สภาฯ มีมติตั้งกมธ.วิสามัญรับฟังความเห็นนิสิต-นักศึกษา พรรคฝ่ายค้านไม่ร่วมสังฆกรรม ไม่อยากใช้สภาเป็นตรายาง

การเมือง23 ก.ค. 2563 • 08:32 น.
สภาฯ มีมติตั้งกมธ.วิสามัญรับฟังความเห็นนิสิต-นักศึกษา พรรคฝ่ายค้านไม่ร่วมสังฆกรรม ไม่อยากใช้สภาเป็นตรายาง
สภาฯ มีมติตั้งคณะกมธ.วิสามัญรับฟังความเห็นนิสิต นักศึกษา ด้าน พท. - ก้าวไกล - เสรีรวมไทย - ปช. ไม่ร่วมสังฆกรรม เหตุไม่ต้องการให้สภาเป็นตรายาง เป็นเรื่องของนายกฯต้องรับฟังโดยตรง ต่อมาเวลา 11.00 น. วันที่ 23 ก.ค. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณามีมติให้มีการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต และนักศึกษา ต่อจากเมื่อวานนี้ (22 ก.ค.) โดยนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่าอยากให้มองการชุมนุมด้วยแว่นมนุษยธรรม ข้อเรียกร้องของนักศึกษามี 3 ข้อ หนึ่งในนั้นคือเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น และเข้มแข็งมาก แต่เราต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นระบบที่ถูกสร้างมาโดยไม้ใกล้ฝั่ง สภาที่ร่างรัฐธรรมนูญอายุรวมกันเกินพันปี นิสิตนักศึกษาคนรุ่นใหม่ไม่มีส่วนร่วมเลย เราจึงต้องกลับมาทบทวนว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่ต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ปลดปล่อยโซ่ตรวจเผด็จการ ให้คนรุ่นใหม่ได้สูดอากาศหายใจในแบบที่เขาต้องการ รัฐธรรรมนูญฉบับนี้เป็นเครื่องสนองความกระหายอำนาจตั้งแต่ปี 2557 ส่วนข้อเสนอประเภทที่ให้ตั้งคณะกมธ.รับฟังความเห็นนั้น เป็นข้อเสนอที่ไม่ตรงตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เหมือนเป็นการประวิงเวลา เอาความรู้สึกของคนที่กำลังโกรธแค้นไปขังเอาไว้ ขอฝากไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นากยรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ว่าบาปกรรมทั้งหลายที่ท่านได้ก่อขึ้นวันนี้ประชาชนกำลังทวงถาม นายกฯจะต้องไม่โยนบาปให้สภา ท่านต้องอธิบายกับนิสิต นักศึกษา และหากนายกฯยังปฏิบัติเช่นเดิมไม่อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่คุกเข่าอ่อนวอน ยังพูดจาไม่ดี ประพฤติชั่วเหมือนแต่ก่อน ตนขอเรียนนายกฯว่า winter is coming. ด้าน น.ส.จิราพร สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ต้องตอบสนองต่อข้อเรียกร้องในการแก้รัฐธรรมนูญ ด้วยการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาล และส.ว. ขณะที่ฝ่ายค้านมีความพร้อม มีเพียงพล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่เคยแสดงท่าทีใดๆ ดังนั้น อุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการแก้รัฐธรรมนูญคือพล.อ.ประยุทธ์ และคนที่ตอบคำถามเรื่องนี้ได้ดีที่สุดก็คือพล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่สภา คนมีอำนาจยุบสภาก็คือพล.อ.ประยุทธ์เช่นกัน หากจำกันได้ครั้งที่รัฐบาลมีปัญหาจัดสรรปัญหาภายในไม่ลงตัว พล.อ.ประยุทธ์ขู่ทุกวันว่าจะยุบสภา จึงเกิดคำถามว่าการยุบสภาเป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้เพื่อขู่พรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้นหรือ ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องเลือกตั้งใหม่ ฝ่ายค้านก็พร้อมพิสูจน์ศรัทธาประชาชนอีกครั้ง แต่หากเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญเดิมก็จะเป็นเพียงพิธีกรรมให้พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลชุบตัว สร้างความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ดังนั้น ก่อนยุบสภาหรือลาออก จะต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญก่อน ต้องทำให้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง "คู่กรณีโดยตรงของนักเรียน นักศึกษา คือรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่สภา ที่ผ่านมานายกฯรับฟังคนอื่นได้ ออกจดหมายขอรับฟังความเห็นภาคส่วนต่างๆได้ แต่เหตุใดรับฟังลูกหลานไม่ได้หรือเห็นประชาชนเป็นศัตรู ไม่รับฟังไม่เท่าไหร่แต่ยังต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก สรุปพ.ร.ก.ฉบับนี้ใช้ควบคุมไวรัสหรือวัยรุ่นกันแน่ ตนไม่เห็นด้วยที่จะตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ วันนี้สภาต้องไม่บิดเบือนข้อเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษา เขาส่งเสียงไปยังรัฐบาล การตั้งกมธ.