“ภูมิธรรม เวชยชัย” ลั่น“ฝ่ายค้าน” เล็งใช้ “ศึกอภิปรายฯ” ประหารชีวิตทางการเมือง “บิ๊กตู่-ครม.”
หมายเหตุ : “ภูมิธรรม เวชยชัย” แกนนำพรรคเพื่อไทย และในฐานะที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์พิเศษ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” สะท้อนมุมมองทางการเมือง ตลอดจนบทบาท และทิศทางการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน อันจะมีความสำคัญต่อบริบทการเมืองทั้งในและนอกสภาผู้แทนราษฎร มีสาระที่น่าสนใจดังนี้
- การทำงาน ทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน เพื่อตรวจสอบ ติดตามการบริหารนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน มีความยากง่าย อย่างไรบ้าง
ต้องยอมรับว่าฝ่ายค้านไม่สามารถทำงานได้ราบรื่นง่ายดายนัก เพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ต่อเนื่องมาจากการยึดอำนาจในช่วงปี 2557 มีการใช้อำนาจยึดครอง ล้มล้างรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย มีอำนาจพิเศษเบ็ดเสร็จเด็ดขาดด้วยมาตรา 44 ต่อเนื่องมาจนกระทั่งรัฐบาลนี้ ทั้งกระบวนการและกลไกต่าง ๆ ก็มีโอกาส หรือตัวนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ทำหน้าที่ในการกำหนดตัวบุคคล กฎเกณฑ์ กติกาหลังการยึดอำนาจว่าจะให้ระบอบประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่นี้มีลักษณะอย่างไร มีการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการยุติเรื่อง โยกย้าย จัดการต่าง ๆ เพื่อจะปรับปรุงกลไกต่าง ๆ ภายใต้ข้ออ้างว่าจะปฏิรูปให้ดีขึ้น ดังนั้นต้องยอมรับว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ถึงแม้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะพยายามบอกว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นคนละชุดกัน แต่กลไกการควบคุม กำกับ และดำเนินการของอำนาจยังเป็นชุดเดิมตั้งแต่คสช.ดำเนินการมา จะเห็นว่าแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายนำฝ่ายการเมืองเข้ามา แต่กลไกอำนาจกับตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญ ๆ นั้นก็ยังอยู่ภายใต้กลไกอำนาจเดิมที่ยึดอำนาจมา ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานความมั่นคง หรือเศรษฐกิจยังเป็นกลุ่มอำนาจเดิมและเกือบจะเป็นคน คนเดียวกัน
แต่สิ่งที่ชัดเจนและทำให้คนเข้าใจง่ายคือรูปธรรมของผลงานกับสภาพที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นมันเป็นคำตอบชัดเจนอยู่แล้ว รัฐบาลพยายามจะบอกว่าตัวเองประสบความสำเร็จในการบริหารเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าประสบความสำเร็จประชาชนก็ต้องรู้สึกว่าชีวิตเขาดีขึ้น ปัญหาต่าง ๆ ในทางเศรษฐกิจ มีการค้าขายที่ดีขึ้น เรื่องนี้ไม่ว่ารัฐบาลจะบอกว่าจีดีพีจะโตขึ้นเท่าไหร่หรืออะไรก็ตามแต่ แต่ประชาชนตบไปบนกระเป๋าเงิน ในกระเป๋ามันไม่มีเงินอยู่ กลไกทางเศรษฐกิจมันแห้งแล้ง กลไกการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นการลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยวหรือการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนมันไม่มี เศรษฐกิจไม่ดี การลงทุนติดขัด โรงงานอุตสาหกรรมผลิตได้ไม่เต็มศักยภาพที่มีอยู่ การส่งออกตัวเลขหายไป เป็นต้น
