางสังคมจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผลคือความขัดแย้งบานปลาย ความไว้วางใจของประชาชนลดลง และนโยบายที่ตั้งใจสร้างประโยชน์กลับกลายเป็นภาระทางการเมือง
รัฐบาลอนุทินกำลังเลือกวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง คือมองว่านโยบายเป็น “ข้อเสนอ” ไม่ใช่ “คำสั่ง“ หากข้อเสนอนั้นยังไม่ตอบโจทย์ ก็สามารถกลับไปออกแบบใหม่ได้ นี่จึงเป็นรูปแบบของ Adaptive Leadership หรือภาวะผู้นำที่เน้นการปรับตัวมากกว่าการยืนยันความถูกต้องของตนเอง
ในทางรัฐศาสตร์ การบริหารลักษณะนี้สอดคล้องกับแนวคิด Responsive Government หรือรัฐบาลที่ตอบสนองต่อเสียงของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ความชอบธรรมของรัฐบาลไม่ได้เกิดจากการชนะการเลือกตั้งเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการรับฟังและปรับตัวตลอดวาระการบริหาร
แน่นอนว่า การตอบสนองต่อกระแสสังคมก็มีข้อจำกัด หากทำมากเกินไป รัฐบาลอาจถูกมองว่าไม่มีเข็มทิศ ปรับตามกระแสจนขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบาย หรือปล่อยให้การเมืองระยะสั้นบดบังการปฏิรูปที่จำเป็นในระยะยาว
ดังนั้น ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลอนุทินจึงไม่ใช่การเป็นรัฐบาลที่ “Ultra Smooth” เพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างสมดุลระหว่าง ”ความยืดหยุ่น“ กับ ”ความมั่นคงของทิศทางนโยบาย“ เพราะรัฐบาลในฝันของประชาชน ไม่ใช่รัฐบาลที่เปลี่ยนใจทุกวัน แต่ก็ไม่ใช่รัฐบาลที่ดื้อดึงจนไม่ยอมรับฟังใคร
หากรัฐบาลสามารถรักษาจุดสมดุลดังกล่าวไว้ได้ การบริหารแบบ Ultra Smooth อาจไม่ใช่สัญลักษณ์ของความอ่อนแอ หากแต่เป็นรูปแบบของการนำที่เข้าใจว่า ในโลกที่เปลี่ยนเร็ว ความสามารถในการปรับตัว อาจมีคุณค่ามากกว่าความพยายามที่จะเอาชนะทุกแรงต้าน
การเมืองในโลกยุคผันผวน (Disruptive World) อาจไม่ได้ตัดสินผู้นำจากจำนวนครั้งที่ยืนกรานในนโยบายเดิม แต่ตัดสินจากความสามารถในการรับฟัง เรียนรู้ และกล้าปรับเปลี่ยนเมื่อเห็นว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์มากกว่า
บางที “Ultra Smooth” ในความหมายทางการเมือง จึงไม่ใช่การลื่นไหลแบบไร้ทิศทาง แต่คือการลื่นไหลอย่างมีสติ รู้ว่าเมื่อใดควรเดินหน้า และเมื่อใดควรหยุดเพื่อฟังเสียงของสังคม ซึ่งอาจกลายเป็น “ลายเซ็น” การบริหารของรัฐบาลอนุทินในห้วงเวลาการเมืองไทยปัจจุบัน