จึงไม่มีประยชน์ คนที่แก้ปัญหาเรื่องนี้ได้คือลุงตู่ ไม่ใช่ลุงชวน เขาถามรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะปัดความรับผิดชอบแล้วใช้สภาเป็นเครื่องมือซื้อเวลาไม่ได้ ท่านสามารถฟังเสียงประชาชนได้โดยตรง ลงมือแก้ปัญหาได้ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป" น.ส.จิราพร กล่าว นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่ารัฐบาลต้องรับฟังข้อเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษา อย่างจริงใจ ต้องไม่มองเป็นศัตรู ไม่มองเป็นภัยคุกคาม และไม่ดูถูก ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นเพียงใบอนุญาตให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งได้อยู่ในอำนาจต่อไป เป็นเหตุผลที่ทำไมเราต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคก้าวไกลจึงเสนอ 5 ข้อ ไดเแก่ 1.ยกเลิกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อเปิดพื้นที่ทางการเมือง และหยุดกดทับสิทธิเสรีภาพของประชาชน 2.ทบทวนการดำเนินคดีทางการเมืองที่ผ่านมาทั้งหมด 3.หยุดการใช้ปฏิบัติการข่าวสารยุยงปลุกปั่นให้สังคมเกิดความขัดแย้งหรือปฏิบัติการไอโอ 3.วันนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม พิสูจน์แล้วว่าเป็นตัวขัดขวางอนาคตของประเทศเพียงใด จึงควรต้องหลีกทางและออกไป และ5.ต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่มาจากประชาชนที่แท้จริงโดยประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งพรรคก้าวไกลเสนอใหมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน โดยไม่ต้องกำหนดวุฒิการศึกษา แต่ กำหนดอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั้งหมดคือบันไดขั้นแรกที่จะเป็นทางออกของประเทศในตอนนี้ ทั้งนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องยอมรับความจริงว่านอกเหนือจากข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ยังมีการแสดงออกในประเด็นอื่นๆอีกซึ่งเป็นความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนใจในสังคม ซึ่งเป็นความรู้สึกของยุคสมัย ถ้าพวกเราพร้อมและรับฟังเสียงคนรุ่นใหม่จริงๆ ขอเชิญให้พวกเราตั้งสติใหม่เปิดใจปรับมุมมอง เพราะถ้าเราไม่พร้อมรับฟัง มองเยาวชนที่ออกมาแสดงความเห็นว่าเป็นภัยคุกคามต่อสถาบัน เช่นนั้นประเทศจะไม่มีทางออก ไม่มีอนาคตต เพราะพวกเราช่วยกันฆ่าอนาคตตของประเทศเองแล้ว ต่อมา เวลา 14.20 น. หลังการอภิปรายเสร็จสิ้น ที่ประชุมได้ลงมติเห็นด้วยให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญตามญัตติขอให้สภาผู้แทนราษฎร รับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นิสิต และนักศึกษา ด้วยคะแนน 260 เสียง ต่อ 178 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง และมีมติไม่เห็นด้วยที่จะส่งเรื่องไปยังรัฐบาล โดยให้ตั้งคณะกมธ.วิสามัญฯ จำนวน 39 คน โดยที่พรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทย และพรรคประชาชาติ ไม่ส่งบุคคลร่วมเป็นกมธ.ดังกล่าว เพราะไม่ต้องการให้สภาเป็นตรายางส่งเรื่องให้รัฐบาล แต่เห็นว่านายกฯควรได้รับฟังปัญหาเองโดยตรง ทั้งนี้นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า การที่ฝ่ายค้านเสนอให้นายกรัฐมนตรีรับฟังความคิดเห็นโดยตรงนั้น เพื่อให้ทันสถานการณ์ และเห็นว่าการตั้งกมธ.วิสามัญจะเพิ่มขั้นตอนการรับฟัง อีกทั้งเป็นการทำงานซ้ำซ้อนกับคณะกมธ.สามัญ รวมทั้งยังเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ ทั้งนี้ การกมธ.จะรับฟังเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกมธ. ด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุว่า พรรคไม่ส่งสมาชิกเข้าร่วมคณะกมธ. เพราะข้อเรียกร้องของนักศึกษาส่งสัญญาณชัดเจนไปยังนายก ไม่ใช่สภาฯ และคิดว่าการตั้งกมธ.ไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่เป็นการประวิงเวลา จึงขอเรียกร้องนายกไปฟังข้อเรียกร้องบนถนนด้วยตัวเอง หยุดข่มขู่นักศึกษา และสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ไม่ควรจำกัดอยู่แค่ในสภา และในวงจำกัดแค่ 90 วัน ดังนั้นเราไม่ร่วมเป็นกมธ.ขอให้โชคดี ทั้งนี้ นายศุภชัย ได้กล่าวว่า สำหรับกรณีที่ฝ่ายค้านยังไม่เสนอชื่อนั้น ตนจ่ะให้พักไว้ก่อน เผื่อมีการเสนอชื่อในภายหลัง