- หลายคนกำลังจับตา "การอภิปรายไม่ไว้วางใจ" ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องเผชิญ ฝ่ายค้านตั้งเป้าเอาไว้อย่างไรบ้าง
การอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคร่วมฝ่ายค้านได้คุยหลักการร่วมกันแล้ว เรื่องทั้งหมดรวมศูนย์อยู่ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ส่วนคนอื่น ๆ นั้น ก็อาจมีรายละเอียดที่ไปเกี่ยวพันกัน ขึ้นอยู่กับข้อมูล หรือมีเรื่องถึงขั้นที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีท่านใด เราก็จะยื่นคนนั้นด้วย ก็ต้องมาตกลงกัน ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ นั้น เราแน่นอนอยู่แล้ว เพราะเป็นกลไกหลัก เป็นศูนย์กลางของปัญหาทั้งหมด เพราะดูทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง เป็นนายกฯ ที่ต่อเนื่องมาจากกลุ่มเดิม เป็นคนเลือกรัฐมนตรีเข้ามา
อย่างไรก็ตาม การอภิปรายไม่ใช่เวทีฝึกพูด ไม่ใช่เอาใครก็ได้ขึ้นมา แล้วพูด ๆ แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นการประหารชีวิตกันทางการเมือง เป็นมาตรการสูงสุดที่ฝ่ายค้านกำลังบอกกับประชาชนว่าเราไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีชุดนี้ รวมถึงตัวนายกฯ
ซึ่งก็ต้องมีเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ไว้วางใจ ดังนั้นไม่ใช่นึกว่าอยากจะเอาใครขึ้นมาอภิปราย ไม่ใช่การเอาคนที่ชอบหรือไม่ชอบมาอภิปราย แต่ต้องมีหลักฐานที่จะมาอภิปรายว่าเขามีความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร
ต้องมีหลักฐานว่าที่เราไม่ไว้วางใจ เพราะเขาทำผิดอะไร ผิดรัฐธรรมนูญตรงไหน มีพฤติกรรมอะไรที่ไม่น่าไว้วางใจ คุณสมบัติไม่เหมาะสมอย่างไร ซึ่งหลังจากยื่นญัตติไม่ไว้วางใจแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็จะเกิดขึ้นบนพื้นฐานที่ประธานสภาฯ จะไปหารือกับรัฐบาลว่ามีความพร้อมเมื่อไหร่อย่างไร แล้วเขาจะเป็นคนกำหนดว่าเราเห็นชอบด้วยหรือไม่
เมื่อก่อนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นง่าย แค่เขียนญัตติยื่นไป ไม่ต้องไปหารือร่วมกับใคร แต่ครั้งนี้เราต้องหารือร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ต้องหารือว่าแต่ละพรรคมีความคิดเห็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าพรรคเพื่อไทยมีเสียงมากกว่า แล้วเราต้องกำหนด มันไม่ใช่ เราต้องเคารพในความเป็นพรรคการเมืองของแต่ละพรรคด้วยกันทั้งสิ้น ต้องฟังความเห็นทุกคน
- ที่บอกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นการ “ประหารชีวิตทางการเมือง” ขณะนี้ข้อมูลที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ อย่างไร
