จับเข่าคุย “นิพนธ์ บุญญามณี” เช็กความพร้อม “ประชาธิปัตย์”

การเมือง19 ส.ค. 2565 • 23:00 น.
จับเข่าคุย “นิพนธ์ บุญญามณี” เช็กความพร้อม “ประชาธิปัตย์”

หมายเหตุ : “นิพนธ์ บุญญามณี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์พิเศษ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” เผยแพร่ผ่านช่องยูทูบ Siamrath Online   เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา ในฐานะ “แกนนำพรรคประชาธิปัตย์” ได้วิเคราะห์เจาะถึงการต่อสู้ทางการเมือง ตลอดจนการเตรียมความพร้อมของพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า มีสาระที่น่าสนใจดังนี้

-วันนี้เริ่มเห็นป้ายโฆษณาของพรรคประชาธิปัตย์ตามเมืองต่างๆแล้ว ในเรื่องของนโยบายต่างๆเช่นการประกันรายได้เกษตรกร วันนี้ถามถึงความพร้อมปฏิบัติการเลือกตั้ง กี่เปอร์เซ็นต์ที่เรามีความพร้อมในวันนี้

ผมคิดว่าในเรื่องของความพร้อม หนึ่งคือความพร้อมของตัวบุคคลตัวผู้สมัครในเขตต่างๆในพื้นที่หลักที่พรรคคิดว่าจะเป็นพื้นที่หลักของพรรค ไม่ว่าพื้นที่ภาคใต้ พื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน มีตัวหลักประมาณ 100 เขตเป้าหมายหลัก มีครบหมดแล้ว แต่บางพื้นที่มีความจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจเอาคนที่ดีที่สุด เพราะมีคนแสดงความจำนงมากกว่า 1 คน ใน1เขตเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นเขตเหล่านี้ ต้องหาตัวที่ดีที่สุด ซึ่งกระบวนการที่จะตอบได้ว่าดีที่สุด ที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุดก็คือการทำโพล เพราะฉะนั้นยังมีบางเขตอยู่บ้างทั้งในภาคใต้และภาคกลางที่ในพื้นที่กทม.ที่ต้องทำโพลสำรวจความเห็นก่อน

- ฉะนั้นจะบอกว่าถ้าเลือกตั้งวันพรุ่งนี้ ประชาธิปัตย์ในวันนี้เราพร้อมประมาณเกือบ 90%

ผมยืนยันว่าเราพร้อม 90 เปอร์เซ็นต์แน่นอน ในส่วนของยุทธศาสตร์ ในส่วนของนโยบายคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคได้มอบหมายให้คุณพิสิฐ ลี้อาธรรม เป็นคณะทำนโยบายอยู่ เพราะฉะนั้นในเรื่องนโยบายในเรื่องยุทธศาสตร์หัวหน้าท่านดูแลเอง โดยได้ทำมาเป็นระยะๆ แล้ว จึงเป็นที่มาที่ได้ขึ้นป้ายคัตเอาต์ขนาดใหญ่ ตามถนนสายหลักเราเริ่มขึ้นแล้ว จะทยอยขึ้นเป็นลำดับ

- 3 เรื่องหลัก ที่พรรคจะชูเป็นนโยบาย

ในเรื่องนโยบายอาจจะต้องมีการเตรียมความพร้อม สิ่งที่พรรคได้เตรียมเอาไว้แล้วคือเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง เพราะฉะนั้นกระบวนการที่ประชาธิปัตย์ใช้คำว่าประกันรายได้ ที่ใช้อยู่ในช่วงนี้คือประกันที่ผ่านมาใน ช่วง3 ปีกว่าที่ผ่านมาคือการประกันรายได้เกษตรกร เพราะฉะนั้นในเกษตรกรเฉพาะพืช 5ชนิดมีข้าว มีข้าวฟ่าง  ยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลังจะเห็นได้ว่าจำนวนอย่างน้อยที่สุด เราไม่เห็นภาพที่เกษตรกร ทั้งชาวนาก็ดี ชาวสวนยาง ต้องเอาพืชผล มาเทตามท้องถนน รวมทั้ง ไม่มีการชุมนุม เพราะฉะนั้นถือว่ามีเสถียรภาพ ช่วง 3 ปีกว่าที่ผ่านมาราคาสินค้าเกษตรมีเสถียรภาพแน่นอน

