“ทวี สุรฤทธิกุล” วิเคราะห์ “ศึกซักฟอก” ใครได้ ใครเสีย!

การเมือง17 มิ.ย. 2565 • 16:00 น.
“ทวี สุรฤทธิกุล” วิเคราะห์ “ศึกซักฟอก” ใครได้ ใครเสีย!

หมายเหตุ : “ผศ.ทวี สุรฤทธิกุล” อาจารย์ประจำคณะวิชาสาขารัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้สัมภาษณ์พิเศษ รายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” เผยแพร่ทางช่องยูทูบ Siamrath online เมื่อวันที่ 11  มิถุนายน 65  โดยได้วิเคราะห์เจาะลึกถึงสถานการณ์ทางการเมือง และความได้เปรียบ เสียเปรียบ ในวาระการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้  มีสาระที่น่าสนใจ ดังนี้

 

-อยากให้อาจารย์วิเคราะห์สถานการณ์การเมือง สถานีต่อไปสำหรับรัฐบาลและฝ่ายค้าน จะอยู่ที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

           

ประการแรกก็เป็นเรื่องของการตรวจสอบรัฐบาลในการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในระบอบรัฐสภา และอีกประการหนึ่งก็เพื่อที่จะสื่อสารกับประชาชน ให้รู้ว่าในระบอบนี้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ เมื่อรัฐบาลทำงานอะไรไปประชาชนก็ควรจะได้รับรู้ ทำดีหรือไม่ดี จะได้คิดตัดสินใจที่จะดำเนินการอย่างไรต่อไป เช่น ถ้าเกิดพบว่ารัฐบาลมีการทุจริตทำงานไม่เป็นไปตามนโยบายหรือทำงานผิดพลาด เพราะอาจจะมีการพิจารณาซึ่งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็สามารถถอดถอนเอาผิดรัฐบาลได้

 

หรือ ถ้าเกิดไม่สามารถถอดถอนได้ก็อาจจะเป็นในเรื่องของการที่นำไปชั่งน้ำหนัก ในเวลาที่จะมีการเลือกตั้งต่อไป ว่ายังสนับสนุนรัฐบาลนี้อยู่ไหม อันนี้ก็เป็นวัฏจักร เพื่อเป็นวงจรของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย

 

-มองย้อนกลับไปถึงการพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ดูจากผลโหวตค่อนข้างห่างกันเยอะทิ้งห่างกันถือว่ารัฐบาลชนะ ไปที่ 278 เสียงต่อ 194 เสียง  ปรากฏฝ่ายค้านว่าเสียงหายไป 10 กว่าเสียง แล้วยังมีงูเห่าอีก พอจะบอกอะไรได้หรือไม่ สำหรับศึกอภิปรายรอบหน้า

 

ในตอนแรกก็มีข่าวว่ารัฐบาลก็หวาดหวั่นมาก ว่าจะมีการพลิกผันในคะแนนเสียงที่ออกมา เพราะฉะนั้นคะแนนที่ออกมา  278 ต่อ190 กว่าเสียง ก็เป็นการต่อสู้ของรัฐบาล พลิกแก้เกม หรือว่าพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายชนะได้ ก็เป็นปกติของการทำงานด้านการเมืองเช่นเดียวกัน ในความรู้สึกผมไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากมายนัก ที่จริงรัฐบาลน่าจะมีคะแนนที่มากกว่านี้

 

ส่วนเรื่องกรณีงูเห่า ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ใกล้ฤดูการเลือกตั้งครั้งต่อไป ส.ส.ที่อยู่ในฝ่ายค้านบางคนก็เลยต้องแสดงท่าที เพิ่มความสำคัญให้ตัวเอง แต่ส่วนจะเป็นงูเห่าถาวร หรือว่างูเห่าชั่วคราว ก็ไม่แน่ใจ ต้องวัดใจกันในการเลือกตั้งกันอีกครั้งหนึ่ง ก็จะเป็นการเพิ่มค่าตัวกันด้วย เพราะฉะนั้นมันก็เป็นสิ่งที่เราจะเห็นกันในการต่อสู้แบบนี้ในทางการเมืองอยู่โดยตลอด แล้วก็คนที่ดำเนินการแบบนี้ ก็เรียกว่าทำอยู่เป็น จะเรียกว่าเป็นนิสัยก็ได้ ซึ่งเราก็เห็นได้ว่าเราก็ได้ว่า ไม่ดีนัก

 

