“จตุพร พรหมพันธุ์” “ผมไม่อยากให้บ้านเมือง กลับไปสู่จุดเดิม”
หมายเหตุ : “จตุพร พรหมพันธุ์” แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน ให้สัมภาษณ์พิเศษ รายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ถึงสถานการณ์การเมืองอันเข้มข้น เมื่อทุกฝ่ายต่างเดินหน้าเข้าสู่สนามการเลือกตั้งในปีนี้ 2566 ทั้ง “โอกาส” และ “ชัยชนะ” จะตกเป็นของฝ่ายใด?
นอกจากนี้ ในฐานะ “อดีตประธานนปช.” จตุพร ยังสะท้อนถึงทิศทางการเดินหน้าไปสู่แลนด์สไลด์ของพรรคเพื่อไทย และพี่น้องคนเสื้อแดง ตลอดจนการพูดถึง “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเขาเองเคยทำงานทางการเมืองชนิดสู้สุดตัวให้มาอย่างน่าสนใจ รายการสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ เผยแพร่ทางช่องยูทูบ Siamrathonline เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2566 มีสาระสำคัญดังนี้
-วันนี้สถานะของคุณจตุพร อยู่ในจุดไหน ที่ผ่านมาต้องบอกว่า ซ้ายก็ถูกตี ขวาก็ถูกต่อว่า
ผมอยู่ในฐานะประชาชน ตลอดระยะเวลากว่าค่อนชีวิตก็ทำหน้าที่เป็นภาคประชาชนต่อสู้บนท้องถนนเป็นส่วนใหญ่ ก็มีเวลาสั้นๆเข้าไปสู่ในเวทีรัฐสภา แต่ผมมีความสุขมากที่สุดคือได้ทำบทบาทในหน้าที่ของภาคประชาชนบริบทในขณะนี้ เป็นบริบทเดิมที่ผมได้ต่อสู้มาตลอดชีวิตดังนั้นสถานะปัจจุบันเป็นสถานะที่มีความสุขในการทำหน้าที่ของภาคประชาชน
-คิดว่าเราจะได้รับผลกระทบอะไรจากนี้ต่อไปหรือไม่
เมื่อเราไม่ได้คิดจะเป็นนักเลือกตั้ง เป็นนักการเมือง เรารู้ตัวเองดีที่สุด รู้หัวใจของตัวเองว่าเราทำอะไรเราคิดอะไร แน่นอนที่สุดในการทำแต่ละอย่างไม่จำเป็นจะต้องให้คนเห็นด้วยกับเราทุกคน เราไม่ต้องการคำสรรเสริญเยินยอ หรือเรื่องคะแนนเสียง เพราะฉะนั้นอารมณ์ความรู้สึก ความรักความเกลียดชัง การแสดงความคิดเห็นที่มากระทบ เราก็ต้องยอมรับความเป็นจริง เมื่อเรารู้แก่ใจดีว่าสิ่งที่ทำทั้งหมดนั้นไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตน แต่เป็นเรื่องชาติบ้านเมืองและความเป็นจริง เราก็ทำอย่างนี้กันมาโดยตลอดชีวิต
เพียงแต่ในบางบริบทก็ได้ทำหน้าที่ในอีกสถานะหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมไม่ได้มีความวิตกต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือเสียงก่นด่า เพราะผมอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ถ้าตัดสินใจทำอะไรนั้นย่อมจะได้รับผลกระทบไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง และในสังคมที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงยิ่งใกล้วันเลือกตั้งแน่นอนที่สุดก็จะต้องมีเสียงสรรเสริญและเสียงคนด่า มาทั้งสองทาง นี่เป็นเรื่องปกติ ผมไม่ได้สนใจทั้งคำสรรเสริญและคำคนด่าใดๆ ผมก็เป็นผมพรรค์อย่างนี้ ผมรู้แก่ใจตัวเองดี ว่าผมกำลังทำอะไรทั้งหมด ไม่เคยมีเรื่องส่วนตัวแต่เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง ผมต้องทำหน้าที่ ผมไม่ต้องให้ประเทศกลับไปสู่จุดเดิม
- มองภาพรวมของการเมืองในมุมมองของ “จตุพร”
แน่นอนที่สุด บริบททางการเมืองโดยเฉพาะพรรคการเมืองที่ต้องรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง จะต้องสร้างความขัดแย้ง และความขัดแย้งก็จะแปรเป็นคะแนน เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ค่อยเห็นบริบทพรรคการเมืองที่มีลักษณะกลางๆเพราะว่าถ้ากลางมากเท่าไหร่ คนยิ่งจะไม่เห็นด้วย ฉะนั้นพรรคการเมืองเขาก็รู้ดีว่า ถ้าไม่ขัดแย้งไม่สามารถที่จะกระชากลากคะแนนมาสนับสนุนตัวเองได้
