"บิ๊กป้อม" อ้อนชาวสงขลา ขอให้เลือกผู้สมัคร พปชร.ทั้ง 9 เขต โชว์ผลงานก้าวข้ามความขัดแย้งประสานรบ. อยู่ครบ 4 ปี
เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 9 พ.ค. 2566 ที่โรงเรียนในเมือง อ.สทิงพระ จ.สงขลา พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ภาคใต้ นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และคณะกรรมการบริหารพรรค ประกอบด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์เหรัญญิก พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะผู้ดูแลกำกับการเลือกตั้งพื้นที่ กทม.,ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่าประธานยุทธศาสตร์เลือกตั้งภาคเหนือ,นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐ และนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พร้อมด้วย ผู้สมัครส.ส. จ.สงขลา ทั้ง 9 เขต ได้แก่ นายภวัต นิตย์โชติ เขต 1 เบอร์ 7 นายอดิสัณห์ ชัยวิวัฒน์พงศ์ เขต 2 เบอร์6 นายอาทิตย์ สุวิทย์ เขต 3 เบอร์ 5 นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว เขต 4 เบอร์ 1 นายญาณพง เพชรบูรณ์ เขต 5 เบอร์ 6 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ เขต 6 เบอร์ 5 นายธเนศ ล่องนาวา เขต 7 เบอร์ 7 นายธีรพงศ์ ดนสวีเขต 8 เบอร์ 3 และ นายล่องหิ้น ทิพย์แก้ว เขต 9 เบอร์ 2 โดยมีประชาชนมาร่วมฟัง2.5 หมื่นคน
โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวปราศรัยว่า ตนและพรรคพลังประชารัฐพร้อมจะรับใช้ชาวจังหวัดสงขลา เราเลือกคนดีและคนเก่งมาเป็นผู้แทนของประชาชน จึงขอให้เลือกผู้สมัครของพลังประชารัฐทั้ง 9 เขต และเลือกพรรคพลังประชารัฐเบอร์ 37 บัตรสีเขียว วันนี้ตนอยากให้คนไทยรักกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อที่จะก้าวข้ามความขัดแย้ง และความยากจนไปด้วยกัน
"พี่น้อง รู้หรือไม่ว่าการก้าวข้ามความขัดแย้งคืออะไร ผมจะบอกว่า การประสานงานของผมทำให้รัฐบาลอยู่มาครบ 4 ปี นี่คือการก้าวข้ามความขัดแย้งที่ผมทำมาโดยตลอด ผมอยากให้ชาวสงขลารักกัน เพื่อที่จะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่จังหวัดสงขลา และประชาชนทุกคนจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแน่นอน ถ้าทุกคนอยากได้ ก็ขอให้เลือก ส.ส.ของพรรค พปชร.เพื่อสนับสนุนผมเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยด้วยครับ"พล.อ.ประวิตร กล่าว
พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เราจะมาช่วยกันเพื่อพัฒนาประเทศ โดยมีเป้าหมายให้ชาวจังหวัดสงขลาได้อยู่ดีกินดี ตามนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ เราต้องการให้คนไทยทุกคนมีความสุขวันที่ 14 พ.ค.นี้เป็นขอให้ชาวสงขลาทุกคน กาเบอร์ 37 รวมถึงผู้สมัครทั้ง 9 เขตของพรรคพลังประชารัฐ แล้วเราจะดูแลประชาชนให้มีความเจริญรุ่งเรือง ให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี อยู่ดีกินดี และมีความสุขตลอดไป
