“สามมิตร”ไม่ทิ้งพลังประชารัฐ
“สมศักดิ์” เชื่อ “บิ๊กป้อม” คงเข้าใจการเมืองมากขึ้น ชี้มีเวลาปีกว่าปรับปรุง “พปชร.” เมิน“ธรรมนัส” โพสต์แขวะ ยันพปชร.เป็นอิสระ ไม่มีสั่งซ้ายหันขวาหัน ย้ำ“สามมิตร”ยังเหนียวแน่นพปชร. “ไพบูลย์”ไม่สนเสียงวิจารณ์พรรคแตก ยัน“รบ.-สภา” อยู่ครบวาระ “ฝ่ายค้าน” พร้อมชำแหละรัฐบาล ขออภิปราย 36 ชม. ส่วน“นิโรธ” ขวางฝ่ายค้านซักฟอก 4 วัน เยอะไป ขณะที่ “วิโรจน์” ยื่นลาออก ส.ส.ก้าวไกล ลุยชิง “ผู้ว่าฯกทม.”
ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 2 พ.ค.65 เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการประชุมพรรคพลังประชารัฐโดยมีนายไพบูลย์นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นพร้อมด้วย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม เป็นประธานร่วมด้วยโดยมีการหารือเพียงแค่แจ้งวาระการประชุมสภาฯ ในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้บรรยากาศในที่ประชุมค่อนข้างเงียบเหงามีส.ส.เข้าร่วมประชุมบางตา ทั้งนี้แม้จะมีการนัดประชุมในเวลา 09.00 น. แต่เมื่อ ส.ส.บางคนเดินทางมาถึงห้องประชุมยังถูกล็อกอยู่ ไม่มีเจ้าหน้าที่มาเปิดให้
นายไพบูลย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมส.ส.พรรคพลังประชารัฐถึงสถานการณ์ภายในพรรคภายหลังแพ้การเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขตหลักสี่และจตุจักร ว่า เรียบร้อยดี ไม่มีอะไร เพราะการเลือกตั้งซ่อมดังกล่าวเป็นเพียง 1 เขต ใน 400 เขตเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งครั้งใหญ่คราวหน้ามี 400 เขต ดังนั้นจึงเหลืออีก 399 เขต แต่ต้องถือว่าหนึ่งเขตดังกล่าวเป็นข้อมูลให้กับทางพรรค ไม่ได้มีผลกระทบอย่างที่เป็นนัยสำคัญใดๆ จากนี้พรรคจะต้องทำงานในการดูแลประชาชนหนักขึ้น และทำทุกอย่างเพื่อประเทศ การเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้าต้องรออีกปีกว่า ซึ่งยังมีเวลาที่รัฐบาลจะได้ทำงาน เชื่อมั่นว่าจะไม่มีการยุบสภา และจะอยู่จนครบวาระ และจะมีการเลือกตั้งใหญ่เดือนมี.ค. ปี66 ซึ่งพรรคพลังประชารัฐก็มีความพร้อมเลือกตั้งใน 400เขต คิดว่าทุกอย่างไม่มีปัญหา หรืออะไรที่น่าเป็นห่วง ซึ่งทุกพรรคก็เป็นเช่นนี้ หลังการเลือกตั้งก็มีวิพากษ์วิจารณ์กันไปตามปกติ
เมื่อถามว่า ผลการเลือกตั้งซ่อมเขตหลักสี่ จตุจักร อยู่ในกทม.อาจสะท้อนความนิยมของคนกทม.ที่มีต่อพรรคพลังประชารัฐ นายไพบูลย์ กล่าวว่า จะมองอย่างไรก็ได้ แต่ก็เป็นเพียงหนึ่งเขตการเลือกตั้ง อย่างไรก็เสียพรรคก็ยังมีส.ส.กทม.อีก11 คน บริบทของแต่ละเขตเลือกตั้งแตกต่างกัน และมั่นใจว่าการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้าพรรคมีความสามารถเข้าไปอยู่ในใจของประชาชนได้อย่างแน่นอน
เมื่อถามถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคจะแตกก่อนมีการเลือกตั้งรอบหน้า นายไพบูลย์ กล่าวว่า ก็พูดกันมาตั้งแต่ตั้งพรรค หลังเลือกตั้งปี62ก็พูดมาตลอด พอกันกับที่เรียกร้องให้ยุบสภา ที่พูดตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ เรียกร้องมาตั้ง3ปีแล้ว สงสัยต้องเรียกร้องไปจนถึงปีที่4 ส่วนพรรคไม่มีอะไร เดินหน้าได้อยู่แล้ว อย่าคิดเยอะ พรรคการเมืองก็มีปฏิปักษ์อยู่แล้ว แม้กระทั่งคนที่เหมือนจะเป็นมิตร แต่ก็มีการแข่งขัน ดังนั้น ต้องรอให้มีการเลือกตั้งครั้งต่อไป
