"ภัทระ" แจง ปม สื่อตั้ง กก.ตรวจสอบปมล่วงละเมิดทางเพศเป็นบทพิสูจน์ ว่าสื่อไทยยังดูแลกันเองได้

การเมือง21 ก.ย. 2560 • 19:06 น.
"ภัทระ" แจง ปม สื่อตั้ง กก.ตรวจสอบปมล่วงละเมิดทางเพศเป็นบทพิสูจน์ ว่าสื่อไทยยังดูแลกันเองได้
เมื่อเวลากลางดึก ของวันที่ 20 ก.ย. 60 นายภัทระ คำพิทักษ์ อดีตนายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และกรธ.โพสต์กรณี การตั้งคณะกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงคุกคามทางเพศว่า ในเรื่อง “ขออภัยและให้อภัย” การที่กรรมการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยตั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงในกรณีที่เกิดปัญหาที่ควรได้รับความกระจ่างในศูนย์ข่าวอิศรานั้น เป็นบทพิสูจน์หนึ่งว่า แนวคิดเรื่องการควบคุมตรวจสอบกันเองยังใช้ได้อยู่ เพราะมันเป็นความท้าทายต่อระบบการตรวจสอบควบคุมกันเองของสื่อมวลชนเพราะคนที่ถูกพาดพิงเรื่องนี้เป็นบิ๊กสื่อ ทั้งนี้ ในระหว่างที่ สมาคมนักข่าวฯใช้เวลาสัปดาห์กว่า เพื่อตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้พบหลายเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างน่าประหลาดใจและน่าตกใจ อาทิใช้ทนายออกมาข่มขู่ ปิดปากคนอื่น ล็อบบี้เพื่อไม่ให้บางคนตอบรับเป็นกรรมการโดยอ้างว่าจะถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย รวมทั้งสถาบันอิศรา ได้ออกแถลงการณ์รับรองความดีงามของกันเองซึ่งเท่ากับปฏิเสธการตรวจสอบ ฯลฯ “เรียกว่ามีกระบวนการจัดการ และมีการอธิบายความว่า ถูกใส่ร้ายจากกลุ่มผู้สูญเสียประโยชน์อย่างเป็นระบบ และน่าศึกษายิ่งว่า ทำไมแค่การตั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงกลับเป็นเรื่องลำบากยิ่งถึงเพียงนี้ ทั้งๆที่โดยหน้าที่แล้วการเป็นสื่อมวลชนคือ การแสวงหาข้อเท็จจริง แต่การหาข้อเท็จจริงของสื่อและองค์กรสื่อกลับยากเย็นแสนเข็ญยิ่งเหตุเกิดกับบิ๊ก สื่อคราวนี้จึงเป็นบททดสอบที่สำคัญยิ่งว่าหลักการตรวจสอบกันเองยังใช้ได้อยู่หรือเปล่า” นายภัทระ กล่าวและขอยืนยันว่า สื่อไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย ซ้ำยังมีความรับผิดชอบทางกฎหมายที่นับแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และ ถ้าเกิดเรื่องกับบิ๊กสื่อแล้ว องค์กรสื่อไม่กล้าตรวจสอบบิ๊กสื่อ ตนก็จะมีหน้าไปอ้าปากไปพูดเรื่องนี้กับใครได้อีก อย่างเดียวที่จะทำได้คือ ไปตลาดซื้อปี๊บมาคลุมหัว “ผมไม่รู้ว่า เมื่อมีเหตุในองค์กร แล้วเราจะอ้างความเชื่อในเรื่องความดีงามของเราที่มีต่อคนในองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบชาวบ้าน โดยไม่ยอมรับการตรวจสอบนั้นจะเรียกว่า หลักอะไรเพราะองค์กรอื่นเช่น ปปช. กกต.เดี๋ยวนี้แค่ฟังความได้ว่า เขาก็มีหน้าที่ต้องตรวจสอบให้กระจ่างแล้ว จึงไม่เข้าใจว่า เมื่อเราตรวจสอบคนอื่นได้ และรังเกียจที่รัฐจะออกกฎหมายหรือมาตรการใดๆมาปิดปากเรา ทำไมเมื่อมีคนจะตรวจสอบเรา เราจึงจะใช้ทนายไปข่มขู่ปิดปากเขา”นายภัทระกล่าว อดีตนายกสมาคมนักข่าวฯ กล่าวต่อว่า กรณีที่ตัวเองได้เข้าประชุมในประเด็นนี้ในฐานะอดีตนายกสมาคมนักข่าวฯและเสนอให้ตั้งกรรมการแสวงหาข้อเท็จจริงเมื่อหลายสัปดาห์ และ ถูกกล่าวหาว่า ต้องการจะเป็นผู้อำนวยการสำนักข่าวอิศรา พร้อมทั้งขยายความไปว่า ทหารไม่ชอบอิศรา ถ้าเป็นผอ.สำนักข่าวแห่งนี้ก็จะเป็นโอกาสเปลี่ยนแปลงอิศรา และยังมีคนไปบอกว่า ทำเรื่องนี้เพราะมีแรงจูงใจอยากจะเป็นส.ว.ในงวดหน้า ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะหากทำเรื่องรัฐธรรมนูญเสร็จก็กลับไปบริษัทเดิม ส่วนจะเป็นส.ว.ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะกรธ.มีข้อห้ามไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองอะไรเป็นเวลาสองปีนับแต่พ้นหน้าที่ อีกทั้ง ตนไม่ใช่ผีทางโค้งที่พ้นหน้าที่แล้วก็ไม่ยอมไปไหน ได้แต่วนเวียนเที่ยวครอบคนรุ่นใหม่ ใช้อิทธิพลไปแสวงหาโน่นนี่โดยใช้ชื่อองค์กรสื่อมาแอบอ้าง และวิทยายุทธนี้ยิ่งกว่านักการเมืองที่คนเหล่านั้นพากันไปตรวจสอบเขาเสียอีก “ขอขอบคุณกรรมการสมาคมนักข่าวฯชุดนี้ที่ยังพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า ไม่ได้ละทิ้งหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องตรวจสอบกันเอง ไม่ว่า เขาคนนั้นจะเป็นบิ๊กแค่ไหนในวงการก็ตาม มันไม่ใช่เรื่องพี่ปิดปากน้อง ไม่ใช่เรื่องลูกจ้างปิดปากนายจ้าง ด้วยสถานะของสมาคมฯและสถานะของอิศราที่โยงใยต่อกัน รับผิดชอบซึ่งกันและกัน และสถานะที่ต่างเป็นองค์กรทำหน้าที่เพื่อสาธารณะ จะปิดปากเฉยๆอย่างนั้นหรือ ? ขออภัยที่พูดตรงๆ และให้อภัยกับใครๆที่ทำอะไรไปแบบนั้นครับ” อดีตนายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวปิดท้าย