“ศรีสุวรรณ” ร้อง "กกต." สอบกราวรูด18ว่าที่สส.ถือหุ้นสื่อ
“บิ๊กป้อม”ยันฟ้องเว็บไซต์กุข่าวรวยติดอันดับเอเชีย ยันแจ้งทรัพย์สิน ปปช.ชัดเจนแล้ว ย้อน“ธนาธร”เล่นการเมืองนอกสภาฯ ถูกต้องตาม กม.หรือไม่ เผยยังไร้เหตุป่วนวุ่นวาย “เรืองไกร”ร้อง“ผู้ตรวจฯ”สอบ“กกต.”เลือกปฏิบัติแจ้งข้อหา“ธนาธร” ถือหุ้นสื่อ แต่ไม่ตรวจสอบ“บิ๊กตู่”เปิดโซเชียลจ้อ ปชช. “ศรีสุวรรณ”ยื่น กกต. สอบอีก 11 ว่าที่ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ปมถือหุ้นสื่อ เตรียมร้องเพิ่ม“พปชร.-พท.”อีก 7 คน ด้วย 2 พ.ค.นี้ “จุรินทร์”หอบเอกสาร61กระดานยัน “สินธพ”ชนะอนค. 4 คะแนน ด้าน“สาธิต”แฉ จนท.ประจำหน่วยที่ 25 กรอกคะแนนให้ผิดเบอร์ จี้กกต.เร่งประกาศผลอย่างเป็นทางการ “เพื่อชาติ”ปัดยกก๊วนร่วมรัฐบาล“พลังประชารัฐ” ยันพรรคไม่ขายอุดมการณ์ “วันนอร์”ปัดแอบเจรจาต่อรอง“พปชร.”ตั้งรัฐบาล ชี้คิดกันไปเอง ยัน“ประชาชาติ”หนุนฝ่าย ปชต.เช่นเดิม ขณะที่“สุรพล”ร้องศาลปกครอง สั่ง กกต.ระงับเลือกตั้งใหม่เขต 8 เชียงใหม่–ทบทวนแจกใบส้ม
เมื่อวันที่ 29 เม.ย.62 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่เว็บไซต์อินเวสติ้ง รายงานข้อมูลเรื่องมีรายชื่อเป็นบุคคลร่ำรวยระดับเศรษฐีของทวีปเอเชีย ว่า เป็นเรื่องของข่าวปลอม หรือ fake news ซึ่งจบไปแล้ว ถามว่าตนจะมีรายได้อะไร เพราะไม่ได้ทำอะไร โดยจะมีการดำเนินการกับเว็บไซต์ดังกล่าวตามขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อดำเนินคดีต่อไป
ทั้งนี้ ในส่วนของทรัพย์สินของตนทั้งหมดก็ได้รายงานให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รับทราบหมดแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร แต่กังวลเพียงเรื่องเดียวคือเรื่องข่าวปลอม
พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงกรณี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ระบุถ้าไม่ได้เข้าไปในสภาฯก็จะออกมาเล่นการเมืองนอกสภาฯ ว่า ถามว่าทำแบบนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ถ้าถูกต้องก็ดำเนินการไป ในส่วนเรื่องของความวุ่นวายนั้นตอนนี้ยังไม่มีอะไร ทุกอย่างยังคงเดินไปตามกฎหมาย ยังไม่มีเรื่องการปลุกระดมหรือเรื่องใดๆทั้งสิ้น
ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักษาชาติ เข้ายื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเสนอความเห็นต่อศาลปกครองว่า กฎ คำสั่ง การกระทำของณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่ เนื่องจาก กกต.ได้แจ้งข้อกล่าวหากับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. โดยเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด จำนวน 675,000 หุ้น
นอกจากนี้ กกต.ยังได้ยื่นฟ้องผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆ ต่อศาลฎีกาแล้ว 11 ราย แต่ กกต.กลับไม่รับตรวจสอบกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเปิดเฟซบุ๊ก อินสตราแกรม ทวิตเตอร์ และเว็บไซต์ส่วนตัวเพื่อสื่อสารกับสาธารณชน จึงถือเป็นเจ้าของสื่อมวลชนใดๆ ที่เข้าข่ายขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญเช่นกัน
นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า การปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดของกกต. ระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ กับนายธนาธร อาจทำให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เลือกพรรคอนาคตใหม่ไปกว่า 6 ล้านเสียง มองว่าเป็นเจตนาเพื่อให้ส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งทั่วไปของพรรคอนาคตใหม่ และอาจถูกตั้งข้อสังเกตว่า นายกฯ เป็นเจ้าของสื่อไม่ผิด แต่นายธนาธรเป็นผู้ถือหุ้นสื่อกลับผิด ตนจึงยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจฯ ให้เสนอความเห็นไปยังศาลปกครองว่าการกระทำของกกต.มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือไม่
วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นคำร้องต่อกกต.กรณีที่ได้รับแจ้งข้อมูลมาจากประชาชนจำนวนมาก เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และว่าที่ ส.ส. ของพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเมื่อตรวจสอบยืนยันกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยตรวจสอบหนังสือบริคณห์สนธิ ทะเบียนนิติบุคคล รวมถึงวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้วพบว่า มีผู้สมัครรับเลือกตั้งและว่าที่ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่จำนวน 11 ราย ปรากฏเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ตาม มาตรา 98 (3) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ประกอบ มาตรา 42 (3) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.
โดยรายชื่อดังกล่าวประกอบไปด้วย 1.นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9 เป็นกรรมการบริษัท แอมฟายน์ โปรดักชั่น จำกัด และกรรมการบริษัท เฮด อัพ โปรดักชั่น จำกัด 2.นายวินท์ สุธีรชัย ผู้สมัครส.ส.แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 19 เป็นกรรมการบริษัท ดับบลิวซีดี วิชั่น จำกัด 3.นายคารม พลพรกลาง ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 26 เป็นกรรมการบริษัท สำนักพิมพ์สามพอ จำกัด 4.นายวรภพ วิริยะโรจน์ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 38 เป็นกรรมการบริษัท โปรโมชั่นแม็กกาซีน จำกัด 5.นายวรกร ฤทัยวาณิชกุล ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 71 เป็นกรรมการบริษัท เฮลโลฟิล์มเมคเกอร์ จำกัด
6.นายฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล จำกัด ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 94 เป็นกรรมการบริษัท ดิ เอ็กซ์คลูซีฟ จำกัด 7.นายหรินทร์ ยุวรัตนาพร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 111 เป็นกรรมการบริษัท อินเซน ออดิโอเวิร์ค แอนด์ สตูดิโอ จำกัด 8.น.ส.นรีรัตน์ สุขวรรณรัตน์ ผู้สมัครส.ส. แบบแบ่งเขต เขต 2 จังหวัดสระบุรี เป็นกรรมการบริษัท บอส แอนด์ ธอส โปรเจคท์ จำกัด 9.นายวีระชน นามประกาย ผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขต เขต 4 จังหวัดสกลนคร เป็นกรรมการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด วชิรวิชญ์ เคเบิ้ลทีวี นอกจากนี้ยังเป็นกรรมการห้างหุ่นส่วนจำกัดนครพนม ทีวี แอนด์ เน็ทเวิร์ค 10.นายปิยเมษฐ ประณีตพลกรัง ผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขต เขต 14 จังหวัดนครราชสีมา เป็นกรรมการห้างหุ้นส่วนจำกัด พีเอสบี คอมมูนิเคชั่น และ11.น.ส.กัลยารัตน์ กิตติกัลยานนท์ ผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขต เขต10 จังหวัดขอนแก่น เป็นกรรมการห้างหุ้นส่วนจำกัด หวานชุมโปรโมชั่น