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านระบุหากพรรคพลังประชารัฐยังไม่มีการปรับเปลี่ยน พรรคจะมีส.ส.ต่ำกว่า50คน นายไพบูลย์ กล่าวว่า เขาก็พูดไป ซึ่งพรรคต้องมีการแข่งขันกัน ก็ต้องพูดจาให้ร้ายกับพรรคที่เป็นคู่แข่งที่มีความสามารถ เป็นการดิสเครดิตทางการเมือง แต่พรรคของเราไม่ทำแบบนั้น
เมื่อถามต่อว่า มองหรือไม่ว่าคะแนนนิยมในตัวนายกฯ ลดลง นายไพบูลย์ ตอบว่า ก็เป็นเพียงแค่ 1 เขตเลือกตั้ง แต่เราก็ต้องนำมาคิดแต่จะนำมาตัดสินเขตที่เหลือทั้ง 399 เขตนั้น ไม่ได้ ต้องดูเป็นเขตๆไป สมัยที่พรรคชนะในการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทยไม่เห็นจะออกมาพูดว่าเพื่อไทยจะล่มสลาย ดังนั้นการวิพากษ์วิจารณ์จึงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการเมือง ต่อข้อถามถึงผลการเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม. ที่พรรคพลังประชารัฐได้คะแนนต่ำในเขตทหารต่ำกว่าพรรคก้าวไกล นายไพบูลย์ กล่าวว่า เขตนี้มีบริบทที่แตกต่างจากเขตอื่นมาก
เมื่อถามด้วยว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และอดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟสบุ๊ค ว่าศัตรูของศัตรูคือมิตร นายไพบูลย์ กล่าวว่า อย่าคิดเยอะเป็นการเมืองก็พูดกันไป ไม่มีสาระที่พรรคจะนำมาเป็นเรื่องภายในพรรค มีงานอีกมากที่จะต้องทำต่อ ต้องดูแลประชาชน ยืนยันไม่กระทบเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลและสภาจะอยู่ไปอีกปีกว่า แต่ส่วนผู้ที่เรียกร้องให้ยุบสภา ตนเห็นใจ เพราะเรียกร้องตั้งแต่ปีแรก ห่วงว่าจะอึดอัดจนทนไม่ไหว ถ้าทนไม่ได้ก็ลาออกไป ไม่เป็นไร
ส่วนกรณีที่มีการร้องเรียนคณะกรรมการบริหาร(กก.บห.) มีมติส่ง นายสิระ เจนจาคะ ลงส.ส.ตั้งแต่แรกทั้งที่ขาดคุณสมบัติ อาจถึงขั้นยุบพรรค นายไพบูลย์ กล่าวว่า ดูข้อกฎหมายแล้วไม่มีอะไรเกี่ยวพันธ์กับคณะกก.บห. ที่จะนำไปสู่การยุบพรรค ตนจึงไม่หนักใจหรือห่วงอะไรทั้งสิ้น รวมถึงความผิดของหัวหน้าพรรคที่รับรอง ก็ไม่น่าเป็นห่วง เพราะกกต.ก็ยังรับรอง แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าให้นายสิระพ้นจากส.ส. ก็ต้องเป็นไปตามนั้น
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมพรรคพลังประชารัฐถึงกรณีที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาระบุว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคพลังประชารัฐอยู่ในช่วงขาลง และจะเป็นพรรคต่ำ 50 หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงว่า พรรคพลังประชารัฐเปลี่ยนแปลงกันมากแล้ว ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และผลการเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม.เขต 9 ที่ออกมากับสิ่งที่เขาปรับเปลี่ยนปรับปรุงก็คิดว่าได้แก้ปัญหาไปแล้ว ต่อไปต้องรอเวลา ทั้งของรัฐบาลและรัฐสภายังมีเวลากว่า1ปี 2เดือน ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจ ในสิ่งที่คนไม่เข้าใจ คนในพรรคก็จะเข้าสู่หมวดการเมืองอย่างแท้จริง
