วันที่ 3 ก.ค.69 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์" ระบุว่า...
ทวนบทเรียนนิรโทษฯ 6 ตุลา 19 ยก “เกรียงศักดิ์-เปรม”ปฐมบทยุติขัดแย้ง สลายบาดหมางสังคม ย้ำนิรโทษฯ 8 ก.ค. ตัดปัญหาสังคมแตกแยก ไม่มีฮั้ว สว. ไม่เอื้อคดีทุจริต คดี 112 ใช้แนวทางอื่นช่วยเหลือ ลั่นคืนสังคมสันติสุข วอน“เราไม่มีเวลาทะเลาะกันแล้ว”
เมื่อ 5 ก.ค. 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยย้อนย้ำถึงการนิรโทษกรรมเพื่อยุติความขัดแย้งในสังคม และทวนคำประกาศอันยิ่งใหญ่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกฯ ที่ออกกฎหมายนิรโทษฯ ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ว่า “เราไม่มีเวลามาทะเลาะกันอีกแล้ว”
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากการเสนอนิรโทษฯ สุดซอยเมื่อปลายปี 2556 ซึ่งขยายผลจากให้เฉพาะประชาชนในคดีทางการเมืองเท่านั้น มาเพิ่มเป็นคดีทุจริตได้ประโยชน์ด้วย จึงถูกประชาชนบางส่วน ( กปปส.) โจมตี ต่อต้าน ดังนั้น การเสนอนิรโทษกรรมครั้งนี้อะไรเป็นเงื่อนไขประชาชนหรือสังคมรับไม่ได้จะถูกตัดออกหมด
"นิรโทษฯ สุดซอยที่เป็นปัญหาคือ คดีทุจริต และครั้งนี้สังคมจะมีปัญหาแตกแยกแน่นอนคือ คดี 112 และสังคมไม่สบายใจคือการใช้ความรุนแรงในคดีอาญา ซึ่งจะไม่ได้รับการนิรโทษฯ ดังนั้น คดีที่คนไม่สบายใจจะเอาออกทั้งหมด”
นายจตุพร ย้อนกล่าวถึง พล.อ.เกรียงศักดิ์ เป็นนายกฯ ได้ออกกฎหมายนิรโทษฯ เหตุการณ์ 4-6 ตุลาคม 2519 เมื่อ กันยายน 2521 ว่า สิ่งสำคัญนิรโทษกรรมฉบับนี้มุ่งสลายความขัดแย้งในสังคมไทยที่มีความแตกแยกอย่างสูงและรุนแรง
ดังนั้น กฎหมายนิรโทษฯ ได้เน้นตามคำประกาศของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ที่ว่า "เราไม่มีเวลาทะเลาะกันอีกแล้ว" ซึ่งคำพูดนี้เป็นคำใหญ่มาก ดังนั้น จึงนิรโทษให้คดีทางการเมืองทั้งหมดในเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 และกบฎมีนาคม 2520
ถัดมาในสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ ได้ออกนโยบาย 66/23 ให้คนและผู้นำนักศึกษาออกจากป่ากลับสู่เมือง เช่น นพ. พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, นายจาตุรนต์ ฉายแสง หรือนายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นต้น และจะเห็นได้ชัดเจนว่า การตัดสินใจในอดีต แม้มีความกังวลทางการเมืองและอีกหลายปัญหา แต่ใจที่ใหญ่กล้าประกาศคืนอิสรภาพให้ประชาชน ต้องยุติความขัดแย้ง เพราะเราไม่มีเวลามาทะเลาะกันอีกแล้ว
"ถ้ายังยืนหยัดให้เลือดต้องล้างด้วยเลือดแล้ว ก็คงไม่มีวันจบ แต่จากวันเสียงปืนแตก จนเสียงปืนดับ ให้เลิกแล้วต่อกัน เอาชีวิตมาร่วมกันพัฒนาชาติไทย ปัญหาจึงยุติทั้งปวง แต่กว่าจะทำกันได้จึงต้องตกผลึกทางความคิด เพื่อพิสูจน์หัวใจว่า แม้จะคิดต่างอย่างไร แต่ที่สุดต้องเอาชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ซึ่งเป็นการจุดประกายความหวัง”
นอกจากนี้สมัย พล.อ.เปรม เป็นนายกฯ ยังนิรโทษกรรมให้กลุ่มก่อกบฎเพื่อยึดอำนาจตัวเองถึง 2 ครั้ง ซึ่งเป็นการชี้ชัดอย่างหนึ่งว่า เมื่อผู้นำใจใหญ่ที่จะให้ โดยให้ตั้งแต่ยุติสงครามกลางเมือง และคนที่มาล้มตัวเอง สังคมย่อมร่วมกันพัฒนาได้ แต่ถ้าเป็นผู้นำคนใจคับแคบแล้วก็ปราบเอาเลย
