วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่อาคารสาทรธานี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยทีมงาน ประกอบด้วย นางสาวทวิดา กมลเวชช นายศานนท์ หวังสร้างบุญ และนายจักกพันธุ์ ผิวงาม ร่วมกันแถลงความคืบหน้ากรณีการดำเนินการเกี่ยวกับทุจริตโครงการเครื่องออกกำลังกาย โดยนายชัชชาติเปิดเผยว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวยังไม่จบกระบวนการ และยังอยู่ในกระบวนการของ ป.ป.ช. ส่วนปัญหาในกระบวนการดำเนินการ เชื่อว่าทุกหน่วยราชการมีปัญหา และต้องปรับปรุงกันต่อไป
นายชัชชาติกล่าวว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการปรับปรุงในหลายกระบวนการ เมื่อได้รับทราบข้อมูลจากทั้งภาคเอกชน (ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จึงได้ตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงในโครงการที่เกี่ยวข้องรวม 7 โครงการ
ซึ่งผลการสอบข้อเท็จจริงพบว่ามีมูลความผิด จึงได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยอย่างร้ายแรงกับข้าราชการระดับสูง 3 ราย ประกอบด้วย ระดับรองปลัดกรุงเทพมหานคร และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการสอบสวนถึงข้าราชการระดับนี้จนส่งผลสะเทือนถึงฝ่ายงบประมาณ
แม้กระบวนการสอบวินัยจะใช้เวลานานเนื่องจากมีการเปลี่ยนตัวกรรมการในช่วงเกษียณอายุราชการ แต่ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกรอบ ทั้งนี้ ผลการสอบรอบแรกพบข้าราชการบางส่วนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจึงต้องให้ความเป็นธรรม แต่ในส่วนที่มีมูลความผิด ตนมองว่าบทลงโทษที่เสนอมายังไม่รุนแรงพอ จึงสั่งให้สอบใหม่ให้ละเอียดขึ้น
ปัจจุบันเรื่องอยู่ที่คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ซึ่งมีอำนาจสูงสุดในการพิจารณาโทษ และ ก.ก. เองก็ไม่เห็นด้วยกับการลงโทษที่เสนอมา จึงสั่งให้สอบสวนใหม่เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เรื่องการสั่งตัดเงินเดือนที่ปรากฏในข่าวรวมกว่า 12-13 คนนั้น เป็นการดำเนินการเบื้องต้นตามคำสั่งของปลัดกรุงเทพมหานครและผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ในฐานะผู้บังคับบัญชาตามระเบียบราชการ
ด้านนางสาวทวิดา กมลเวชช ได้ชี้แจงไทม์ไลน์การทำงานว่า ผู้ว่าฯ ชัชชาติมีนโยบายไม่ทนต่อการทุจริตมาโดยตลอด โดยเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2567 ได้รับเรื่องร้องเรียน 7 โครงการ และในวันที่ 17 มิถุนายน หรือเพียงภายใน 1 สัปดาห์ ท่านผู้ว่าฯ ได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทันที ซึ่งถือว่ารวดเร็วมากเมื่อเทียบกับระบบราชการปกติที่อาจใช้เวลาเป็นเดือน
ต่อมาในวันที่ 6 ธันวาคม 2567 คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงได้เสนอรายงานผลการสอบสวนขั้นต้น ซึ่งใช้เวลาเพียงครึ่งปีในการหาข้อสรุป แต่ท่านผู้ว่าฯ ไม่เห็นด้วยกับผลการสอบเบื้องต้นจึงใช้อำนาจสั่งให้ทบทวนอีกครั้งในช่วงต้นปี 2568
นางสาวทวิดายืนยันว่ากรณีนี้ไม่ได้ยุติลง แต่การลงโทษตัดเงินเดือนเป็นสิ่งที่ต้องทำไปก่อนตามฐานความผิดที่พิจารณาได้ ณ ขณะนั้น โดยเป็นอำนาจของปลัด กทม. และ ผอ.สำนักวัฒนธรรมฯ ปัจจุบันเรื่องถูกส่งไปยังอนุกรรมการวินัยและบอร์ด ก.ก. ชุดใหญ่ เพื่อพิจารณาอย่างละเอียด หากพบหลักฐานทุจริตเพิ่มเติม ก.ก. มีสิทธิ์กำหนดโทษที่สูงขึ้นได้ถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออก
ผู้อสื่อข่าวถามว่ากระบวนการ e-bidding มีการล็อกสเปกตามที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ตั้งข้อสังเกตหรือไม่ นายชัชชาติ ตอบว่า ระบบ e-bidding มีกลไกตรวจสอบในตัว หากมีการล็อกสเปกในขั้นตอนการประกาศ TOR ประชาชนสามารถร้องเรียนได้ หัวใจสำคัญคือการตั้งราคากลางที่เหมาะสม แต่กรณีเครื่องกีฬามีความหลากหลายทางคุณสมบัติทำให้การตั้งราคากลางทำได้ยาก
อย่างไรก็ตาม หากพบข้อเท็จจริงว่ามีการล็อกสเปกจริงก็ต้องเข้าสู่กระบวนการสืบสวนต่อไป ส่วนประเด็นที่มีการวิจารณ์เรื่องการลงโทษตัดเงินเดือนเพียงเล็กน้อย หรือที่เรียกว่า "โทษ 600 บาท" นั้น นายชัชชาติย้ำว่าตนไม่เคยเห็นชอบกับบทลงโทษดังกล่าว และเป็นฝ่ายที่สั่งให้กลับไปสอบสวนใหม่ด้วยซ้ำ