เมื่อถามว่า ยอมรับหรือไม่ว่าคะแนนนิยมของพรรคพลังประชารัฐลดลง นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ต้องบอกว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว สิ่งที่เป็นผลในอดีตก็ได้ปรากฏให้เห็น แล้วแต่คนมองว่าตกต่ำหรือไม่ตกต่ำ ก็ต้องรอดูก้าวเดินต่อไปของพรรค ตนเชื่อว่าพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคคงจะเข้าใจอะไรมากมาย และคงจะต้องก้าวเดินต่อไปจะถอยหลังหรือหยุดไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ถอดบทเรียนผลการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะหลายฝ่ายมองว่าชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ไม่สามารถขายได้แล้ว นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เราไม่ได้แพ้เพราะชื่อพรรค แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องทำความเข้าใจ จะขยับปรับเปลี่ยนหรือไม่ก็ยังต้องเดินต่อไปให้ได้ ต้องใช้เวลา ตอนนี้ก็ต้องให้สื่อวิจารณ์ไปก่อน เพื่อใช้เวลาที่เหลืออยู่ปรับแนวทางไปสู่เป้าหมายที่แท้จริง ส่วนคลื่นใต้น้ำโพสต์เฟซบุ๊กศัตรูของศัตรูคือเพื่อนนั้น เรื่องเล็กๆ ตนไม่สนใจ
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าส.ส. 21 คน ที่ออกไปจะทำให้เสถียรภาพรัฐบาลสั่นคลอน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องจริงอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิด และทุกคนมีสิทธิ์คิด มีสิทธิ์มอง แต่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น อย่าคิดไปก่อน และต้องขอบคุณสื่อมวลชนที่ห่วงใย เมื่อถามว่า การกระทำของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา และอดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เป็นการส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ไม่ได้ดูขนาดนั้น
“พรรคพลังประชารัฐมีประชาธิปไตยสูง เรื่องการควบคุมกันผมว่าไม่มี ที่ผ่านมาไม่มีว่าจะต้องสั่งซ้ายไปขวา พลังประชารัฐเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้สั่งการอะไรเลย ที่ผ่านมาปล่อยให้ใช้เฟซบุ๊กกันอิสระมากๆ”
ผู้สื่อข่าวถามว่า เวลาที่เหลืออยู่มั่นใจว่าจะกู้วิกฤติศรัทธาของพลังประชารัฐอย่างไร นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้เรากลับมายืนอยู่ในที่ ที่ควรจะเป็น ก็ต้องรอฝ่ายบริหารของพรรคที่จะต้องดำเนินการต่อไป ส่วนจะมีการสั่งสังคายนาพรรค หลังร.อ.ธรรมนัส ออกไปหรือไม่ก็แล้วแต่ผู้บริหารพรรค จะสังคายนาหรือไม่ก็ได้ตามอัธยาศัย แต่ทุกคนต้องตระเตรียมตัวเอง ให้รู้ว่านี่คือการเมือง ไม่ใช่ทำเพื่อตัวเองแต่ต้องทำเพื่อส่วนรวม ทำอย่างไรให้ส่วนรวมยอมรับได้ ถ้าเราไม่ทำหรือทำเหมือนเดิมก็อาจจะสู้คนอื่นเขาไม่ได้ เชื่อว่ายังมีเวลาอยู่
เมื่อถามว่า กลุ่มสามมิตรจะยังคงอยู่กับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวย้ำว่า “อยู่ครับ” ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่าเลือกตั้งครั้งหน้ากลุ่มสามมิตรจะไม่อยู่กับพรรคพลังประชารัฐ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า แล้วแต่สื่อจะมอง เพราะสื่อก็เป็นคนวิเคราะห์ ตอนนี้สื่อพัฒนาไปมาก บางทีเรายังไม่คิด เขาก็คิดให้เราไปแล้ว เราจึงต้องคิดตามว่าเป็นยังนั้นจริงเหรอ ต่อข้อถามที่ว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะลงในนามพรรคพลังประชารัฐแน่นอนใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์ ตอบว่า สื่อคิดนำให้ อย่าไปถามอย่างนั้น เพราะเป็นเรื่องไม่สร้างสรรค์
