จับตา “บิ๊กแอ้ด” สานต่อ “ป๋าเปรม” ผนึกขั้ว “3ป.” แกร่งรับศึกการเมืองหนุน “ป้อม-ป๊อก-ประยุทธ์”
หลังจากที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ถึงแก่อสัญกรรม ทุกสายตา ก็โฟกัสไปที่ “บิ๊กแอ้ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ที่รู้กันดีว่า เป็น “ลูกป๋า” ที่ พล.อ.เปรม ไว้วางใจอย่างมากคนหนึ่ง
เพราะ “ป๋าเปรม” มี “ลูกป๋า” ที่เรียกว่า “ลูกเลิฟ” หลายต่อหลายคน ทั้ง “บิ๊กหมง” พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฎฐ์ อดีตผบ.ทหารสูงสุด “บิ๊กอู้ด” พล.อ.อู้ด เบื้องบน อดีตปลัดกลาโหม พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย อดีตรองผบ.ทหารสูงสุด ที่ พล.อ.เปรม เลือกใช้งานให้เหมาะกับแต่ละคน
แต่สำหรับ พล.อ.สุรยุทธ์ แล้ว เรียกได้ว่า เป็นลูกป๋า ที่เดินตามรอยเท้าป๋า แทบทุกย่างก้าว ทั้งการเคยเป็น แม่ทัพภาค2 เป็น ผบ.ทบ. และเป็นนายกรัฐมนตรี แม้เส้นทางเดิน และสถานการณ์จะแตกต่างกันก็ตาม
แต่ก็ถูกจับตามองว่า เป็น “ทายาท” ของ พล.อ.เปรม มาตั้งแต่ต้น อีกทั้ง ได้รับมอบหมายให้ ดูแล มูลนิธิรัฐบุรุษ พล.อ..เปรมฯ ในตำแหน่งประธานมูลนิธิฯ
โดยเฉพาะเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯให้เป็นผู้รักษาการประธานองคมนตรี แทน พล.อ.เปรม
โดยก่อนหน้านี้ ในช่วงที่ พล.อ.เปรม มีปัญหาเรื่องสุขภาพ ก็จะมอบหมายให้ พล.อ.สุรยุทธ์ ทำหน้าที่ต่างๆ ในองคมนตรี แทนรวมทั้งออกงานในภารกิจต่าง ทั้งในฐานะที่ใกล้ชิด และเป็น องคมนตรี ที่มีอาวุโสสูงสุด แถมเป็นอดีตนายกฯอีกด้วย
กล่าวได้ว่า ในบรรดา นายทหารลูกป๋า ในหลายเจนเนอเรชั่น นั้น พล.อ.สุรยุทธ์ มีความคล้าย พล.อ.เปรม มากที่สุด ทั้งบุคลิกลักษณะ ท่าทาง การพูดจา
แม้จะแตกต่างสไตล์อยู่บ้าง เพราะ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นทหารรบพิเศษ ส่วน พล.อ.เปรม เป็นนายทหารม้า แต่มีความนิ่ง สุขุม รอบคอบ คล้ายกัน
ในช่วง 5 ปี หลัง คสช.เข้ามาคุมอำนาจในการบริหารประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมด้วย “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หรือที่รู้จักกันในนาม 3 ป.บูรพาพยัคฆ์ คุมอำนาจในกองทัพเบ็ดเสร็จ
หลังจากที่ พล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผบ.ทบ. หลังการรัฐประหารปี 2549 แล้วขึ้นเป็น ผบ.ทบ. เมื่อปี 2553 จำนว 3 ปี และ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น ผบ.ทบ.ต่ออีก 4 ปี ก่อนที่จะรัฐประหาร และเป็นนายกฯมาแล้ว 5 ปี
จึงทำให้ ถูกมองว่า ขั้วอำนาจ 3 ป.บูรพาพยัคฆ์ เป็นขั้วที่ทรงอำนาจมากที่สุด และต่อเนื่องยาวนาน
หลายครั้งที่ มีความพยายามจะ เสี้ยมให้ ขั้ว 3 พี่น้อง ขัดแย้งกับ ขั้วอำนาจบ้านสี่เสาเทเวศร์ของพล.อ.เปรม แต่ทว่า ก็ไม่สำเร็จ
เพราะในความเป็นจริงแล้ว 2 ขั้วอำนาจนี้ ไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ถือได้ว่า เป็นขั้วอำนาจที่เสริมกัน ในฐานะฝ่ายสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาล คสช.