ในส่วนของราคาปาล์มบางช่วงทะลุเข้าไปถึง 12 บาท ซึ่งไม่เคยปรากฏสถานการณ์อย่างนี้ ก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามาน้ำยาง 3 กิโล 100 บาท แล้วเอายางเอาน้ำยางมาเททิ้งกลางถนน ปิดถนนกัน ช่วง 3 ปีนี้ เราไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ ข้าวโพดราคาจะอยู่ที่ 10 บาท 12 บาท รัฐบาลประกันรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนข้าวโพดไว้ที่ 8 บาท 50 รัฐบาลไม่ต้องจ่ายส่วนต่างตรงนี้เลย เพราะราคาที่เกษตรกรขายได้ สูงกว่าราคาประกันรายได้ เหมือนกับปาล์ม ที่รัฐบาลประกันรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มไว้ 4 บาท บางช่วงขึ้นไป 9 บาท 10 บาท 11 บาท 12 บาท เราไม่ต้องจ่ายส่วนต่างเลยที่เตรียมไว้ ไม่ต้องใช้จ่าย มันสำปะหลังเตรียมไว้ 2 บาท 40 ขายจริงก็ 3 บาท 3 บาทกว่า ซึ่งในรอบเป็นสิบๆปีไม่เคยมีที่มันสำปะหลังจะราคาสูงขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเป็นช่วงที่เกษตรกรมีรายได้ราคาพืชผลเกษตรมีเสถียรภาพพอสมควรจากนโยบายประกันรายได้ให้เกษตรกร

เพราะฉะนั้นนโยบายประกันรายได้ เป็นเงื่อนไขของพรรคประชาธิปัตย์ตอนเจรจาเข้าร่วมรัฐบาล เรายื่นเงื่อนไข 3 ข้อ ข้อแรกเลย คือต้องรับเอานโยบายประกันรายได้ ไปเป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลก็รับมา แล้วก็จนถึงปัจจุบัน ถ้ารวบรวมงบประมาณที่ผลักดันให้มีการช่วยเหลือเกษตรกรตั้งแต่เรื่องการจ่ายส่วนต่าง จ่ายเรื่องชดเชยเยียวยาความเสียหายต่างๆ แล้วก็ลดต้นทุนของการหว่านไถต่างๆ เราใช้เงินประมาณห้าแสนสองหมื่นกว่าล้าน ที่ดูแลเกษตรกรในช่วง3 ปีกว่าที่ผ่านมา

นี่คือสิ่งที่หัวหน้าท่านยืนยันว่านโยบายประกันรายได้คือนโยบาย คือผลพวงหนึ่ง ที่ทำให้เกษตรกรได้มีรายได้มาเลี้ยงครอบครัวและก็มีรายได้เหลือไปชำระหนี้ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่จะยืนยันทำไมประชาธิปัตย์จึงขึ้นคัดเอาท์ใหญ่ทั่วประเทศ ว่าประกันรายได้ ประชาธิปัตย์ประกันรายได้

-จุดแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ที่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ นอกจากความเป็นสถาบันที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 76 ปี

ส่วนหนึ่งที่ประชาธิปัตย์นอกจากมีจุดแข็งเรื่องเศรษฐกิจ เราดูเรื่องปากท้องคิดว่าเรื่องปากท้องเรื่องการที่ทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นคน 10 ล้านครัวเรือนโดยตัวเลขกลมๆ แล้วคนอยู่ในภาคเกษตรกร 35 ล้าน ถึง 40 ล้านคน ถ้าเราทำให้คนกลุ่มนี้มีรายได้ที่แน่นอน ก็ทำให้ความมั่นคงในครอบครัวก็มีมากขึ้น ถ้าเราอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบผ่านกลไกของภาคเกษตร เกษตรกรต่างๆเงินเข้าไปถึงครอบครัวแล้ว คนกลุ่มนี้น่าจะเป็นคนกลุ่มที่ไม่เอาเงินเก็บ แต่จะเอาเงินใช้จ่าย ก็ทำให้เศรษฐกิจของประเทศหมุนเวียน

เพราะฉะนั้นการฉีดเงินเข้าไปในระบบอย่างนี้จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินไปข้างหน้าได้แน่นอน การขยายตัวของเศรษฐกิจก็มีความแน่นอน การค้าการขายพอดี เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งที่ประชาธิปัตย์จะเดินหน้านอกจากจะเรื่องนี้ก็คือเรื่องเศรษฐกิจปากท้องแล้ว นั่นก็คือประชาธิปัตย์ขับเคลื่อนเรื่องประชาธิปไตย เงื่อนไขข้อที่ 2 ที่ไปร่วมรัฐบาลก็คือการยื่นเงี่อนไขให้แก้รัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ถึงทุกวันนี้ที่กำลังมีกฎหมายลูกตามมา เป็นผลพวงของการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเงื่อนไขข้อที่ 2 ในการที่ประชาธิปัตย์ตัดสินใจร่วมรัฐบาล เพราะฉะนั้นเมื่อผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ แต่จะแก้ได้ไม่หมดในสาระสำคัญ เราก็ต้องดูต่อไป