คำว่าประหารชีวิตทางการเมือง หมายความว่าเห็นพ้องต้องกันชัดเจน และทุกฝ่ายมีจิตสำนึกในการรู้ถูก ผิด ชั่วดีชัดเจน อาจเกิดการแปรเปลี่ยนการตัดสินใจทางการเมืองมาร่วมกันลงมติได้ หรืออีกประการถึงแม้ในสภาจะมีความเกรงอกเกรงใจกัน หรือเมื่อเราอภิปรายตัวนายกฯ คนอื่นจะทำมันก็ยาก แต่ความหมายคือเราสามารถทำให้ประชาชนเขารู้สึกและเข้าใจได้ว่าข้อมูลที่ฝ่ายค้านมี เหตุผลที่ฝ่ายค้านยื่น และหลักฐานที่ฝ่ายค้านเสนอทั้งหมดนั้น มันเป็นหลักฐานที่ชี้ชัดจริง ๆ ว่าคุณไม่มีคุณสมบัติ ไม่มีประสิทธิภาพ คุณไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ แค่นี้ก็จบแล้ว เพราะทั้งหมดในระบบประชาธิปไตย เสียงของประชาชนเป็นพื้นฐานสำคัญ
ดังนั้นถ้าเราจะอธิบายอย่างไรในสภาฯนั้นไม่สำคัญเท่าประชาชนได้ตัดสินใจอย่างไรหลังจากฟังอภิปราย หากประชาชนเห็นว่านายกฯ หรือรัฐมนตรีนี้ ไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ ประชาชนไม่ยอมรับหรือไม่ให้ความไว้วางใจก็ถือว่าจบแล้ว ถึงจะฝืนไปอย่างไร นั่งอยู่ในตำแหน่งต่อไปอย่างไร มันก็จบแล้วในทางการเมือง นี่คือการประหารชีวิตทางการเมือง
- วันนี้สำหรับฝ่ายค้าน ถือว่าเรามีช่องทาง มีเครื่องมือตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาลได้เต็มที่ และมีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง เช่น การมีเวทีสภาฯ เพื่อตรวจสอบ
วันนี้ฝ่ายค้านเห็นว่าภายใต้รัฐบาลที่บริหารประเทศโดยมีกฎกติกาที่ตัวเองออกแบบไว้เกื้อหนุนตัวเอง และมีกลไกลอำนาจรัฐกับผู้บริหารในหมู่ราชการทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุม ดูแล กำกับ สั่งการ แต่งตั้ง โยกย้ายจากตัวเองทั้งหมด กลไกต่าง ๆ มันยากลำบาก ดังนั้นสิ่งที่ฝ่ายค้านพยายามทำตอนนี้ ต้องทำในทุกเงื่อนไขที่ตัวเองสามารถทำได้ทั้งสองแบบสองทางคือในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นหน้าที่บทบาทหลักของฝ่ายค้าน เราทำหน้าที่นี้ในยามปกติ หรือในยามที่เกิดการวิกฤติต่าง ๆ ก็จะแปรผันไปตามสถานการณ์
ขณะนี้เราใช้กลไกสภาฯในการตั้งกระทู้ตั้งคำถามหารือเรื่องราวต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งอภิปราย หรือสัมภาษณ์สื่อมวลชน เพื่อจะเอาปัญหาต่าง ๆ ชี้ให้เห็นว่ามีปัญหา และควรต้องทำ หรือใส่ใจเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งมันไม่เพียงพอ อีกทั้งรัฐบาลหรือกลไกของรัฐก็ไม่ได้สนใจกลไกของสภาฯสักเท่าไหร่ และกติกาที่มีอยู่ก็ไม่ได้เอื้อให้ทำอะไรได้มากนัก แต่เราก็ทำไป
ยกตัวอย่างกรณีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลก่อนหน้านี้ จะเห็นว่าฝ่ายค้านเคยยื่นอภิปรายทั่วไปไม่ลงคะแนนเสียง นั่นหมายความว่าเราไม่ได้มุ่งหวังจะล้มรัฐบาล แต่มุ่งหวังจะเปิดเวทีอภิปรายชี้ให้เห็นเราเห็นว่ามีปัญหาอะไร ซึ่งเราก็ทำไป และครั้งนี้แม้จะเป็นสมัยประชุมแรกก็ตามแต่เนื่องจากจะอ้างว่าแค่สมัยประชุมแรก เรายังไม่ทันทำอะไร ก็ไม่ได้ เพราะรัฐบาลทำงานต่อเนื่องจากรัฐบาลปฏิวัติยึดอำนาจมา 5 ปีแล้ว ดังนั้นยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ก็จะเป็นกลไกที่เราใช้ทำงาน