อันถือเป็นการเดินเกมอำนาจ อย่างระมัดระวังรอบคอบของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะไม่ให้ถูกมองว่า เป็นขั้วอำนาจที่ขึ้นมาแทน พล.อ.เปรม
จะเห็นได้ว่า ตลอด 5 ปีของการเป็นนายกฯและหัวหน้าคสช. พล.อ.ประยุทธ์ นำทีม ครม.และผบ.เหล่าทัพ เข้าอวยพร พล.อ.เปรม ในทุกโอกาส ที่มีการเปิดบ้าน ทั้ง ปีใหม่ สงกรานต์ และวันเกิด ช่วงก่อน 26 ส.ค.ไม่เคยขาด ยกเว้นในบางปีที่พล.อ.เปรม ไม่สะดวกเปิดบ้าน หรือมีปัญหาสุขภาพ
ที่เห็นได้ชัดคือ พล.อ.เปรม แสดงออกถึงการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ อย่างเต็มที่มาตลอด
แม้แต่ครั้งสุดท้าย เมื่อช่วงสงกรานต์ ที่ พล.อ.เปรม การันตีว่า “รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่โกง”
เรียกได้ว่า 3 ขั้วอำนาจนี้ เป็นพันธมิตร เกื้อหนุนกันมา แม้ว่า ในระยะหลังๆมานี้ พล.อ.เปรม ไม่ค่อยได้เข้ามามีบทบาท ในการแต่งตั้งโยกย้ายทหาร อีกทั้ง บรรดานายทหารลูกป๋า ก็เกษียณราชการกันไปหมดแล้ว
ดังนั้น เมื่อ พล.อ.เปรม ถึงแก่อสัญกรรม ก็ไม่ได้ทำให้ พลังอำนาจบารมีของขั้วบ้านสี่เสาเทเวศร์ ลดลง อีกทั้ง เมื่อมี พล.อ.สุรยุทธ์ ขึ้นมาแทนที่ ก็ยิ่งทำให้ ขั้วอำนาจนี้แกร่งมากขึ้น
แต่ไม่ได้มีปัญหาใดๆกับ ขั้วอำนาจ บูรพาพยัคฆ์ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ มีความสนิทสนมและเคารพรัก พล.อ.สุรยุทธ์ อย่างมาก มาโดยตลอด
กล่าวกันว่า เมื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ มาผนึกกำลังกับ พล.อ.ประยุทธ์ และขั้วอำนาจ บูรพาพยัคฆ์ แล้ว จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นๆ แถมมีความ “คมในฝัก” ของ พล.อ.สุรยุทธ์ มาเสริมอีกแรง
ที่จะทำให้ 2 ขั้วอำนาจ นี้ มีความเข้มแข็ง เป็นกองหนุน เสริมรับกันได้เป็นอย่างดี
ยิ่งในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องกลับมาเป็นนายกฯอีกสมัยหนึ่ง ท่ามกลางพรรคร่วมรัฐบาล และทำงานกับนักการเมือง ในยามที่ ไม่มี มาตรา 44 อยู่ในมือ ไม่มี คสช. เช่นตอนรัฐบาลปฏิวัติ
การผนึกกำลัง ของ 2 ขั้ว โดยมี กองทัพเป็น แบ็คอัพ จึง เป็นพลังอำนาจที่สำคัญอย่างยิ่ง ของ การรีเทิร์นกลับมาของ พล.อ.ประยุทธ์ หัวหอก 3 ป.