ประการที่ 3 เงื่อนไข คือเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต อันนี้ก็เป็นเงื่อนไขข้อที่ 3 ที่จะบอกว่าถ้ารัฐบาลรับเงื่อนไขข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ได้ประชาธิปัตย์ก็ยินดีร่วมรัฐบาลเราก็ร่วมกันมาวันนี้ 3 ปีกว่าแล้ว เพราะฉะนั้นเงื่อนไขประชาธิปัตย์ขับเคลื่อนต่อ นอกจากเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง ทำมาอย่างต่อเนื่อง คือนโยบายประกันรายได้ต้องยอมรับว่าคนบอกว่าใครมาก็ต้องทำ แต่วิธีการต่างกัน ถ้าเราใจถึงเนี่ยช่วง 3 ปีกว่าที่ผ่านมา ไม่มีคำครหาว่านโยบายประกันรายได้ของรัฐบาลมีการรั่วไหล มีการทุจริต เพราะว่าเราไม่มีโซ่ข้อกลางอะไรทั้งสิ้น จากพออนุมัติ สำรวจครัวเรือนเสร็จ แล้วเวลาสำรวจครัวเรือนก็ให้เกษตรกรแสดงโชว์บัญชี เลขบัญชีของธกส.ด้วย เราใช้กลไกธ.ก.ส.จากธนาคารจ่ายตรงไปยังเกษตรกร ไม่มีคนกลางไม่มีอะไรทั้งสิ้นทุกบาททุกสตางค์ออกจากธ.ก.ส.แล้วออกจากเงินคลังแล้ว ไปสู่ครอบครัวเกษตรกรทันทีเลย เพราะฉะนั้นนี่คือข้อต่าง ถึงบอกว่านโยบายใครก็คิดได้ แต่ว่าความรั่วไหลของนโยบายหรือผลพวงของคดีเรื่องราวต่างๆที่จะตามมาแทบจะไม่มีเลย

- มองโอกาสของพรรคประชาธิปัตย์มีมากน้อยแค่ไหน หลังจากที่การเลือกตั้งปี 62 ที่ผ่านมาเราเสียพื้นที่ในส่วนของกทม.และภาคใต้ไป

ก็คิดว่าใช้เวลาไป 3 ปีกว่า ก็ทำงานกันอย่างเต็มที่ ทุกคนมั่นใจว่าเราไม่น้อยกว่าเดิมแน่นอน เดิมเรามีอยู่ 52 ที่นั่ง เลือกตั้งรอบหน้าประชาธิปัตย์ไม่ต่ำกว่านี้แน่นอน แต่เท่าที่วางไว้ 75-80 ไม่ใช่สิ่งที่เกินเลย อยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ของความพร้อมมากที่สุดในขณะนี้ ตั้งเป้าไว้ประมาณ 75- 80 ถ้าได้เหนือกว่านั้นถือว่าเป็นผลบวก

- ในการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะกลับไปยึดพื้นที่ภาคใต้ได้เหมือนเดิมถูกต้องหรือไม่

ผมคิดว่ารอบหน้าในพื้นที่ภาคใต้มีที่นั่ง 58 ที่นั่งคือ 58 เขตเลือกตั้ง เพิ่มขึ้น 8 เขต จากการเลือกตั้งปี 62 ปี 62 ภาคใต้มี 50 ที่นั่งประชาธิปัตย์ได้ 22 ที่นั่ง รอบหน้าพื้นที่ 58 ที่นั่งเราหวังว่าอย่างน้อยพรรคน่าจะได้ 35 ถึง 40 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์ต้องได้ นี่คือสิ่งที่ประเมินจากข้อเท็จจริงที่ใกล้เคียงที่สุดแล้วไม่ได้เพ้อฝันแต่อย่างใด

- เกมการเมืองในวันนี้ มีการมองกันว่า มีการจับมือกัน เป็นดีลลับๆระหว่างพรรคการเมืองใหญ่ พรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทย ตรงนี้ประชาธิปัตย์มองไปถึง หลังการเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์จะยังเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐอยู่หรือไม่       

ผมคิดว่าถ้าเรามาพูดถึงพันธมิตรทางการเมืองในขณะนี้มันเร็วเกินไป เรายังไม่เห็นตัวผู้สมัครทั้งหมด เรายังไม่ได้เห็นนโยบาย เรายังไม่ได้เห็นการประกาศจุดยืนทางการเมืองของแต่ละพรรค เพราะฉะนั้นผมคิดว่าขอใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งที่จะพูดเรื่องอย่างนี้ เราต้องดูจุดยืนของแต่ละพรรคการเมืองว่าจุดยืนพรรคการเมืองพรรคไหนมีจุดยืนอย่างไร แล้วไปกันได้หรือไม่ ในทางการเมืองหรือว่าในเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ไปกันได้หรือไม่อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ต้องมาพูดคุยกันก่อนที่จะประกาศเป็นพันธมิตรทางการเมืองกัน