สำหรับในการมองการเมืองที่จะทำให้มันสะอาดสดใส แต่อย่างไรก็ตามในการที่เราพยายามที่จะสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับประชาชน  ผมมองในฐานะประชาชน มองว่าทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องพยายามแสดงจุดยืน ที่ชัดเจน ขึ้นมาอีก  ตอนนี้เราไม่ค่อยมั่นใจว่ารัฐบาลมีความมั่นคงแค่ไหน ในกรณีเดียวกัน ในกรณีงูเห่าในฝ่ายค้าน เราก็ไม่แน่ใจว่าฝ่ายค้าน จะทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งต่อไปหรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็ทำให้ประชาชนอย่างเรากังวลใจ ว่า เรายังต้องอยู่ในสถานการณ์ทางการเมืองที่มันมีการเล่นละคร หรือว่าแก่งแย่งชิงดีกันไปในแบบนี้ ไปอย่างนี้ตลอดไป หรือ ซึ่งอันนี้ผมคิดว่ามันก็ไม่ได้ดีนัก สำหรับการเมืองของไทย

 

-วันนี้สถานการณ์ของรัฐบาล เป็นอย่างไรบ้าง เพราะว่าดูเหมือนพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคพลังประชารัฐเอง ก็มีปัญหาภายใน มีการพูดกันไปจนถึงเรื่องที่ว่าที่สุดแล้วนายกฯจะต้องมาเป็นหัวหน้าพรรคเอง ส่วนพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะต้องลุกออกไป แต่สุดท้ายก็มีการบอกว่าเป็นแค่ข่าวลือ

 

ผมมองพรรคพลังประชารัฐมาด้วยความไม่สบายใจ มาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อตั้งพรรคแล้ว ที่จะมีเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2562 ว่าพรรคจะอยู่ไม่ยืด เพราะว่าเป็นโครงสร้างพรรคแบบที่เรียกว่า หลอมรวมกันจากใคร จากที่ไหนก็ได้ ขอให้ได้จำนวน น้ำดี น้ำไม่ดีก็เอามาผสมปนเปกันไป

 

ที่จริงในแนวคิดที่เราอยากเห็นพรรคใหม่ ก็คือเป็นพรรคที่มันดีขึ้นกว่าเก่า แต่พลังประชารัฐก่อตั้งขึ้นด้วย เอาจำนวน แต่ว่าคุณภาพยังไม่น่าพอใจ เพราะฉะนั้นเมื่อมาเป็นรัฐบาล แล้วยิ่งต้องมา เรียกว่างอนง้อ พรรคเล็ก พรรคน้อยเข้ามา มันเกาะเกี่ยวกัน

 

ผมก็ใช้คำในตอนที่ตั้งรัฐบาลว่า รัฐบาลนี้จะต้องถูลู่ถูกัง  ก็คือลากกันไป จูงกันไป ผลักดันกันไป ด้วยความยากลำบาก ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่ามันเป็นอย่างนั้นมาโดยตลอด และก็ที่สำคัญพอมาถึงวันนี้พรรคพลังประชารัฐ ได้แตกออกไปอย่างน้อยก็ 2-3 ครั้งใหญ่ๆ ทั้งกรณีกลุ่มสี่กุมาร  จนมาถึงกลุ่มร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ล่าสุดไปตั้งพรรคเศรษฐกิจไทย

 

ถือเป็นการแตกตัวครั้งใหญ่และ สะเทือนพรรคมาก ส่วนที่เหลืออยู่ ก็คิดว่าเขาคุมกันไม่ได้ ในการที่จะจะเป็นพรรคที่ยิ่งใหญ่เหมือนตอนตั้ง หรือกระทั่งในตอนที่ยังมีกลุ่มคุณธรรมนัส หรือกลุ่มสี่กุมารอยู่ก็ไม่ได้ใหญ่เท่านั้น แล้วตอนนี้อยู่กันหลวมๆเพื่อให้ไปถึงวาระครบเลือกตั้งใหม่ แล้วก็ไปว่ากันใหม่เท่านั้น เพราะในสถานการณ์ตรงนี้ ผมคิดว่าพลังประชารัฐตอนนี้ ไม่มีสภาพของความเป็นพรรคหรอก

 

หากเราพูดกันในเชิงวิชาการ ต้องถือว่าโครงสร้างพรรคมันกระจัดกระจาย  นโยบายที่เคยคิดกันมา ก็จะไม่ค่อยมีอะไรใหม่แล้ว เหลือแต่นโยบายเดียว ก็คือนโยบายที่จะอยู่รอด ประคับประคองรัฐบาลนี้ให้อยู่รอด เพราะฉะนั้นข่าวที่ว่าจะให้พล.อ.ประยุทธ์ มาดูแลพรรคพลังประชารัฐ แทนพล.อ.ประวิตร  ซึ่งเรารู้ว่าออกมาจากฝ่ายที่เชียร์พล.อ.ประยุทธ์เอง ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก พล.อ.ประยุทธ์ ก็ออกมาปฏิเสธแล้ว ขณะที่การเคลื่อนไหวของสมาชิกต่างๆในพรรคพลังประชารัฐ กลับไม่มีการขานรับ เพราะรู้ว่าเป็นการปล่อยข่าวมาแต่เพียงฝ่ายเดียวของฝ่ายที่อยากให้พล.อ.ประยุทธ์อยู่

