"กมธ.งบประมาณปี 2570" สั่งเบรกงบ 1,089 ล้านบาท กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร หลัง "ชัยวัฒน์" กางรายงาน สตง. แฉยับ! บัญชีป่วนหนัก พบลูกหนี้ล่องหนกว่า 7.7 พันล้าน แถมมีเงินลึกลับโอนเข้ากว่าพันล้านไม่ทราบชื่อผู้โอน ด้าน "ชาดา" ลั่นยอมไม่ได้ ต้องหาคนมารับผิดชอบ ซัดกองทุนไม่ช่วยแก้หนี้จริง แต่ถูกใช้เป็นท่อน้ำเลี้ยงม็อบเกษตรกรเดินขบวนต่อรองอำนาจรัฐ ด้านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ออกโรงแจงด่วน! เลขาธิการฯ ยอมรับระบบบัญชีมีปัญหาจริง เหตุระบบช่วงก่อตั้งไม่ครอบคลุม 81 สาขาทั่วประเทศ จนเกิดข้อมูลค้างสะสางกว่า 2 แสนรายการ ยืนยันเป็นเพียง "ความบกพร่องทางการบริหารจัดการ" ไม่ใช่การทุจริต ย้ำกำลังร่วมมือกับ สตง. เป็นพี่เลี้ยง คาดเคลียร์จบภายในเดือนกันยายนนี้
วันที่ 14 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมี นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธาน กมธ. ทำหน้าที่ประธานการประชุม ซึ่งเป็นการพิจารณางบประมาณในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานในกำกับ ที่ประชุมได้มีการตั้งข้อซักถามอย่างดุเดือด โดยเฉพาะประเด็นความโปร่งใสของ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.)
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐาะกรรมาธิการวิสามัญฯ ได้อภิปรายถึงงบประมาณที่กองทุนฟื้นฟูฯ เสนอขอจำนวน 1,089 ล้านบาท โดยระบุว่า จากรายงานของผู้สอบบัญชีหรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พบว่าไม่สามารถให้การรับรองงบการเงินของกองทุนได้ เนื่องจากระบบบัญชีมีปัญหาขั้นรุนแรงหลายกรณี ประกอบด้วย1.เงินฝากธนาคารสับสน รายการเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 613 ล้านบาท มีการบันทึกรายรับ-รายจ่ายหลายประเภทปนกันในบัญชีธนาคารเดียวกัน และทะเบียนคุมรายรับรายจ่ายไม่ถูกต้อง ทำให้ สตง. ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ายอดเงินคงเหลือที่แท้จริงคือเท่าใด 2.ลูกหนี้ล่องหน 7.7 พันล้านบาท จากยอดลูกหนี้เกษตรกรทั้งหมด 8,482 ล้านบาท ตรวจสอบเอกสารหลักฐานได้เพียง 708 ล้านบาท ส่วนอีก 7,773 ล้านบาท ไม่สามารถหาหลักฐานมาแสดงได้ เนื่องจากกองทุนไม่ได้จัดทำยอดลูกหนี้คงเหลือในวันสิ้นงวด ยิ่งไปกว่านั้น รายงานการสอบข้อเท็จจริงยังระบุชัดว่า "ลูกหนี้เกษตรกรบางรายไม่มีอยู่จริง" 3.เงินลึกลับโอนเข้า-แต่งบัญชีย้อนหลัง: พบการแก้ไขบัญชีย้อนหลังนานถึง 10 ปี รวม 12 เรื่อง และมีเงินโอนเข้ามาในระบบถึง 1,262 ล้านบาท โดยงบการเงินระบุหมายเหตุระบุว่า “ไม่ทราบผู้โอน อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูล”
"รายงานตรวจเงินแผ่นดินบ่งบอกให้เห็นว่ามีปัญหาหนักต่อการบริหารจัดการ ยิ่งกว่าเล่นขายของ เงินเข้าไม่รู้มาจากไหน เงินออกไปไหนไม่รู้ เกษตรกรบางรายไม่มีตัวตนจริง ผมขอตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับการบริหารกองทุนนี้" นายชัยวัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนในปี 2542 ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท แต่ปัญหาหนี้สินเกษตรกรกลับไม่ลดลง โดยในปี 2570 มีตัวชี้วัดว่าจะแก้หนี้ให้เกษตรกรได้เพียง 621 ราย แต่ตั้งงบสูงถึง 288 ล้านบาท อีกทั้งเงินคงเหลือของกองทุนยังลดฮวบลงอย่างน่าสงสัยจากปี 2569 ที่มี 613 ล้านบาท แต่คาดว่าจะเหลือเพียง 11.6 ล้านบาทในปี 2572
