"สุพัฒนพงษ์"  ยันรัฐบาลมีแผนรองรับวิกฤติพลังงาน   แม้ "สงครามรัสเซีย-ยูเครน" ยืดเยื้อ

การเมือง31 พ.ค. 2565 • 21:53 น.
"สุพัฒนพงษ์"  ยันรัฐบาลมีแผนรองรับวิกฤติพลังงาน   แม้ "สงครามรัสเซีย-ยูเครน" ยืดเยื้อ

“สุพัฒนพงษ์”  ยันรัฐบาลมีแผนรองรับวิกฤติพลังงาน   มั่นใจไทยสู้วิกฤติรัสเซีย-ยูเครนได้แม้ยืดเยื้อ  เผยนักธุรกิจชุดใหญ่จาก  ”ซาอุฯ-ญี่ปุ่น-สหรัฐ”  เตรียมหาโอกาสลงทุนในไทย 

วันที่ 31 พ.ค.65  นายสุพัฒนพงษ์   พันธ์มีเชาว์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ชี้แจงที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566     เกี่ยวกับเรื่องพลังงาน ว่าประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน  โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศประมาณร้อยละ   90   ซึ่งวิกฤติพลังงานเกิดขึ้นทั่วโลก   ไม่ใช่เกิดเฉพาะในประเทศไทย  ดังนั้นสถานการณ์ราคาน้ำมันแพงจึงต้องทราบว่ามาจากเหตุอะไร 

นายสุพัฒนพงษ์  กล่าว่ารัฐบาลมีแนวทางในการแก้ปัญหา  โดยมีมาตรการเพิ่มความยืดหยุ่นระยะสั้น   อย่างเรื่องของไฟฟ้าที่มีการใช้แก๊สธรรมชาติในการผลิตหลัก  เมื่อแก๊สมีราคาสูงขึ้น  จึงจำเป็นต้องหาสิ่งอื่นมาทดแทน  ดังนั้นโรงไฟฟ้าถ่านหินจึงถือว่ายังมีความจำเป็น  รวมถึงจะต้องมีการเพิ่มพลังงานสะอาดเพื่อนำมาทดแทนด้วย   

ส่วนมาตรการประคับประคองอัตราเงินเฟ้อ   ที่เพิ่งผ่านปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจจากโควิด ซึ่งเศรษฐกิจก็กำลังจะฟื้น   การท่องเที่ยวก็กำลังจะฟื้น  และจากวันที่เริ่มเปิดประเทศจนถึงวันนี้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศแล้ว 1-2  ล้านคน   และรัฐบาลยังได้ประคับประคองในเรื่องของราคาน้ำมันและแก๊สแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้วยการตรึงราคา

รองนากรัฐมนตรี  ยังกล่าวว่า รัฐบาลยังต้องรักษาเสถียรภาพความมั่นคงทางด้านพลังงาน  ซึ่งวันนี้มีปริมาณสำรองถึง 2 เดือนกว่า  และพยายามจะทำให้เพิ่มสูงขึ้นเท่าที่จะทำได้  ขณะเดียวกันยังจำเป็นต้องรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คือ เรื่องของราคา  ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน 

ส่วนมาตรการเสริมสภาพคล่อง ก็ได้มีการลดเงินสมทบให้กับลูกจ้างแรงงานในระบบ และโครงการคนละครึ่งเฟส 4   เพื่อดูแลประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากความเดือดร้อน    ทั้งนี้ไทยยังรักษาเสถียรภาพความมั่นคงทางด้านการเงินการคลังได้เป็นอย่างดี  ตั้งแต่ก่อนโควิดจนถึงวันนี้   ดูได้จากอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ยังอยู่ในอันดับเดิม    และท้ายที่สุดก็ชี้ให้เห็นว่ามาตรการด้านพลังงานที่รัฐบาลได้ดูแลตั้งแต่ปี 63-65  ได้ใช้งบประมาณไปทั้งสิ้น 206,903 ล้านบาท  และเชื่อว่าจะสามารถรับมือกับปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่คาดว่าจะยืดเยื้อได้

นายสุพัฒนพงษ์   ยังกล่าวว่า รัฐบาลยังมีแผนดึงดูดการลงทุนจากการที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปประเทศซาอุดิอาระเบีย  ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ    ซึ่งทั้ง 3  ประเทศมีความพร้อมและมีความสนใจที่จะนำคณะนักธุรกิจชุดใหญ่เดินทางมาประเทศไทย   เพื่อหาโอกาสในการลงทุน   ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3  และ 4  ของปีนี้  และไตรมาส 1  ของปีหน้า