 

เรามองเห็นแล้วว่าสภาพพรรคไม่ได้เป็นปึกแผ่น ถ้าเกิดพูดตามทฤษฏีการเมืองไทย ถือว่า ตอนนี้พรรคพลังประชารัฐขาดทั้งหัว ขาดทั้งแกน แกนนี่สำคัญมาก หัวนี่ไม่เป็นไรหาใครมาก็ได้ เชิญใครมาก็ได้ เชิญนายทหารใหญ่ เชิญใครก็ได้ อย่างที่พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรคอยู่  แต่สำหรับแกน การเมืองไทยต้องมี แกนคือ คนที่จะหาเงิน คนที่จะมารวบรวมให้สมาชิกเข้ามาอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อน คนที่จะให้สมาชิกนั้น เรียกว่าพูดอะไรแล้วก็ไปทางนั้น ผมคิดว่ามันเหลือสภาพนี้อยู่น้อย

 

เพราะฉะนั้นพรรคก็จะแตกอยู่กันยาก ผมขอพูดข้ามช็อตต่อไปว่า จากนี้การเมืองจะอยู่ในโหมดที่เป็นผู้นำเชิงบารมี ผู้นำที่เป็นเจ้าของทุนน่าเป็นไปได้ยาก 1. ก็คือเขาจะเข้ามาถอนทุน มันก็เสี่ยงมาก 2. เป็นเรื่องที่ไม่เข้ากับยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเทคโนโลยี ที่มันสามารถตรวจสอบอะไรได้ละเอียดลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นผู้นำที่จะเกิดขึ้นในยุคหน้า ก็คือผู้นำที่ต้องมีบารมี หรือมีพลังอะไรบางอย่าง

 

 เราเห็นได้ชัดในกรณีของคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. คนใหม่ ก็เป็นพลังความคาดหวังของสังคม ที่เขามองคุณชัชชาติ ว่า น่าจะเป็นอะไรที่สู้กับทหารได้ เพราะฉะนั้นลักษณะของการเมืองยุคใหม่มันจะทำลายพรรคพลังประชารัฐไปในตัว เราพูดถึงประเด็นพรรคพลังประชารัฐ หากทำการเมืองแบบเก่า จะอยู่รอดยาก พรรคพลังประชารัฐต้องสร้างกระแสสังคมอะไรได้บางอย่าง เช่น พรรคพลังประชารัฐ จะทำอะไรเชิงอนุรักษนิยมอะไรทั้งหลายเหล่านี้ มันจะดีกับสังคมไทยอย่างไร

 

 เช่นบ้านเมืองเราตอนนี้ มีภัยอะไรต้องมีทหารคุ้มครองไหม สมัยก่อนมีคอมมิวนิสต์มีอะไร ทหารก็ยังขายได้ แต่ทุกวันนี้ปัญหาโรฮีนจา ปัญหาค้ามนุษย์ ปัญหาอะไรอย่างนี้  ไม่ใช่หน้าที่ทหารโดยตรง มันก็เรียกว่าทหารจะหาอะไรอ้างมา ยกเว้นเหลืออันเดียวที่ทหารใช้มาในการทำรัฐประหาร 2 ครั้งหลังนี้ก็คือเรื่องของความบกพร่องของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ทะเลาะเบาะแว้ง ขัดแย้งกัน เดินขบวนประชาชนอยู่ในอันตรายวุ่นวายกันทั้งประเทศ จนมีการทำรัฐประหารในปี 2549 และปี 2557

 

เพราะฉะนั้น การจะหาเหตุผลที่ทหารจะอยู่ต่อไป ต้องหาให้ได้ว่าวิกฤติร้ายแรงของประเทศที่จำเป็นต้องพึ่งพาทหาร คืออะไรทำไมถึงต้องให้ทหารปกครองต่อไป นี่คือเป้าหมายของพรรคพลังประชารัฐ ถ้าพรรคพลังประชารัฐหาจุดยืนตรงนี้ไม่ได้ อธิบายหรือโน้มน้าวประชาชนไม่ได้ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าคงจะลำบาก

 

-ไม่ใช่แค่ลักษณะของการดาวน์ไซส์ลง แต่พรรคแตกออกไปเลยใช่หรือไม่

           