ด้าน นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ. ได้อภิปรายสนับสนุนความเห็นของนายชัยวัฒน์อย่างเผ็ดร้อน พร้อมเสนอให้ กมธ. สั่ง "แขวน" งบประมาณของกองทุนนี้ไว้ก่อน ว่าเมื่อ สตง. ชี้มูลความผิดชัดเจนขนาดนี้ เหตุใดจึงยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี หาก กมธ. ปล่อยผ่านจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมชี้ว่าที่ผ่านมาองค์กรนี้ไม่ได้ฟื้นฟูเกษตรกรจริง แต่กลายสภาพเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่ใช้การเดินขบวนมาต่อรองอำนาจรัฐ ยอมไม่ได้ที่จะปล่อยไว้และต้องหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ
ขณะที่ นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้อภิปรายสำทับเห็นด้วยกับการแขวนงบดังกล่าว โดยระบุว่า ควรนำเงินกองทุนไปช่วยเกษตรกรที่เดือดร้อนจริง ๆ และควรให้เลิกพฤติกรรม "ม็อบเกษตรกรไม่มีอาชีพเดินขบวน" เพื่อมาเรียกร้องเงินกองทุนเสียที
ด้านนางวรรณี มหานีรานนท์ เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยน้อมรับข้อสังเกตจากรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แต่ปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการทุจริตภายในองค์กร ว่า ปัญหาทางบัญชีที่เกิดขึ้นเป็นความบกพร่องด้านข้อมูลและการบริหารจัดการในอดีต ไม่ใช่เรื่องการทุจริตเงินงบประมาณแต่อย่างใด เนื่องจากนับตั้งแต่เริ่มตั้งกองทุนและสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรได้ในปี 2549 ด้วยการซื้อหนี้เข้ากองทุนและให้กลุ่มองค์กรกู้ยืม กองทุนมีเกษตรกรในความดูแลถึง 40,000 คน มีโครงการมากกว่า 13,000 โครงการ มีสาขาจังหวัด 81 แห่ง และสำนักงานใหญ่ยากต่อการควบคุม
ทั้งนี้ ในระยะเริ่มต้นกองทุนยังไม่มีระบบการเงินและการบัญชีที่ออกแบบมาเพื่อครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ จึงทำให้เกิดความล่าช้าและคลาดเคลื่อนในการบันทึกข้อมูล อย่างไรก็ตาม ทางกองทุนไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เริ่มแก้ไขปรับปรุงระบบใหม่มาตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งระบบนี้เริ่มเปิดใช้งานจริงในปี 2565 ทำให้สามารถติดตามรายละเอียดและความเคลื่อนไหวของข้อมูลได้ดีขึ้น
เลขาธิการ กฟก. กล่าวต่อว่า จากปี 2565 จนถึงปัจจุบัน กองทุนมีรายการรับ-จ่ายสะสมที่ต้องตรวจสอบรวมกว่า 200,000 รายการ ซึ่งข้อมูลในปัจจุบันสามารถตรวจสอบได้ตามปกติแล้ว แต่ภารกิจหลักตอนนี้คือการไล่สะสางข้อมูลทางบัญชีที่ตกค้างมาจากในอดีต
"ยอมรับว่าการบริหารจัดการในอดีตมีปัญหาจริง แต่ไม่ใช่การทุจริต ปัจจุบันเรามี สตง. เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด โดยตั้งเป้าว่าภายในเดือนกันยายนนี้ จะมีความคืบหน้าในการสะสางรายการบัญชีที่ติดขัดอยู่ได้อย่างชัดเจน" นางวรรณี กล่าว








