วันที่ 23 ก.ค.69 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดการประชุมสัมมนาวิชาการประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “The Next Chapter: กลไกการตรวจสอบหน้าที่ของรัฐ กุญแจสู่การสร้างธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน” ระหว่างเวลา 08.00 –16.00 น. ณ ห้องอัศวิน แกรนด์ C ชั้น 4 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร โดยมีนายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พลตำรวจเอก สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน นายสิริน ชาวเพ็ชรดี เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะผู้บริหาร ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระ หน่วยงานภาคี นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้าร่วมกว่า 300คน
การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางการตรวจสอบหน้าที่ของรัฐให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง พร้อมนำองค์ความรู้และประสบการณ์จากการทำงานจริงมาพัฒนาเป็นข้อเสนอแนะที่นำไปใช้ได้จริง เพื่อยกระดับการบริการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ ประชาชนเข้าถึงง่าย ลดขั้นตอนและภาระที่ไม่จำเป็น แก้ปัญหาได้รวดเร็ว และป้องกันไม่ให้เกิดความเดือดร้อนซ้ำ โดยภายในงานนายทรงศักสายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “The Ombudsman Roadmap: ทิศทางการตรวจสอบหน้าที่รัฐยุคใหม่” นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาหัวข้อ “การยกระดับมาตรฐานทางกฎหมางกฎหมายเพื่อความโปร่งใสที่ยั่งยืน” พลตำรวจเอก สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปาฐกถาหัวข้อ “The Impact Factor: ผลสัมฤทธิ์ของข้อเสนอแนะโดยผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน” นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปาฐกถาหัวข้อ “ภารกิจผู้ตรวจการแผ่นดินในการสร้างความเป็นธรรมภาครัฐ” และนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ปาฐกถาปิดท้ายหัวข้อ“The Path Forward: ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลอย่างยั่งยืน”
นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดเสวนา 2 เวที โดยเวที “The Metric of Trust: เจาะลึกตัวชี้วัดธรรมาภิบาลที่ประชาชนต้องการเห็น” โดยดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตร ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) และ นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมอภิปรายถึงแนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดการทำงานของภาครัฐที่สะท้อนผลลัพธ์จากมุมมองของประชาชน โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของการแก้ไขปัญหา ทั้งด้านความรวดเร็ว ความโปร่งใส ความเป็นธรรม และความเชื่อมั่น มากกว่าการวัดผลจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว โดยเน้นเรื่องที่ยุติได้จริงและประชาชนเกิดความพึงพอใจ พร้อมนำเสนอแนวคิดการจัดทำ Trust Score และ Governance Risk Map เพื่อประเมินความเชื่อมั่นและชี้จุดเสี่ยงของการบริหารราชการลดโอกาสที่ประชาชนจะได้รับความเดือดร้อนหรือจำเป็นต้องยื่นเรื่องร้องเรียน
ส่วนเวที “Gap Analysis: ค้นหาช่องว่างระหว่างข้อกฎหมายและหลักนิติธรรมกับการปฏิบัติหน้าที่จริง” โดยนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และ รศ.ดร.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมสะท้อนปัญหาและข้อจำกัดที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับการปฏิบัติหน้าที่ของภาครัฐ การเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงาน การใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ และการตีความกฎหมายให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ตลอดจนการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี พร้อมเสนอแนวทางให้กฎหมายและการทำงานของภาครัฐสอดคล้องกันมากขึ้น เพื่อให้ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของสังคม
ในวันนี้ นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานจากการรอรับเรื่องร้องเรียน มาเป็นการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐเชิงรุก โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้น ส่งเสริมการบริหารงานที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำ และทำหน้าที่เป็นคนกลางในการประสานความเข้าใจระหว่างประชาชนกับหน่วยงานของรัฐรวมถึงการใช้อำนาจตามกฎหมาย ในการหยิบยกเรื่องขึ้นพิจารณาตรวจสอบได้เอง โดยไม่มีผู้ร้องเรียนหากเป็นกรณีเร่งด่วน ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง หรือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ไขที่ต้นเหตุและผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบครอบคลุมทุกมิติ ซึ่งที่ผ่านมาตลอดปี 2568 ได้ขับเคลื่อนการทำงานตามแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งเชิงรุกเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน ลงพื้นที่ให้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด พัฒนาช่องทางรับเรื่องร้องเรียนให้ทันสมัยทั่วถึง และประหยัดที่สุด , การสอบสวนเชิงระบบเพื่อแก้ไขปัญหาภาพรวมที่ต้นเหตุ , การตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐตามรัฐธรรมนูญ หมวด 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อการเข้าถึงประชาชน เพื่อยกระดับการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน พร้อมทั้งวางรากฐานการทำงานที่มุ่งเน้นการป้องกันปัญหา การใช้ข้อมูลและองค์ความรู้ประกอบการตรวจสอบ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน อันเป็นฐานสำคัญในการกำหนด Roadmap ในการดำเนินงานระยะต่อไป 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การใช้ข้อมูลเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจำแนกและคาดการณ์ปัญหาเรื่องร้องเรียน , การยกระดับการตรวจสอบหมวด 5หน้าที่ของรัฐ เช่น ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล สิทธิ์การเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐ และความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม และการขยายเครือข่ายที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เปลี่ยนจากผู้ฟังเป็น“ผู้อำนวยความยุติธรรมชุมชน” เพื่อให้ภาคประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่สามารถส่งต่อข้อมูล ประสานงาน และร่วมแก้ไขปัญหากับผู้ตรวจการแผ่นดินได้อย่างต่อเนื่อง
“เป้าหมายของการตรวจสอบไม่ใช่การจับผิดหรือตำหนิหน่วยงานของรัฐ แต่คือการช่วยกันทำให้การบริหารราชการและการบริการประชาชนดีขึ้น ต้องให้ข้อเสนอแนะนำไปปฏิบัติได้จริง ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้ประชาชนเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตนเอง” นายทรงศัก กล่าว
พล.ต.อ.สรายุทธ สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึง“ผลสัมฤทธิ์ของข้อเสนอแนะ” ต้องวัดจากการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสัมผัสได้ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ผลสัมฤทธิ์ของข้อเสนอแนะโดยผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน” โดยถ่ายทอดแนวคิดและประสบการณ์การปฏิบัติหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ผ่านกระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่ รับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน และตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้าน ก่อนนำมาวิเคราะห์และจัดทำข้อเสนอแนะบนพื้นฐานของกฎหมาย หลักวิชาการ และข้อเท็จจริง เพื่อให้หน่วยงานของรัฐนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
พล.ต.อ.สรายุทธ กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ของข้อเสนอแนะไม่ได้วัดจากจำนวนคำวินิจฉัยหรือจำนวนข้อเสนอแนะที่จัดทำขึ้น แต่วัดจากการที่ข้อเสนอแนะได้รับการนำไปปฏิบัติ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ทั้งในด้านการแก้ไขปัญหา การยกระดับคุณภาพการให้บริการของภาครัฐ การบริหารราชการที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และการคืนความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน
พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำว่า การสร้างผลสัมฤทธิ์ของข้อเสนอแนะไม่ใช่ภารกิจของผู้ตรวจการแผ่นดินเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกกระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกภาคส่วน ในการร่วมกันขับเคลื่อนข้อเสนอแนะไปสู่การปฏิบัติ เพื่อยกระดับการบริหารราชการแผ่นดินและสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน
พล.ต.อ.สรายุทธ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ข้อเสนอแนะไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการทำงาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเกิดคุณค่าอย่างแท้จริงเมื่อได้รับการนำไปปฏิบัติ จนประชาชนได้รับการแก้ไขปัญหาและความเป็นธรรมกลับคืนมา”
ขณะที่ นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานทั้งฝ่ายบริหารและการลงพื้นที่ พบว่าความไม่เป็นธรรมที่ประชาชนเผชิญจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสาเหตุจากข้อจำกัดของกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติ การสื่อสารของรัฐ และแนวคิดการทำงานที่ยึดแนวปฏิบัติเดิมมากกว่าความเดือดร้อนของประชาชน ส่งผลให้เกิดช่องว่างที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและการรับรู้ต่อความเป็นธรรมของระบบราชการ พร้อมเสนอแนวทางยกระดับการทำงาน 3 ประการ ได้แก่ การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และฐานข้อมูลมาวิเคราะห์แนวโน้มเรื่องร้องเรียน เพื่อค้นหาปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำในหลายพื้นที่ ผู้ตรวจการแผ่นดินจะสามารถหยิบยกประเด็นเหล่านั้นขึ้นพิจารณาสู่การตรวจสอบเชิงระบบ , การแสวงหาข้อเท็จจริงโดยยึดหลัก “รัฐศาสตร์” ควบคู่กับ “นิติศาสตร์” พิจารณาทั้งเจตนารมณ์ของกฎหมายและความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมส่งเสริมการไกล่เกลี่ย ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรม และ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน โดยเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินไปสู่การปฏิบัติและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
“ความเป็นธรรมภาครัฐไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่คือการที่ประชาชนได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดิ์ศรี เท่าเทียม โปร่งใส และได้รับความช่วยเหลือเมื่อเข้ามาติดต่อหน่วยงานของรัฐ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงต้องเป็นองค์กรกลางที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เป็นที่พึ่งของประชาชนเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม และเชื่อมทุกฝ่ายให้ร่วมกันคลี่คลายปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ” นายสุจินต์ กล่าว