ด้าน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตอนนี้มีกระแสโจมตีจากพรรคการเมืองบางพรรค ว่าผมไม่ชอบคนใต้ ซึ่งผมขอยืนยันว่า ถึงแม้ว่าผมจะเกิดที่จังหวัดพะเยา ภาคเหนือของประเทศไทย แต่ตนก็ใช้ชีวิตเติบโตมาในจ.นราธิวาส อ.ตากใบ เพราะฉะนั้นหัวใจของผมคือคนใต้ ผมรักคนใต้ และผมรักใครรักจริง เหมือนคนใต้ทุกคน ซึ่งน้องชายของผม นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว หรือน้องกฤต ผู้สมัครคนนี้ก็ถูกกลั่นแกล้งสารพัด แต่ผมรักน้องชายคนนี้ เพราะรู้ดีว่าเขามีใจที่รัก และอยากทำเพื่อชาวสงขลาอย่างแท้จริง จึงขอโอกาสให้ได้เข้ามารับใช้ประชาชนด้วย และทุกนโยบายของพรรค พปชร.ล้วนแต่ต้องการเข้ามาช่วยเหลือ แบ่งเบาภาระให้กับพี่น้องประชาชน อย่างเช่น บัตรประชารัฐ ที่พล.อ.ประวิตร ก็ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า เราจะต้องเข้ามาให้คนไทยทั้งประเทศหลุดพ้นจากความยากจน
ด้านนางนฤมล กล่าวปราศรัยว่า ขอบคุณพี่น้องชาวสงขลาทุกคนที่มาหาพวกเราอย่างมืดฟ้ามัวดินเป็นการต้อนรับที่อบอุ่นอย่างมาก น้องกฤตถูกกลั่นแกล้งมาอย่างหนักตั้งแต่มารับสมัครเลือกตั้ง แต่ก็มีจิตใจที่แน่วแน่ มั่นคงที่จะมาทำงานเพื่อให้เขต 4 ของจังหวัดสงขลาได้พัฒนาและประชาชนอยู่กันอย่างมีความสุข น้องกฤตเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกรอย่างมาก จึงได้มาบอกกับกรรมการบริหารพรรค พปชร.ซึ่งพล.อ.ประวิตร บอกว่าจะจัดการเรื่องที่ดินทำกินให้กับพี่น้องสงขลาทุกคน มี พปชร.ไม่มีแล้ง ไม่มีจนแน่นอน นอกจากนี้ เรายังจะมีทุนให้เกษตรกรครอบครัวละ 30,000 บาท เพื่อนำไปต่อทุนในการทำเกษตรกรรมด้วย
"พล.อ.ประวิตร แก้ปัญหาน้ำมาตลอด 4 ปี และเราจะเข้าไปพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประชาชน ซึ่งถ้าทุกคนอยากได้วันที่ 14 พ.ค.นี้ ขอให้เลือกพรรคพลังประชารัฐ บัตรเขียว เบอร์ 37 เลือกให้ลุงป้อมเป็นนายกรัฐมนตรี และบัตรสีม่วง ขอให้เลือกผู้สมัครของเรา แล้วเราจะมาก้าวข้ามความยากจนไปด้วยกัน"นางนฤมล กล่าว
ด้านผู้สมัครของพรรคอย่าง นายชนนพัฒฐ์ หรือ กฤต กล่าวกับประชาชนว่า อาชีพของพี่น้องประชาชนที่นี่คือการทำประมง ซึ่งการทำเกษตรที่ต้องอาศัยน้ำ แต่ปัญหาที่ผ่านมาก็คือ หน้าฝนน้ำท่วม หน้าแล้งไม่มีน้ำใช้ แต่วันนี้ประชาชนให้โอกาสตน และพรรคพลังประชารัฐ ปัญหาเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง จะหมดไปอย่างแน่นอน ส่วนการแก้ปัญหาน้ำแล้ง และน้ำเค็มที่รุกล้ำ เข้าพื้นที่ทำการเกษตรในหน้าแล้ง จะมีการสร้างแก้มลิงขนาดใหญ่ในทะลสาบในพื้นที่ ต.เกาะใหญ่ อ.กระแสสินธุ์ เพื่อใช้ในการกักเก็บน้ำจืดเพื่อใช้ในการทำการเกษตรในหน้าแล้ง นอกจากเกษตรกรจะมีน้ำใช้ตลอดปีในการทำการเกษตรแล้ว ยังเป็นการป้องกันน้ำเค็มไม่ให้เข้ามาในพื้นที่ทำการเกษตรของประชาชน เกษตรกรในคาบสมุทรสทิงพระ จะไม่มีปัญหาเรื่องน้ำแล้ง น้ำท่วมอีกต่อไป