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ตนจำต้องทำความจริงให้ปรากฏเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานสำหรับนักการเมืองที่จะเข้ามาสู่ระบบการเมืองของไทย ต้องไม่มีข้อเคลือบแคลงสงสัยและอยู่ภายใต้การบังคับใช้ของกฎหมายอย่างเคร่งครัดในเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตหลังจากที่ กกต. มีกำหนดจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไม่ต่ำกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ ในวันที่ 9 พ.ค. 2561 นี้ ตนจึงจะนำความพร้อมพยานหลักฐานของผู้สมัครรับเลือกตั้งและว่าที่ ส.ส. ของพรรคอนาคตใหม่ทั้ง 11 คน ไปยื่นคำร้องต่อ กกต. เพื่อระงับการประกาศผลและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งพร้อมลงโทษตาม ม.151 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ที่บัญญัติไว้ชัดเจนว่า
นอกจากนี้ ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทําหนังสือยินยอม ให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 20 ปี ด้วย
นายศรีสุวรรณ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังพบนักการเมืองที่ถือหุ้นสื่อ ซึ่งมีพรรคพลังประชารัฐ ประมาณ 2-3 ราย และพรรคเพื่อไทยประมาณ 3-4 ราย โดยตนจะเข้ายื่นคำร้องต่อกกต.เพิ่มเติมต่อไปวันที่ 2 พ.ค.นี้ และถ้าพบพรรคอื่นด้วยก็จะยื่นไม่ว่าจะฝ่ายประชาธิปไตย หรือฝ่ายสืบทอดอำนาจ ก็จะทำเช่นเดียวกัน
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายสาธิต ปิตุเตชะ รักษาการรองหัวหน้าพรรค และน.ต.สุธรรม ระหงษ์ ผอ.พรรค ร่วมกันแถลงผลการนับคะแนนใหม่ เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.นครปฐม ทั้ง 245 หน่วยเลือกตั้งเมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมาเกิดความสับสน
โดย นายจุรินทร์ กล่าวว่า จากที่ตนและตัวแทนพรรคเข้าร่วมสังเกตการณ์ตั้งแต่ต้นในการนับคะแนนทั้ง 61 กระดาน พบว่า พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ผู้สมัครของพรรคชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนน 35,711 ส่วน น.ส.สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ ผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนน 35,707 คะแนน ซึ่งมีคะแนนห่างกัน 4 คะแนนถือว่าพรรคประชาธิปัตย์ชนะ แต่ก็เกิดความสับสนที่กกต.ประกาศอย่างไม่เป็นทางการว่าพรรคอนาคตใหม่ชนะพรรคประชาธิปัตย์ 62 คะแนน ซึ่งทั้งหมดนี้ทางสำนักเลขาธิการพรรคได้รวบรวมข้อมูลและหลักฐานเป็นภาพถ่ายมีลายเซ็นกำกับ พร้อมลายเซ็นของเจ้าหน้าที่เซ็นกำกับทั้ง 245 หน่วยเลือกตั้ง ดังนั้นขอเรียกร้องให้กกต.เร่งประกาศผลอย่างเป็นทางการ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
ด้าน นายสาธิต กล่าวว่า จากหลักฐานที่รวบรวมมามีลายเซ็นของเจ้าหน้าที่เซ็นกำกับแต่ละกระดาน และจากการรวมคะแนนของพรรคได้มีการทบทวนถึง 4 ครั้ง พบว่าผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ชนะ 4 คะแนน รวมทั้งผู้สมัครอนาคตใหม่ได้โพสต์เฟสบุ๊กในเวลา 20 .12 น. ยอมรับผลการเลือกตั้งว่าแพ้อยู่ 4 คะแนน แต่อาจจะเกิดความผิดพลาดที่มีการให้สัมภาษณ์ของกกต.บางคนระบุว่าผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์แพ้อยู่ 62 คะแนน ดังนั้นขอให้กกต.ประกาศผลรับรองโดยเร็ว หากยืนยันตามที่กกต.ให้สัมภาษณ์ก็จะต้องมีคนรับผิดชอบในเรื่องนี้