"คณะกรรมการสอบวินัยฯ ปลัดเป็นคนตั้งเพราะเป็นฝ่ายประจำ แล้วส่งให้ผมอนุมัติตามลำดับ แต่เราไม่เคยรู้จักใครเป็นการส่วนตัว ผมได้กำชับกับประธานกรรมการเสมอว่าให้ทำอย่างเต็มที่ ให้ตอบคำถามประชาชนได้ แต่ระบบราชการไม่ได้เปิดให้เราเข้าไปก้าวก่ายในรายละเอียดว่าต้องทำอย่างไร ส่วนเรื่องการลงโทษตัดเงินเดือน ผมไม่เคยเห็นชอบ และได้สั่งให้กลับไปสอบใหม่ด้วยซ้ำ แต่เมื่อสอบกลับมาเป็นครั้งที่สองแล้วผลยังเหมือนเดิม ผมจึงตัดสินใจส่งเรื่องเข้าคณะกรรมการ ก.ก. เพื่อให้บอร์ดใหญ่ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกเป็นผู้พิจารณา เพราะเราต้องการความโปร่งใสที่สุด" นายชัชชาติ กล่าว
นอกจากนี้ นายชัชชาติยังยกตัวอย่างคดี "ซ่อมรถบัสทิพย์" ในปี 2563 ที่มีความชัดเจนว่าไม่มีการซ่อมจริง ซึ่ง กทม. ได้ดำเนินการไล่และปลดข้าราชการกลุ่มที่เป็นคนเดียวกันกับคดีเครื่องออกกำลังกายนี้ออกไปแล้ว
นางสาวทวิดาตอบคำถามเสริมกรณีฐานความผิดว่า การตัดเงินเดือน 2% หรือ 4% เป็นเวลา 1 เดือน เป็นดุลยพินิจตามกฎของ ก.ก. ที่ระบุไว้ในราชกิจจานุเบกษาสำหรับความผิดวินัยไม่ร้ายแรง การที่ท่านผู้ว่าฯ และ ก.ก. แย้งผลการสอบสวน หมายถึงการให้กลับไปเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด หากพบว่าเป็นการทุจริตจริง โทษจะถูกปรับขึ้นเป็นขั้นร้ายแรงคือปลดออกหรือไล่ออกทันที สำหรับองค์ประกอบของคณะกรรมการ ก.ก. นั้นประกอบด้วยผู้แทนจากหลายภาคส่วน ทั้งจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ ก.พ. ก.พ.ร. รวมถึงนักวิชาการกฎหมายที่ทำงานร่วมกับ ป.ป.ช. ทำให้เกิดการ Check and Balance อย่างเข้มข้น
นายชัชชาติกล่าวเพิ่มเติมถึงเหตุผลที่ไม่ตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ว่า จะทำให้เสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกเป็นปี เพราะกรรมการใหม่ต้องเริ่มอ่านเอกสารทั้งหมดใหม่ การส่งให้บอร์ด ก.ก. พิจารณาจึงเป็นทางเลือกที่รวดเร็วและมีอำนาจสูงสุด นอกจากนี้ กทม. ยังได้ประสานงานกับ ป.ป.ช. ซึ่งมีอำนาจในการสืบสวนเส้นทางการเงินมากกว่าหน่วยงานราชการ
"เราเน้นการทำงานร่วมกับหน่วยงานภายนอก เพราะลำพังกรรมการสอบวินัยของ กทม. ดูได้แค่ตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ไม่สามารถโยงไปถึงผู้มีอำนาจระดับสูงหรือสืบเส้นทางการเงินได้ แต่ ป.ป.ช. มีพลังและอำนาจตรงนั้น ผมเชื่อว่าปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ได้ง่ายๆ ในวันเดียว แต่ต้องช่วยกันทุกฝ่าย และต้องขอบคุณ ส.ส. ที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา อยากให้ช่วยกันดูต่อเนื่องยาวๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะช่วงเลือกตั้ง เพื่อให้ประเทศไทยดีขึ้น" นายชัชชาติ กล่าว
นางสาวทวิดาอธิบายถึงการทำงานของศูนย์ต่อต้านทุจริต กทม. ว่าปัจจุบันมีการนำคนนอกเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น รวมถึงการทำงานร่วมกับ ป.ป.ท. และ ป.ป.ช. อย่างใกล้ชิดเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการสอบสวนวินัย
นายชัชชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีนี้จะดำเนินการให้ถึงที่สุด โดยจะขยายผลการตรวจสอบให้ครบทุกโครงการที่เกี่ยวข้อง ที่ผ่านมา กทม. ได้ลงโทษไล่ออกข้าราชการไปแล้วกว่า 41 เคส ซึ่งมีทั้งที่จับได้เองจากการแจ้งเบาะแสและการร่วมมือกับหน่วยงานอื่น
"เรื่องทุจริตเป็นเรื่องที่ผมหนักใจที่สุดใน กทม. เพราะมันฝังรากลึกมานาน ถ้าเราไม่พูดและไม่จัดการอย่างจริงจัง มันก็จะเป็นภาระให้ลูกหลานต่อไป ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้ว่าฯ ก็ต้องลุยเรื่องนี้ต่อให้สุดซอย ผมยืนยันว่าจะไม่มีการอ่อนข้อ และจะทำทุกอย่างภายใต้กรอบระเบียบเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้จริง เพื่อให้ประชาชนกลับมาเชื่อมั่นในกรุงเทพมหานครอีกครั้ง" นายชัชชาติ กล่าว








