“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อภิปรายสับปมวุฒิสภาหั่นร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ชี้ตัดช่องทางเยาวชนคดี 112 ร้องขอรับการบำบัด พร้อมกังขาแอบสอดไส้นิรโทษกรรมกฎหมายเลือก สว. เตือนสภาฯ ฝืนรับระวังเจอชนักปักหลังขัด รธน. มาตรา 114 ปมผลประโยชน์ทับซ้อน หวั่นสร้างปมขัดแย้งรอบใหม่
วันที่ 8 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้มีการพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... ซึ่งเป็นร่างกฎหมายที่วุฒิสภา (สว.) แก้ไขเพิ่มเติมและส่งคืนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตามข้อบังคับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวที่ผ่านการพิจารณาจากชั้น สว. มีการแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นสำคัญ 2 ส่วนหลัก โดยเฉพาะในมาตรา 11 ที่กำหนดเงื่อนไขให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในขณะกระทำความผิด (ในคดีที่ไม่ระบุไว้ในบัญชีแนบท้าย) สามารถเข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนบำบัดฟื้นฟูเพื่อสั่งยุติคดีได้ แต่ทาง สว. ได้เพิ่มวรรคท้ายยกเว้นไม่ให้ใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นอกจากนี้ สว. ยังมีการเพิ่มบัญชีแนบท้าย ให้นิรโทษกรรมความผิดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ปี 2561 อีกด้วย
โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายแสดงจุดยืนว่า ตนและพรรคประชาธิปัตย์พร้อมสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะต้องการเห็นการนิรโทษกรรมนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่และสร้างสันติสุขในสังคม โดยเห็นด้วยกับหลักการเดิมที่จะไม่นิรโทษกรรมให้กับคดีทุจริต คดีมาตรา 112 และคดีร้ายแรงที่ทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตามว่ามี 2 ประเด็นสำคัญที่ สว. แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งสภาฯ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการแก้มาตรา 11 (คดี ม.112 ของเยาวชนควรเปิดโอกาสให้เยาวชนมีทางเลือก เนื่องจากมาตรานี้เปิดช่องให้เฉพาะผู้ที่ร้องขอทำแผนบำบัดฟื้นฟูเท่านั้น หากไม่ขอก็ต้องถูกดำเนินคดีตามปกติ การที่ สว. เขียนข้อยกเว้นปิดตายไม่ให้เยาวชนเข้าสู่กระบวนการนี้ อาจไม่ได้ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันฯ ได้ดีเท่ากับการเปิดช่องเพื่อลดความขัดแย้ง ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่การประชันว่าใครจงรักภักดีมากกว่ากัน แต่เป็นเรื่องของการลดชนวนความขัดแย้งในสังคม และขอตั้งคำถามสำคัญถึงกรณีที่ สว. เพิ่มบัญชีแนบท้ายนิรโทษกรรมความผิดตามกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. ปี 2561 ตนรู้สึกแปลกใจว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ที่ผ่านมาได้อย่างไร เพราะหากใส่เรื่องนี้เข้าไป จะกลายเป็นว่าใครที่ถูกดำเนินคดี จะสามารถให้คณะกรรมการที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานชี้ขาดเพื่อนิรโทษกรรมได้
"ที่บอกว่าฮั้ว สว. อาจเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตไม่เป็นธรรม ซึ่งตามปกติเป็นหน้าที่ของ กกต. ในการแจกใบเหลืองใบแดงหรือเพิกถอนสิทธิ แต่ความผิดอื่นตามกฎหมายเลือก สว. เช่น กรณีที่พรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องหรือสนับสนุน หากในวันข้างหน้า กกต. ตรวจพบหลักฐานชัดเจนว่าคนของพรรคการเมืองมีส่วนเกี่ยวข้อง คนกลุ่มนี้อาจอ้างว่าความผิดของตนไม่เกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้ง และขอรับอานิสงส์จากการนิรโทษกรรมตามกฎหมายฉบับนี้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ ฝากเตือนเพื่อนสมาชิกสภาฯ ว่า ตนอาจจะตีความผิด แต่อยากให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเรื่องนี้ให้ถ่องแท้ เพราะหากปล่อยผ่านไปโดยไม่ทบทวน ร่างกฎหมายที่ตั้งใจจะสร้างสันติสุขจะกลับกลายเป็นการสร้าง "ปมขัดแย้งใหม่" ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งประเด็นที่เกี่ยวกับสถาบันสูงสุด และประเด็นที่อาจบานปลายกลายเป็นการใช้อำนาจของนักการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง หากเกิดเหตุการณ์เอื้อประโยชน์ให้นักการเมืองขึ้นจริงในอนาคต ใครก็ตามในสภาฯ ที่ลงมติเห็นชอบกับร่างที่ สว. แก้ไขนี้ อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 114 ว่าด้วยการกระทำอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้