"การนิรโทษกรรมสุดซอยที่เป็นปัญหาและเป็นชนวนนำไปสู่การยึดอำนาจในปี 2557 ดังนั้น มาครั้งนี้ อะไรที่ทำแล้วจะเกิดความขัดแย้งและสังคมรับไม่ได้ ตั้งแต่ชั้น สภา สส. จนกระทั่ง สว.เขาตัดเงื่อนไขออกไปทั้งหมดคือ คดี 112 คดีทุจริต และคดีอาญาที่ใช้ความรุนแรง"
นายจตุพร ย้ำว่า การนิรโทษกรรมครั้งนี้มีเงื่อนไขจากแรงจูงใจทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548-2568 ส่วนการฮั้ว สว.นั้น การชี้แจงของ สว.ระบุถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญของ สว. จะไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง การจัดการเลือกตั้งไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ ดังนั้น การนิรโทษฯ จึงไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้กับการฮั้ว สว.แต่อย่างไร
แม้มีบางฝ่าย บางคนพยายามอธิบาย ซึ่งสำคัญในข้อเท็จจริงผิด แล้วยังอ้างขยายเวลาถึงปี 2568 แทนที่จะถึงแค่ปี 2564 แต่ในความจริงแล้ว ในปี 2568 ยังมีการชุมนุมของ คปท.อยู่ ดังนั้น เมื่อจะนิรโทษกรรมในคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมืองแล้ว จะทิ้งใครไว้ทำไมกัน
อีกอย่าง ยังมีการพยายามอธิบายแบบเลยเถิดไปถึงการเอื้อประโยชน์ให้คดีชั้น 14 ซึ่งเป็นคดีพื้นฐานจากการทุจริต รวมถึงคนหลบหนีคดี ดังนั้น เมื่อหลักการนิรโทษฯ ไม่เอื้อหรือยกเว้นให้คดีทุจริต คดี 112 และคดีอาญารุนแรงแล้ว คดีที่พื้นฐานจากคดีเหล่านี้ย่อมไม่ได้ประโยชน์จากนิรโทษกรรมครั้งนี้เช่นกัน
พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ถ้าเป็นคนรุ่นเก่ามีคดีและได้รับโทษทางการเมืองแล้ว นับวันคนเหล่านี้อยู่ในสภาพรอวันพราก (จาก) กันแล้ว พวกเขาช่วยเหลือตัวเองก็ลำบาก รอเวลาที่จะไป และคนหนุ่มสาวที่ไม่ได้ติดคดี 112 อีกจำนวนมากไม่ควรมาติดบวงใดๆ ทั้งสิ้นในคดีทางการเมืองอีก จึงฝากให้ส่วนต่างๆ ชั่งน้ำหนักกันดู โดยเชื่อว่าส่วนใหญ่เห็นในทิศทางเดียวกันและเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ให้จำคำพูดของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ที่ว่า เราไม่มีเวลาทะเวลากันอีกแล้ว
"ครั้งนี้เมื่อปิดทุกช่องที่ประชาชนไม่สบายใจอีกแล้ว ส่วนเรื่องอื่นก็ไปใช้วิธีการอย่างอื่นตามกฎหมายและรัฐธรรมมีบทบัญญัติอยู่ และอย่าไปตีความกันว่า การนิรโทษกรรมเป็นการลิดรอนพระราชอำนาจ ซึ่งมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะกฎหมายฉบับนี้ต้องนำกราบบังคมทูลโดยเลขาธิการ ครม. จึงมิได้ละเมิดพระราชอำนาจ แต่บ้านเมืองจะมีความผาสุข นำไปสู่ความศิวิไลซ์ตามความวาดหวังกัน
นายจตุพร กล่าวว่า การพูดความจริง ต้องเป็นความจริงของทุกวัน ไม่ใช่จริงเมื่อวานนี้ หรือจริงวันนี้ หรืออนาคตจะไม่จริง แต่ความจริงต้องจริงวันยังค่ำทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ดังนั้น ความจริงของนิรโทษกรรมจึงไม่เอื้อในเรื่องคดีทุจริต คดี 112 คดีอาญาที่ใช้ความรุนแรง และการฮั้ว สว.
#จตุพร #นิรโทษกรรม #การเมืองไทย #6ตุลา19 #สันติสุข #ความขัดแย้ง #รัฐสภา #คดี112 #ฮั้วสว #ข่าวการเมือง #ข่าววันนี้ #สยามรัฐออนไลน์ #siamrathonline








