วงจรอุบาทว์

การเมือง6 ก.ค. 2562 • 05:00 น.
วงจรอุบาทว์
ภาพจำสำหรับคณะรัฐมนตรี “ประยุทธ์2/1” อาจไม่สวยหรู ดูแพงตามที่หลายฝ่ายพยายาม “ปั้นแต่ง” กันเอาไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม แม้จะเป็นรัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้ง จนเกิดความชอบธรรมที่ทำให้พูดได้ว่า “นายกรัฐมนตรี” ที่ชื่อ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” มาจากระบอบประชาธิปไตย ก็ตาม ทว่าความเคลื่อนไหวตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา กลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึง “การเมืองในรูปแบบเก่า” วนอยู่กับ “วงจรเดิม” ที่ยึดเอา “ผลประโยชน์” และ “การต่อรอง” เป็นที่ตั้ง ! ระยะเวลากว่า 3 เดือนหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา “บิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ ถูกโจมตีจาก “7พรรคฝ่ายค้าน” ตลอดจนผู้คนในสังคม ในท่วงทำนองเย้ยเยาะด้วยความไม่พอใจว่า มี “นายกฯ” แต่ยังไม่มีครม.ชุดใหม่ เข้ามานั่งบริหารประเทศ หวังที่จะดึงเกม ลากยาวครองอำนาจในฐานะ “หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ” หรือคสช.มีดาบอาญาสิทธิ์ คือ “มาตรา 44” อยู่ในมือคอยกำราบทั้ง “ฝ่ายตรงข้าม”และ “พวกเดียวกัน” ไปอย่างนี้ โดยไม่จำเป็นต้องเดือดเนื้อร้อนใจ ใช่หรือไม่ ? กว่าที่จะปรากฏโฉมหน้า คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ “ประยุทธ์2/1” นั้นไม่เพียงแต่เวลาจะล่วงเลยไปเท่านั้น หากแต่ยังสะท้อน “ความวุ่นวาย” และ “ปัญหาภายใน” ของแต่ละพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำในพรรคต่าง “เปิดศึก” แย่งเก้าอี้รัฐมนตรี จนพรรคแทบสะเทือน มิหนำซ้ำยังปรากฏว่ารายชื่อ “ว่าที่รัฐมนตรี” ที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอชื่อเข้ามาตามโควต้า กลับต้องเผชิญกับ “เสียงยี้” จากสังคม จน พล.อ.ประยุทธ์ ต้องสั่ง “เปลี่ยนโผ” กันจ้าละหวั่น แต่ที่ดูจะหนักหนาสาหัส มากกว่าใครเพื่อน กลับกลายเป็นความวุ่นวาย ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาลเสียเอง ด้วยเหตุที่ “กลุ่มสามมิตร” นำโดย “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องมองเห็น “ความดีความชอบ” เนื่องจากกลุ่มสามมิตรได้ออกแรงใช้ “พลังดูด” ดึงแกนนำจากพรรคอื่น โดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทย ศัตรูสำคัญของคสช. ให้ย้ายมาอยู่ร่วมกันที่พลังประชารัฐ แม้กลุ่มสามมิตรจะโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่แล้วเมื่อภารกิจจบ “บำเหน็จ” ที่ได้รับกลับไม่คุ้มกับค่าเหนื่อยที่ลงแรงกันไป ! เพราะโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีของกลุ่มสามมิตร ก๋มีข่าวว่า ถูกเฉือนออกไป จากเดิมได้ 3 เก้าอี้รัฐมนตรี เหลือเพียงแค่ 2 มิหนำซ้ำ สุริยะ ยังต้องพลาดเก้าอี้ใหญ่ อย่างกระทรวงพลังงาน เพราะมีมือดี “ปล่อยข่าว” จนทำให้กลุ่มสามมิตร ต้องยอมกลืนเลือด ถึงกระนั้น กว่าที่ “อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ส.ส.พะเยา จะสามารถเคลียร์กันลงตัว กลุ่มสามมิตร ถึงกับเก็บงำความคับแค้นใจเอาไว้ไม่ไหว ต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวจนกลายเป็นเรื่อง “สาวไส้ให้กากิน” ทั้งเบื้องลึกเบื้องหลังที่ “อนุชา นาคาศัย” แกนนำในกลุ่มสามมิตรต้องเสียที่นั่งรัฐมนตรี จนตกขบวน “ประยุทธ์2/1” ไปในที่สุด แรงสั่นสะเทือน อันเกิดจากการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีที่ยังไม่ลงตัว ในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงกับนำไปสู่การที่พล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกสาร จากนายกฯ ขอโทษพี่น้องประชาชน ที่ปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ ส่งผล กระทบต่อการจัดตั้งรัฐบาล ที่สำคัญไปกว่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยัง “คำราม” ผ่านวรรคทองในสารจากนายกฯ จนถูกนำไปตีความว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขู่จะใช้วิธีการ “ยึดอำนาจ” อีกใช่หรือไม่ ? “การบริหารบุคลากรเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ทุกคนพึงพอใจ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือทำอย่างไร ประชาชนจะมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลและทุกพรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านให้มากที่สุด โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกอย่างจะเดินหน้าต่อไปเพื่อตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชน ในฐานะรัฐบาลของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งจะถือเป็นการเริ่มต้นปฏิรูปทางการเมืองของรัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อมิให้การดำเนินการทางการเมืองกลับไปเป็นปัญหาเช่นเดิม จนต้องเกิดการแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆ ที่ทุกคนไม่ต้องการขึ้นมาอีก” การแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรี ภายใต้ผลประโยชน์ที่ซุกซ่อนอยู่ในแต่ละกระทรวง กลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามว่านี่คือ “เงื่อนไข” ที่ทำให้เกิดภาพที่ถูกโจมตีเปรียบเปรยว่า นักการเมืองกำลัง “แย่งชามข้าว” กันอยู่โดยไม่สนใจทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนใช่หรือไม่ แท้จริงแล้วการเมืองไทย นอกจากจะไม่มีการปฏิรูป เปลี่ยน ปรับ จากหลุมดำอันเลวร้ายได้แล้ว ยังวนเวียนอยู่ใน “วงจรอุบาทว์” ที่เคยเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา เพราะนอกจากภาพการแย่งชิงเก้าอี้ในครม.ด้วยความดุเดือด เข้มข้นแล้วยังพบว่าการประชุมสภาฯหลายนัดที่ผ่านมา ก็เป็นเพียงเวทีที่เปิดโอกาสให้ “ฝ่ายค้าน” โยนประเด็นเรื่องตัวบุคคลเข้ามาสู่สภาฯ แทนที่จะเป็นปัญหาของพี่น้องประชาชน ที่กำลังเผชิญกับปัญหาปากท้อง การนำภาพของการเมืองไทย เมื่อปี 2514 กับ ณ วันนี้ เปรียบเทียบและ “เห็นภาพ” ได้ชัดเจน คือการยกเอาเหตุการณ์ในอดีต ของ “ชูชาติ ศรีแสง” อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้แสดงความเห็นผ่านเฟชบุค โดยได้พูดถึง คืนของวันที่ 17 พ.ย. 2514 จอมพลถนอม กิตติขจร หัวหน้าพรรคสหประชาไทย นายกรัฐมนตรี จากการเลือกตั้งในปี 2512 ได้ทำการยึดอำนาจรัฐบาลของตัวเอง เพื่อยุติปัญหาส.ส.ในพรรคพากันเรียกร้องผลประโยชน์ ซึ่งเมื่อไม่ได้ตามที่ต้องการ ก็ออกมาขู่ว่าจะลาออกจากพรรค ซึ่งดูจะสอดคล้องกับปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ เมื่อกลุ่มสามมิตรไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีตามที่ต้องการก็ออกมากดดันขู่ว่าจะปลด “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ออกจากเลขาฯพรรค นอกจากนี้ชูชาติ ยังระบุด้วยว่า นักการเมืองเหล่านี้ เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือของพวกพ้องและบริวาร เหมือนกับนักการเมืองเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน โดยที่ไม่เคยคิดถึงประโยชน์ของส่วนรวมของประชาชนและประเทศชาติเลยแม้แต่นิดเดียว มิหนำซ้ำ บรรดานักการเมืองที่มีพฤติกรรมที่ว่านั้นก็มีทั้งที่เป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน จะเห็นได้จากฝ่ายค้านที่เคยเป็นฝ่ายรัฐบาลมาก่อนก็มีพฤติกรรมไม่แตกต่างกัน จากเหตุการณ์ในอดีต เมื่อปี 2514 จนถึงวันนี้ 2562 เป็นเวลาเกือบ 5 ทศวรรษ แต่ทุกอย่างกลับวนกลับไปเหมือนเดิม ไม่ผิดเพี้ยน ทว่าในอดีตจอมพลถนอม เลือกใช้วิธีการยึดอำนาจรัฐบาลของตัวเองเพื่อปิดฉากความวุ่นวาย เป็นการตอบโต้นักการเมือง แต่สำหรับวันนี้ ดูเหมือนว่าพล.อ.ประยุทธ์ เองคงไม่เลือกใช้วิธีการเช่นเดียวกัน แม้จะ “หลุด” ออกมาผ่าน “สารจากนายกฯ” จนเหมือนเป็นการจงใจขู่นักการเมืองก็ตาม เพราะไม่เช่นนั้นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา อาจหนักหนาสาหัส และรุนแรง ทั้งแรงเหวี่ยงจากในและนานาประเทศที่เฝ้ามองความเป็นไปการเมืองของประเทศไทย ที่สำคัญไปกว่านั้นพล.อ.ประยุทธ์ ยังต้องไม่ลืมว่า “จุดจบ” ของจอมพลถนอม นั้นเจ็บปวดยิ่งนัก เพราะมีบทสรุปที่ต้องหนีออกนอกประเทศ แต่สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ จึงมี “ทางเลือก” ทางออกที่ดีกว่าในอดีต เพื่อกำราบและแก้ไขปัญหาการเมืองที่วุ่นวายตั้งแต่ต้นมือ ให้จบลงได้ไม่ยาก !