นายสาธิต กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เรายังได้พบความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ของ กกต. ประจำหน่วยเลือกตั้งที่ 25 ลงคะแนนผิด โดยเอาคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ในหน่วยนั้นไปกรอกให้หมายเลข 1 พรรคประชาภิวัฒน์ ที่มีชื่ออยู่ด้านบนของชื่อพ.ท.สินธพ ทำให้เกิดการผิดพลาด
ต่อมา เมื่อเวลา 14.00 น. นายสามารถ นาคสกุล ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครปฐม(ผอ.กกต.จว.นครปฐม) แถลงที่สำนักงาน กกต.จว.นครปฐม เพื่อสรุปผลการนับคะแนนใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จ.นครปฐม หลังจากเกิดปัญหาสับสนระหว่างการนับคะแนน ว่า ใครเป็นผู้ชนะกันแน่ระหว่าง พ.ท.สินธพ แก้วพิจิตร ผู้สมัคร ส.ส.นครปฐม พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หรือ น.ส.สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ผลปรากฏว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนน 35,711 คะแนน ส่วนพรรคอนาคตใหม่ ได้คะแนน 35,707 คะแนน ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ เฉือนชนะเพียงแค่ 4 คะแนน ส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์ เป็นว่าที่ ส.ส.เขต 1 จ.นครปฐม อย่างไม่เป็นทางการ
ขณะที่ น.ต.สุธรรม ได้นำภาพเอกสาร ส.ส.5/18/1 ซึ่งเป็นเอกสารรายงานผลการนับคะแนนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ มาเป็นหลักฐานยืนยันผลอย่างเป็นทางการ ทั้ง 61 กระดาน 245 หน่วยเลือกตั้งมาเปิดเผย พร้อมระบุว่าเป็นหลักฐานอย่างเป็นทางการที่ติดประกาศไว้บริเวณนับคะแนนทุกหน่วย ที่รวบรวมมา และพรรคได้นำตัวเลขมารวมกัน ซึ่งทั้งหมดยืนยันชัดเจนว่าผู้สมัครของพรรคชนะ โดยหลักฐานจะมีเหมือนกัน 3 ชุดสามารถตรวจสอบได้คือที่กกต. ที่ประกาศนับคะแนน และหีบบัตร
ขณะที่ น.ส.เกศปรียา แก้วแสนเมือง โฆษกพรรคเพื่อชาติ เปิดเผยว่า การที่มีข่าวจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่า กำลังทาบทามพรรคเพื่อชาติ และพรรคประชาชาติ เข้าร่วมรัฐบาล ตนไม่ทราบว่าทางพรรค พปชร. ไปทาบทามผู้ใด เพราะตนได้สอบถามหัวหน้าพรรค คือ นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ซึ่งไม่ทราบข่าวการทาบทามนี้เช่นกัน พร้อมกันนี้หัวหน้าพรรคได้ยืนยันอุดมการณ์เดิมที่ได้ลงสัตยาบันร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตยทั้ง 7 พรรค โดยหัวหน้าพรรคได้กล่าวว่า “ผมคนทำธุรกิจ ยึดมั่นอุดมการณ์ประชาธิปไตย เป็นคนซื่อสัตย์และรักษาคำพูด และไม่ได้เดือดร้อนที่จะต้องเอาพรรคไปแลกผลประโยชน์กับเผด็จการ”
น.ส.เกศปรียา กล่าวต่อว่า ในฐานะส่วนตัว ตนไม่ขายอุดมการณ์ จิตวิญญาณ และไม่ทรยศประชาชนแน่นอน ตนเป็นคนรุ่นใหม่คนหนึ่งที่ยังมีอนาคตอีกยาวไกล และอยากให้อนาคตของประเทศไทยก้าวต่อไปข้างหน้า ไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่มาเกือบศตวรรษแล้ว ตนคิดว่าการที่ประเทศเป็นประชาธิปไตยแบบแท้จริงอำนาจต้องเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงเท่านั้น