นอกจากนี้เรามีฝ่ายค้านกิจกรรมของฝ่ายค้านนอกสภาฯที่เราทำงานอยู่ ดังนั้นจะเห็นว่าในพรรคฝ่ายค้าน 6-7 พรรคเราร่วมมือกัน ซึ่งนอกสภาฯจะทำงานกับสาธารณชน ทำงานกับประชาชนที่กว้างขวางขึ้น และทำงานกับสื่อมวลชน สถาบันทางวิชาการ เพราะในสภาเราก็จะมีวิธีพูดได้จำกัด เวลาที่จำกัด และคนพูดได้จำกัด แต่นอกสภาเราอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์กติกาที่สภาฯ จะควบคุมได้ แต่อย่างไรก็ตามอยู่ภายใต้กฎกติกาของระบอบประชาธิปไตย พรรคร่วมฝ่ายค้านทำงานตรวจสอบคู่ขนานกันไปทั้งในสภาฯและนอกสภาฯ
- การอภิปรายฯ ครั้งนี้ สำหรับพรรคเพื่อไทยเอง วิตกเรื่อง "งูเห่า" หรือไม่ เพราะอาจมีการโหวตสนับสนุนยกมือให้กับฝ่ายรัฐบาล
งูเห่าเป็นนวัตกรรมของไทยที่ถูกออกแบบมาจากผู้มีอำนาจกลุ่มนี้ เป็นเรื่องที่เรารู้อยู่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องกังวลอะไร เราเพียงแต่ต้องเผชิญกับมัน และหาทางทะลุทะลวงคลี่คลายออกไปให้ได้ งูเห่าเกิดขึ้นจากผู้มีอำนาจออกแบบกฎกติกาให้เอื้อผู้มีอำนาจ และใช้ผลประโยชน์ในรูปของเงินทองหรือการให้ประโยชน์และเสียประโยชน์ จากแต่ละคนที่มีปัญหาเฉพาะของตัวเองไป
“ผมคิดว่าปัญหางูเห่ามีผลกระเทือนอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ใช่สาระสำคัญที่จะเป็นปัญหาสำหรับเราทั้งหมด เพราะทั้งหมดที่สุดถึงที่สุดแล้ว กระบวนการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน ดังนั้นถ้าเราสามารถเคลียร์เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ประชาชนรับรู้ ใครเป็นงูเห่า ก็เท่ากับว่าเขากำลังประกาศฆ่าตัวเองทางการเมืองต่อหน้าประชาชน
ผมเชื่อว่าความถึงพร้อมของประชาชนจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ งูเห่าก็จะถูกกำจัดไป อย่างไรก็ตามงูเห่าเหล่านี้อาจทำให้ฝ่ายค้านมีความยุ่งยาก ทำให้คะแนนเสียงของเราที่จะทำให้มีประสิทธิภาพถูกบิดเบือนเฉไฉไป แต่ถึงที่สุดแล้วฝ่ายค้านก็พุ่งเป้าไปอยู่ที่ความรับรู้และความเข้าใจของประชาชนจากภายนอก”
- คิดว่าหลังการอภิปราย สังคมจะได้เห็นอะไรบ้าง
อย่างน้อยจะเป็นการตอกย้ำให้ประชาชนเห็นว่าอำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ประชาชน ถ้าประชาชนสามารถเห็นความสำคัญของอำนาจของตัวเอง และลุกขึ้นมาแสดงความชัดเจนให้มากขึ้น เพราะถ้าตัวเองไม่พอใจกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ และไม่พอใจกับสิ่งต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่กับชีวิตของประชาชน มันก็จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระดับใดระดับหนึ่ง หรือในบางระดับก็จะยิ่งไปตอกย้ำและชี้ให้เห็นถึงประชาชนมีอำนาจในการบริหารจัดการสังคมทั้งสังคมได้