ด้าน นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมถึงความพร้อมในการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ว่า เราเตรียมตัวมาตลอด เริ่มตั้งแต่เปิดประชุมสภาฯ สมัยนี้ เพราะจะเห็นได้ว่าเราจะยื่นอภิปรายฯ ตั้งแต่ต้นสมัยประชุม แต่ก็เลื่อนมาจนถึงเกือบปิดสมัยประชุม ฉะนั้น ระหว่างที่เราเลื่อนมาก็มีการเตรียมความพร้อมและเก็บข้อมูลมาตลอด วันนี้ก็จะสรุปถึงสาระที่จะอภิปราย เหลือเพียงการทราบวันและเวลาที่จะอภิปรายอย่างชัดเจนและเอาคนลง ซึ่งคนของเราก็พร้อม และมีคนเยอะกว่าเวลาที่จะได้พูดด้วยซ้ำ
เมื่อถามว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) เปรยมาว่าจะอภิปรายฯ วันที่ 17-18 ก.พ. มองว่าเพียงพอต่อการอภิปรายหรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า คิดว่าจากนี้ไปมีเวลาสบายๆ ไม่ได้มีวาระอะไรมาก ฉะนั้นเรื่องสำคัญอย่างความทุกข์ยากของประชาชนและประเทศ อย่าไปขี้เหนียวเวลา เรามีเวลาเหลือ 4-5 วัน และรัฐบาลก็บอกว่าพร้อมจะตอบทุกเรื่อง ตนคิดว่าเวลา 2 วันน้อยไป เวลาที่เราเคาะกันคือ 36 ชั่วโมง จะกี่วันก็แล้วแต่ แต่เราขอเวลาเท่านี้เราจะทำงานได้ดี ตนคิดว่ารัฐบาลควรเปิดให้พูด เพราะปัญหาใหญ่และกว้างกว่าเดิม สาระที่เราจะอภิปรายก็มากกว่าทุกครั้ง
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านมีการแบ่งจำนวนคนที่จะอภิปรายแล้วหรือยัง นายสุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้แบ่ง เพราะต้องดูเวลาในการอภิปรายก่อนว่าจะได้เวลาจัดสรรมาเท่าไหร่ และค่อยมาแบ่งเวลาถึงจะรู้ว่าแต่ละพรรคจะใช้กี่คนพูด ซึ่งวันนี้ตอนประชุมวิป 3 ฝ่าย ในเวลา 14.00 น. ก็คงรู้
ต่อข้อถามว่า การประชุมสภา มี ส.ส.ส่วนหนึ่งต้องกักตัว ฝ่ายค้านมีการกำหนดเรื่ององค์ประชุมหรือไม่ว่าจะช่วยรัฐบาลอย่างไรบ้าง นายสุทิน กล่าวว่า ฝ่ายค้านเราทำปกติ ซึ่งเราก็ช่วยอยู่แล้ว ความจริงเราช่วยรัฐบาลมาตลอด เพียงแต่ไม่อยากให้รัฐบาลปัดความรับผิดชอบมาที่เรา พอเห็นเราช่วยรัฐบาลก็ไม่รับผิดชอบเลย ดังนั้นเราเคยทำอย่างไร เราก็จะทำตามปกติ
ส่วน นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลหรือ วิปรัฐบาล กล่าวว่า วันนี้จะมีการประชุมร่วม 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ส.ส.ฝั่งรัฐบาล ส.ส.ฝ่ายค้าน และคณะรัฐมนตรี เพื่อหารือและกำหนดวันประชุมอภิปรายทั่วไป แบบไม่ลงมติ ซึ่งที่ผ่านมาการอภิปรายทั่วไป ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 จะเป็นการอภิปรายแบบชี้แนะ แนะนำรัฐบาล ว่าที่ผ่านมาทำงานบกพร่องอย่างไร จึงต้องช่วยกันชี้แนะแล้วหาข้อบกพร่อง ตามปกติการพิจารณากรอบเวลาจะดูจากของเดิม ซึ่งครั้งที่แล้วใช้เวลา 15 ชั่วโมง แบ่งเป็นของฝ่ายค้าน 10 ชั่วโมง ฝ่ายคณะรัฐมนตรีและรัฐบาลประมาณ 5 ชั่วโมง รวมถึงเวลาของประธานด้วย แต่ที่ฝ่ายค้านขอมา 4 วัน อาจมากเกินไป เพราะสภาก็เพิ่งผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ช่วงปลายปีที่ผ่านมาเอง จึงเชื่อว่าเนื้อหาสาระ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้เวลาถึง 4 วัน แต่หากประมาณ 36 ชั่วโมง ตามแนวทางของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ จึงต้องมีการหารือกันและคาดว่าจะได้ความชัดเจนในวันนี้