มันเป็นกระจายออกไป เป็นเสี่ยงๆเลย  มันเป็นเรื่องของการน่าจะย้ายไปอยู่พรรคอื่นๆด้วย ผมมองพลังประชารัฐ ก็เหมือนกับที่มองนายทหารอย่างพล.อ.ประวิตร เหมือนกับท่านพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คือยังมีบารมีในหมู่คนบางกลุ่ม และคนบางกลุ่มก็มารวมตัวกัน แต่ก็ไม่ใช่หลักใหญ่ของทางการเมืองแล้ว คุณชวลิต ยงใจยุทธ เคยบิ๊กเบิ้มในสมัยหนึ่ง แต่พอตอนหลังพรรคความหวังใหม่ก็เล็กลงๆ ก็เป็นลักษณะเดียวกัน ดังนั้นสิ่งสำคัญต้องมีแกน แกนก็คือคนจ่าย คนหาเงิน คนแจกเงิน แต่การหาเงินยาก แจกเงินมันยากขึ้น  

 

-ศึกอภิปรายรอบหน้าใครได้ใครเสีย ใครมีเดิมพันมากกว่ากันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้าน เพราะจะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว

 

ผมว่าฝ่ายค้านคงเอารัฐบาลลงไม่ได้หรอก รัฐบาลก็คงต้องพยุงกันไปลากกันไป ให้ได้ไปรอดก่อน เพราะฉะนั้นเดิมพันครั้งนี้ รัฐบาลไม่ต้องห่วงยังไงก็ผ่าน แต่ที่จะเป็นห่วงก็คือฝ่ายค้านว่าจะเล่นมุขเก่าๆหรือเปล่า หรือเพียงแค่มาเล่นทางวาทกรรม หาคำคมๆมาเชือดเฉือนออกโซเซียล กันอย่างนั้น สร้างกระแสกันไป เรียกว่าสนุกสนานเฮฮา เป็นหลัก มันก็จะเสียความรู้สึก ในของฟากฝ่ายที่คิดว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องอภิปราย เจาะเรื่องทุจริตเรื่องอะไรต่างๆนั้นจะดีกว่า

 

พูดตรงๆนะครับผมในฐานะที่เป็นนักวิชาการจากการสำรวจนักศึกษาที่พูดคุยด้วย รู้สึกว่าให้ความสนใจเรื่องเหล่านี้น้อยลง เพราะว่าไม่มีสาระอะไร ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นการเอาความสนุกสนาน สร้างคารมคมคายกันมากกว่าเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นฝ่ายค้านต้องทำอะไรเพื่อเป็นนิมิตใหม่ ในสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังย่ำแย่ ในปัญหาเสถียรภาพหรือในความเป็นปึกแผ่น พรรคฝ่ายค้านจะต้องไปเล่นจุดนั้น คือล้มรัฐบาลไม่ได้หรอก แต่ล้มความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้

 

 ผมพูดในฐานะที่เคยอยู่กับนักการเมืองเก่าแก่ อย่างท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช  ท่านเคยบอกว่า “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” เพราะฉะนั้น การที่รัฐบาลจะพังได้ ก็ต้องไปทำให้คนในรัฐบาลทะเลาะกัน เกิดความไม่ไว้วางใจกัน ระแวงกัน  เพราะฉะนั้นพรรคฝ่ายค้านจะต้องทำการบ้านให้ดี ถ้าจะให้มีบทบาทเป็นที่จดจำ เอาไปไว้ในการเลือกตั้งได้ คุณจะต้องทำให้มันดูดีกว่านี้

 

โดยเฉพาะคนที่กำลังเบื่อรัฐบาล ทำอย่างไรจะให้เบื่อไปมากกว่าอีก โดยที่เขาไม่เบื่อฝ่ายค้าน ทุกวันนี้คนเบื่อทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน  แล้วก็ต้องมองหาทางเลือกใหม่ เพราะฉะนั้นแนวการเมืองใหม่ อย่างที่เราเคยเห็นตั้งแต่ปี 62  เหล่านี้มันก็ยังเป็นกระแสหลักอยู่ นักการเมืองรุ่นเก่าก็จะลำบาก จะต้องทำอย่างไรให้สู้กับแนวคิดใหม่ๆได้

 

ผมบอกได้เลยว่า ในทางการเมือง มันเหมือนกับน้ำ น้ำที่ไหลไปแล้วมันไม่ไหลย้อนคืนมา เพราะฉะนั้นเลือดใหม่ น้ำใหม่มันจะไหลล้างเลือดเก่า แม้ว่ามันอาจจะมีการผสมผสานกันนักการเมืองรุ่นเก่า รุ่นใหม่อะไรบ้าง แต่ท้ายสุดแล้วนักการเมืองรุ่นเก่าอยู่ไม่ได้ มันต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