นอกจากนี้เราอยู่ในระบบการเมืองที่เปิด ซึ่งการเมืองในระบบที่เปิด เราสามารถใช้เวทีและหยิบยกเอาเรื่องราวต่าง ๆ มาทำให้คนในสังคมไทยหูตาสว่างชัดเจนและเห็นได้มากขึ้น ไม่ใช่ไปหลงยึดติดหรือชื่นชมอยู่กับตัวผู้มีอำนาจ ตัวนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น การที่เราสามารถหยิบเอาตัวอย่างรูปธรรมหรือเลยเถิดไปจนสามารถชี้ให้เห็นได้ว่านายกฯ นั้นไม่ได้คัดสรรบุคคลที่มีความถึงพร้อมและดีงามเพียงพอมาบริหารประเทศ หรือกระทั่งที่บอกว่าจะมาปราบให้ทุจริตคอร์รัปชัน กลายเป็นว่าในรัฐบาลที่เป็นผู้อาสามาปราบทุจริตคอร์รัปชั่นก็มีเรื่องเหล่านี้มากมายเยอะแยะไปหมด จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ประชาชนไม่อาจนิ่งนอนใจกับคนกลุ่มใดก็ตามหรือนักการเมืองคนไหนก็ตามที่เข้าไปสู่อำนาจจะต้องมีระบบการควบคุมตรวจสอบเพื่อให้การใช้อำนาจนั้นไม่ถูกใช้ไปอย่างผิดทิศผิดทาง
- สถานการณ์และบรรยากาศการเมืองวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง มีจุดไหนที่น่าเป็นห่วงหรือไม่
เป็นห่วงอนาคตของประเทศ ในเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ เพราะภาวะเศรษฐกิจขนาดนี้น่าเป็นห่วงอยู่แล้วจากสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมโลก รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา และยิ่งน่าเป็นห่วงมากยิ่งขึ้นไปอีกหากตัวผู้รับผิดชอบบริหารใหญ่ที่สุดของประเทศบริหารเศรษฐกิจไม่เป็น แล้วยังใช้การมีอำนาจของตัวเองแทนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเพื่อเพิ่มทางเลือกช่องทางให้เราสามารถแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน กลับไม่ทำ แต่กลายเป็นการอำนวยประโยชน์ให้กับพวกพ้องตัวเอง รัฐบาลแค่เข้ามาบริหารประเทศเพียงแค่ไม่กี่เดือน เพียงสมัยประชุมแรก ยังสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลว ความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลมากขนาดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการไม่มีความสามารถของผู้นำที่จะบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะประเทศในปัจจุบัน เป็นภาวะที่วิกฤตทั้งภัยธรรมชาติ ภัยการเงิน ภัยเศรษฐกิจของทั่วโลกที่กำลังเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามเขากำลังเอาอำนาจที่จะหาทางเลือกและทางรอดให้พี่น้องประชาชนไปอยู่ในมือคนที่ไร้ประสิทธิภาพ มันยิ่งกำลังจะสร้างทางตันให้กับพี่น้องประชาชนมากขึ้น เศรษฐกิจในปีหน้าหากฟังนักวิเคราะห์ทางการเงินหรือเศรษฐกิจมันจะยิ่งซบเซา และยาวนานไปหากเราไม่ได้ผู้นำที่สามารถบริหารทรัพยากรต่าง ๆ ดึงความร่วมมือจากทุกฝ่ายได้ ไม่ใช่ผู้นำที่ใช้อารมณ์ความรู้สึกของตัวเองเป็นมาตรฐานในการกำหนดทิศทางของประเทศ ประเทศไทยมันจะไปสู่ภาวะวิกฤตที่หนักขึ้นไปอีก และประชาชนคนไทยจะเผชิญกับภาวะแบบนี้รุนแรงมากขึ้น เมื่อเศรษฐกิจแย่ ความไม่สามารถที่จะพึ่งพาตัวเองก็แย่ วิกฤตการณ์ต่าง ๆ มันจะทับถมไปสังคมไทยจะยิ่งร้าวลึก และลำบากมากขึ้นไปอีกนี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงของสังคมไทย
“วันนี้ถ้าเราคิดว่าเศรษฐกิจกับทิศทางอย่างนี้มันมีปัญหา และถ้าเราคิดว่าคณะรัฐบาลชุดนี้ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำ ก็ต้องเร่งเปลี่ยน และผมคิดว่ารัฐบาลมี ทางเลือกในระบอบประชาธิปไตยที่สง่างาม คือ ตัดสินใจลาออกไปหรือไม่ก็คืนอำนาจให้ประชาชนให้เขาไปตัดสินใจใหม่ ถ้ายังฝืนไปอย่างนี้ก็เท่ากับว่าเอาชะตากรรมของประชาชนทั้งประเทศและเอาอนาคตของทั้งประเทศมาขึ้นอยู่กับความหวงในอำนาจ หรือความพึงพอใจเฉพาะของตน ประเทศจะประสบชะตากรรมที่แย่ในอนาคต”
- เสถียรภาพของพรรคร่วมฝ่ายค้านเป็นอย่างไรบ้าง เพราะมีนักการเมืองที่เป็น "มวยรุ่นใหญ่" หลายคนไม่ได้เข้าไปมีบทบาทในสภาฯ เป็นอุปสรรคหรือไม่
นี่คือปัญหาที่เป็นอุปสรรคของระบอบประชาธิปไตย และของการเมืองในประเทศไทยทุกฝ่าย เพราะอย่างที่บอกว่ากลุ่มผู้มีอำนาจได้ออกแบบ ซึ่งความจริงคิดว่าจะเป็นการออกแบบเพื่อแก้วิกฤติการณ์แต่กลับยิ่งสร้างวิกฤติการณ์ซ้ำขึ้นไปอีก และเป็นการออกแบบมาเพื่อการสืบทอดอำนาจของกลุ่มตนเองเท่านั้น ดังนั้นการออกแบบแบบนี้ทำให้นักการเมืองรุ่นใหญ่หรืออีกหลายหลายคนที่มีความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองไม่มีโอกาสเข้ามาสู่กลไกในกระบวนการทางการเมืองที่จะมาแก้ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้
ตรงนี้ก็เป็นปัญหา คิดว่าการที่รัฐบาลยังหวงแหนอยู่ในอำนาจและบริหาร ไม่ได้ส่งผลสะท้อนให้เห็นว่าชีวิตปัจจุบันของคุณจะดีขึ้นแค่ไหน มันก็จะเป็นปัญหาที่สั่งสม ก็เหมือนกับระเบิดเวลาที่รอวันระเบิด ซึ่งเราไม่ควรปล่อยให้สังคมเราพัฒนาการไปจนถึงจุดนั้น ทางที่ดีที่สุดระบบมีอยู่และกลไกของระบบก็เปิดช่องทาง
พล.อ.ประยุทธ์ไม่ใช่คนที่มีความสามารถทุกด้าน พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะเป็นนายทหารที่ดีมีความสามารถ แต่เวลานี้เราไม่ได้กำลังรบอยู่สมรภูมิสงครามที่ต้องใช้นักการทหาร แต่เรากำลังสู้กับสงครามเศรษฐกิจ เรากำลังสู้กับการจัดสรรทรัพยากรสู้กับภัยธรรมชาติ สู้กับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพในโลกยุคใหม่ ซึ่งมีเทคโนโลยีและมีการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในระบบการผลิตต่าง ๆ อย่างมากมาย เราต้องการนักบริหาร และนักการจัดการทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ
ดังนั้นคิดว่ามันหมดยุคของพล.อ.ประยุทธ์ เขาควรต้องหลีกทางและเปิดโอกาสให้สังคมปรับตัว โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ถ้าเรายังมัวมะงุมมะงาหรา และยังอยู่กันที่เดิมเราจะเป็นประเทศที่ล้าหลังที่สุด อย่างน้อยที่สุด 5 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า เราเคยเป็นประเทศที่อยู่อันดับต้น ๆ ในหลาย ๆ เรื่อง แต่วันนี้เราล้าหลังในหลาย ๆ เรื่อง
