“อภิสิทธิ์” หนุนตัดงบกลาโหม แต่ต้องมีเหตุผล

การเมือง20 ก.พ. 2562 • 04:00 น.
“อภิสิทธิ์” หนุนตัดงบกลาโหม แต่ต้องมีเหตุผล
“อภิสิทธิ์” หนุนตัดงบกลาโหม แต่ต้องมีเหตุผล ไม่นำมาเป็นประเด็นขัดแย้ง ยอมรับสมัยเป็นนายกฯเคยปรับลดมาแล้ว เตรียมแถลงนโยบายภาพรวมเศรษฐกิจต้นมี.ค.วอนทุกพรรคหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ ชี้ปชช.เริ่มบ่นไม่อยากเห็นขัดแย้งอีก แนะเลือกคนที่เป็นปชต.ไม่ใช่อำนาจนิยม ชวน “ลุงตู่”ร่วมวงดีเบตแคนดิเดตนายกฯ เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 62 ที่สายไหม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง การหาเสียงของพรรคการเมืองในขณะนี้ว่า ไม่ควรโจมตีกัน โดยเฉพาะประเด็นที่เห็นแตกต่างสามารถพูดคุยได้ในเชิงนโยบายไม่มีปัญหาอะไร ส่วน เรื่องงบกระทรวงกลาโหม ก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละพรรคที่จะนำเสนออะไร อยากให้อยู่ในบรรยากาศด้วยความข้อเท็จจริง และเหตุผลเช่นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมางบกลาโหมจะมีรถอยู่ยุคหนึ่ง คือปีที่ตนเป็นนายกฯและมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรมว.ทรวงกลาโหม มีการปรับลดได้ เพียงแต่การปรับลดต้องมีเหตุผล ว่าปรับลดด้วยเหตุการณ์ และสถานการณ์อะไร ทั้งนี้ตนเห็นด้วยที่จะมีการปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม แต่ต้องให้เหตุให้ผล แต่ไม่ควรนำไปสู่ประเด็นความขัดแย้ง อย่างไรก็ตามในส่วนของงบประมาณภาพรวมทั้งหมดประชาธิปัตย์จะนำเสนอในช่วงต้นเดือนมี.ค.เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ในการบริหารเศรษฐกิจการเงินการคลังทั้งหมด โดยจะแถลงข่าวให้เห็นถึงภาพรวมเศรษฐกิจไม่ใช่นโยบายที่นำมาหาเสียงกัน เช่นเรื่องผู้สูงอายุ เทคโนโลยีการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งเหล่านี้ยังพูดกันน้อยเกินไป และจะนำเสนออย่างเป็นระบบ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนก็เริ่มบ่นที่เห็นความขัดแย้ง เพราะคาดหวังปัญหาเศรษฐกิจ และปากท้อง อยากให้เกิดความมั่นใจว่าเลือกตั้งแล้วมีความสงบ สามารถเดินหน้าแก้ปัญหาพื้นฐานได้อย่างจริงจัง จึงอยากรู้ว่าจะแก้ปากท้องแก้จนอย่างไร และอยากมั่นใจว่าเมื่อเลือกตั้งแล้วไม่มีความขัดแย้งจนต้องกลับมาสู่จุดนี้อีก จึงอยากให้ทุกพรรคหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ นำแนวคิดการเมืองมาพูดคุยสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่อย่าทำในลักษณะที่ทำให้เกิดบรรยากาศของความขัดแย้ง และเมื่อนายกฯลงสมัครเป็นนายกฯก็ควรร่วมวงสนทนาสามารถแลกเปลี่ยนกันได้ ซึ่งจะทำให้เกิดบรรยากาศประชาธิปไตยอย่างแท้จริง "ถ้าเราอยากกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยก็ควรได้ผู้นำที่มีลักษณะเป็นประชาธิปไตย คือต้องสามารถแลกเปลี่ยน และฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้ และแสดงวิสัยทัศน์ร่วมกับคนอื่นได้ถ้าไม่สร้างค่านิยมแบบนี้สุดท้ายจะได้ผู้นำแบบอำนาจนิยม" นายอภิสิทธิ์ กล่าว นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดความสับสนเกี่ยวกับการเมือง พรรคประชาธิปัตย์แสดงให้ประชาชนเห็นว่ามีพรรคการเมืองที่เป็นหลัก มีความเป็นสถาบันทำงานการเมืองอย่างสากลเดินหน้าโดยไม่หวั่นไหว จึงไม่อยากให้ประชาชนหวั่นไหว หรือเสียสมาธิวันที่ 24 มี.ค.เป็นโอกาสที่ประชาชนจะนำประเทศชาติหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันให้ได้ ขณะนี้พบว่าประชาชนตื่นตัว เพราะรอคอยมานาน และหวังที่จะเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งในขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจคือการเจริญเติบโต แต่ไปกองอยู่กับคนเพียงกลุ่มเดียว จึงต้องเปลี่ยนวิธีการโดยไปดูรายละเอียดของแต่ละกลุ่มว่ามีรายได้อย่างไร จึงนำไปสู่ การทำนโยบายประกันรายได้ ทั้งภาคการเกษตร และแรงงาน เพื่อให้มีความแน่นอนและมีความมั่นคงในชีวิต จากนโยบายแบบนี้เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนนโยบายหลายอย่างมีความคล้ายคลึงกันกับพรรคพลังประชารัฐไม่คล้ายกันเลย เพราะมีทั้งของจริง และของลอกเลียนของจริง คือประชาธิปัตย์ทำมาจากการทำงานที่ต่อเนื่อง เช่นเบี้ยยังชีพ การออมแห่งชาติ พรรคประชาธิปัตย์เป็นคนริเริ่ม ทั้งๆที่หลายยุคหลายสมัยไม่เคยให้ความสำคัญ รวมถึงนโยบายเด็กวันที่พรรคประชาธิปัตย์เริ่มนโยบายนี้นายกฯยังพูดว่า อย่าไปเชื่อจะเอาเงินมาจากไหน แล้ววันนี้อยู่ดีๆจะทำนโยบายแบบเดียวกันแต่ใช้เงินมากกว่า ที่สำคัญคือ 4-5 ปีที่ผ่านมาไม่เคยมีแนวคิดนี้ ในเรื่องเด็กอายุ 0 ถึง 8 ขวบ รวมถึงการให้เงินเด็กถ้วนหน้าเพราะฉะนั้นการโฆษณานโยบายใครจะพูดอะไรก็ได้ แต่ต้องย้อนกลับไปดูความจริงว่าเป็นอย่างไร เช่นราคายางพาราไม่มียุคไหนที่ราคาสูงเท่ากับตอนที่ตนเป็นรัฐบาล ดังนั้นจึงมั่นใจว่านโยบายของพรรคประชาธิปัตย์เป็นของแท้