ขณะเดียวกัน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ (ปช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการเสนอข่าวพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ทาบทามพรรค ปช.และพรรคเพื่อชาติ (พช.) ให้มาร่วมจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาต่อรอง ว่าขอปฏิเสธข่าวดังกล่าวว่าไม่เป็นความจริง ไม่มีการเจรจาต่อรองใดๆ ที่ผ่านมาตนไม่ได้พูดกับพรรคใดและปิดช่องทางการพูดคุย โดยการพูดคุยกับพรรคอื่นๆ ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรค ปช. เป็นผู้ติดต่อประสานงาน ดังนั้น หากมีเรื่องใดที่สำคัญต้องรายงานในที่ประชุมพรรคและตน ซึ่งข่าวที่เกิดขึ้นได้สอบถามไปที่เลขาธิการพรรคและได้ยืนยันว่าไม่มีการเจรจาทาบทามหรือพูดคุยกับพรรค พปชร.อย่างที่มีข่าว พรรค ปช.ยังยืนอยู่จุดเดิมคือการสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
“ช่วงนี้ทุกฝ่ายพยายามติดต่อกันหากมีการทาบทามจริงผู้มีอำนาจคงติดต่อผู้ใหญ่ในพรรค ปช. คงไม่ผ่านใครที่ไม่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ข่าวที่เกิดขึ้นอาจจะเกิดจากคนที่ติดต่ออาจไม่ใช่ผู้ที่รับผิดชอบของพรรคโดยตรงก็ได้ คือพวกอยากจะเอาหน้าว่าติดต่อคนนั้นได้หรือเจรจาแล้วรอคำตอบอยู่ ทั้งนี้ ผมยืนยันว่าไม่ได้ติดต่อใครข่าวที่เกิดขึ้นแสดงว่าคงคิดกันไปเอง อย่างไรก็ตาม วันที่ 30 เมษายน จะมีการประชุมพรรค ปช. คงจะมีการพูดคุยข่าวที่เกิดขึ้นและการดำเนินงานของพรรคก่อนถึงวันที่ 9 พฤษภาคม ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)” หัวหน้าพรรค ปช.กล่าว
ที่สำนักงานศาลปกครอง นายสุรพล เกียรติไชยกร อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เข้ายื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลปกครองสั่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ทบทวนคำสั่งสั่งระงับสิทธิสมัครชั่วคราว 1 ปี ตนเอง และระงับการสั่งจัดการเลือกตั้งใหม่ เขต 8 เชียงใหม่ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
โดย นายสุรพล กล่าวว่า ตนเห็นว่าคำสั่งของ กกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะตนบริจาคเงินให้กับพระจำนวน 2,000 บาท เป็นการส่วนตัว ไม่ใช่บริจาคให้กับวัด รวมทั้งพระก็ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงเห็นว่าตนเองไม่ได้ทำผิด พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 73 (2) อีกทั้งการดำเนินการสืบสวนของ กกต. ก็เป็นไปอย่างเร่งรัด โดยเฉพาะ กกต.จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้เสนอเรื่องให้ กกต.กลางพิจารณา ไม่ได้ให้เวลาตนในการชี้แจงแสดงหลักฐานอย่างเต็มที่ จึงเห็นว่ามติของ กกต.ดังกล่าวไม่ถูกต้อง และอยากของความเป็นธรรมต่อศาลปกครอง แต่ยังไม่รู้ว่าศาลจะรับพิจารณาหรือไม่ ทั้งนี้ส่วนที่ กกต.จะมีการดำเนินคดีอาญาและตนอาจจะถูกสั่งเพิกถอนสิทธิสมัคร (ใบดำ) หรือ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ใบแดง) นั้น ตนก็ได้มีได้รู้สึกกังวล เพราะมั่นใจว่าไมได้ทำผิด เพราะเป็น ส.ส.มา 8 สมัย และครั้งนี้จะเป็นสมัยที่ 9 ทุกคะแนนที่ได้มาเป็นคะแนนบริสุทธิ์มาจากผลบุญที่ตนได้ทำ ซึ่งได้มีกาเตรียมพยานหลักฐานต่างๆ ไว้สู้คดีแล้ว