วันนี้เราไม่มีอะไรน่าภาคภูมิใจที่เหลืออยู่แล้ว มิหนำซ้ำนอกภายใต้วาทกรรมที่เรารู้สึกว่ากลุ่มผู้มีอำนาจปัจจุบันที่เข้ามาเป็นกลุ่มคนดีที่จะเข้ามาบริหารจัดการประเทศ ไม่ได้ทำอะไรให้มีการเปลี่ยนแปลงไปเหนือจากที่เคยเป็นอยู่เลย มิหนำซ้ำวันนี้บอกว่าจะมาปราบโกง แต่วันนี้เราติดตัวเลขที่เป็นประเทศที่อยู่ในเครือข่ายที่ถูกจัดอันดับคอร์รัปชัน วันนี้มันพิสูจน์ชัดว่ารัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ไม่มีความสามารถ และประเทศกำลังต้องการโอกาส แต่วันนี้เรากำลังทำลายโอกาสของเราอยู่ทุกวัน กำลังทำลายอนาคต ถ้าไม่รีบเปลี่ยนแปลงให้เราสามารถใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ฟื้นคืนกลับมา เราก็จะกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังอยู่ติดอันดับท้าย ๆ ของโลก
- สุดท้ายช่วยยืนยันความพร้อมของพรรคร่วมฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในครั้งนี้
คิดว่าฝ่ายค้านในขณะนี้แม้ว่าจะเผชิญกับวิกฤติการณ์ของการใช้อำนาจผลประโยชน์และอิทธิพลต่าง ๆ ในการที่จะทำให้เราไม่สามารถทำหน้าที่ของเราได้อย่างเต็มที่ แต่ยืนยันว่าหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านที่มีอยู่ทั้งหมด 6-7 พรรค เรามีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว และเป็นเอกภาพพอสมควร สิ่งที่เรากำลังทำนั้น เรากำลังทำหน้าที่ตอบสนองผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในการตรวจสอบรัฐบาลและยังร่วมมือกันดี จุดยืนอุดมการณ์ที่เป็นอยู่ขณะนี้เราทำงานได้เต็มที่ อาจจะมีปัญหาอยู่บ้างกับบางพรรค ซึ่งขณะนี้ก็รอความชัดเจนอยู่
แต่ถ้าถามว่ามีปัญหาหรือไม่ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ของพรรคฝ่ายค้านทั้งหมดยังมีจุดยืนที่แนวแน่ เพราะเรารักษาอุดมการณ์เป็นสิ่งที่ร้อยรัดเรา เราต้องการเห็นความเป็นประชาธิปไตยภายใต้อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นสิ่งสำคัญ เชื่อว่าวันนี้ไม่มีบทรัฐบาลไหนจะอยากคุยกับรัฐบาลที่อยู่ในเครื่องแบบที่ได้อำนาจมาจากการปฏิวัติรัฐประหารหรือจะแปลงร่างมา คิดว่าวันนี้เขาต้องการรัฐบาลที่มีประชาธิปไตย และต้องการทำให้กลไกประชาธิปไตยทั้งหมดเป็นกลไกจที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และจะสามารถเอื้ออำนวยทำให้เกิดความเชื่อมั่นทั้งหมดของประเทศไทยที่ผ่านมา
สิ่งที่เราเสียหายไปกับความเชื่อมั่นในประเทศไทย ความเชื่อมั่นในกลไกของระบอบการเมืองของประเทศเพราะฉะนั้นถ้าเรายังไม่สามารถฟื้น และสร้างความเชื่อมั่นของประเทศให้เกิดขึ้นกับสังคม เชื่อว่าประเทศเราจะไปลำบากดังนั้นเชื่อว่าพรรคฝ่ายค้านยังจะเป็นพลังสำคัญในการทำให้สังคมไทยหวนคิดกลับมาและเริ่มต้นที่จะดึงความเป็นประชาธิปไตยกลับมาในสังคมให้มากที่สุด และกลไกประชาธิปไตยจะสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็วที่สุด