ดังนั้นบรรยากาศของประเทศก็จะอยู่ในบริบท เลือกข้างกันอีกครั้ง ทันทีที่ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรประกาศว่าจะกลับบ้าน ประกาศดำรงความมุ่งหมายต่างๆแน่นอนที่สุดก็ไปกระชากลากพล.อ.ประยุทธ์ ให้มีชีวิตชีวามีพลังกันอีกรอบ สังคมไทยเราก็จะเดินไปถึงจุดไม่เอาประยุทธ์ ก็ต้องเอาทักษิณ ไม่เอาทักษิณก็ต้องเอาประยุทธ์ นี่เป็นบริบท ถ้าพูดทางวิชาการเป็นซีกอนุรักษนิยมกับเสรีนิยม แต่ความจริงมันเป็นรากฐานความเชื่อที่ดำรงอยู่
เพราะฉะนั้น เป็นการเดินทาง ทางการเมืองที่ผิดพลาดของอดีตนายกฯทักษิณ ที่ไปกระชากลากพล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นคู่ต่อสู้ขึ้นมาใหม่ เพราะฉะนั้นการเลือกครั้งนี้เป็นการเลือกซีกประยุทธ์กับซีกทักษิณเท่านั้นเองทั้งที่จริงแล้วมันควรจะมีชื่อของประชาชนที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง
- มีคำพูดที่ว่านักการเมือง เขาก็เป็นเพื่อน แล้วก็เป็นพวกกันทั้งนั้น ต่างก็แสดงบทบาทกัน พอหลังเลือกตั้ง สุดท้ายเขาก็ไปเป็นพันธมิตร แล้วก็จับมือกันเพื่อตั้งรัฐบาลอยู่ดี
ผมเคยพลัดหลงเข้าไปดงละครหลังจากปี 2553 มีการเลือกตั้งปี 2554 เพราะสิ่งที่พูดโดยส่วนใหญ่ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องจริง แต่ละฝ่ายก็เล่นละคร แต่ที่ผมพลัดหลงเข้าไป และบรรดาหมู่มิตรพี่น้องตายจริง เจ็บจริง ติดคุกจริง มีความยากลำบากในชีวิตจริง แต่คนที่เล่นเกมทางการเมือง ก็เล่นละคร แล้วก็ทั้งที่จริง สิ่งที่ดูว่าเป็นผู้ขัดแย้งภายหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จนั้น เดิมเราเป็นคนใน แต่อยู่ไปอยู่มา คนนอกก็กลายมาเป็นคนใน คนในก็กลายมาเป็นคนนอก
เพราะเมื่อผลประโยชน์มันลงตัว ประชาชนก็ถูกมองเป็นอื่นเป็นส่วนเกินทุกครั้งและก็ถูกหยิบยกใช้นำมาอ้างเพื่อจะได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งและก็ถูกใช้นำมาอ้างในการรักษาซึ่งอำนาจ ความเป็นจริงแล้วเมื่อผลประโยชน์มันลงตัวระหว่างบรรดานักเลือกตั้งด้วยกันประชาชนก็ถูกกันออกนอกกระดานทุกครั้ง จนกระทั่งว่าเมื่อจนตรอกหรือจำเป็นจะต้องใช้ความร่วมมือกัน ประชาชนก็จะถูกหยิบยกมากล่าวอ้าง เพราะฉะนั้นผมไม่ต้องการให้บ้านเมืองอยู่ในบรรยากาศอย่างนี้ ทั้งหมดคือการแสดง แต่ประชาชนนั้นได้พลัดหลงเข้าไปในโรงละครเหมือนอย่างที่ผมเคยเจอมาเท่านั้นเอง
-แล้วครั้งนี้ก็จะเป็นอย่างเดิมอีกหรือไม่
ความจริงในทางการเมืองมันเป็นตลาดแคบ ผมมีบรรดาหมู่มิตรทุกฝ่าย เพราะตัวเองก็เป็นคนการเมือง ทั้งในรัฐสภาก็เคยอยู่มาแล้ว การเมืองในภาคประชาชน ความเป็นจริงตลาดการเมืองนั้นเป็นตลาดที่แคบในแวดวงก็รู้กันหมดว่าใครเจรจากับใคร ตกลงกับใคร เพียงแต่ว่าไม่ได้พูดความจริงกับประชาชนจนกระทั่งเมื่อความจริงปรากฏ ก็จะให้เหตุผลอ้างถึงความจำเป็น แต่โดยข้อเท็จจริงคุณสมคบคิดกันมาตั้งแต่ต้นและก็ประชาชนคือผู้ที่เสียรู้ แต่ประชาชนก็ไม่มีทางเลือก ก็กล้ำกลืน โดยที่ประชาชนจะไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง
หมายความว่าเป็นคำปลอบประโลมและก็เป็นเศษเสี้ยวของงบประมาณที่เป็นส่วนแบ่ง ที่ไม่เป็นธรรมฉะนั้นผมก็วาดหวังว่า เราจะใช้เวลา ในการพิจารณาว่าจะเชื่อใคร ไม่เชื่ออย่างไร ผมเคยพูดว่าประเทศไทย 90 ปีเราไม่เคยมีประชาธิปไตยที่แท้จริง แม้แต่เพียงวันเดียว ผมอยากจะเห็นสักวันในวันที่ประชาชนเป็นใหญ่ได้ใช้อำนาจหน้าที่อย่างแท้จริงภายใต้คำว่าประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
ประเด็นแรกก็คือ เราไม่เคยเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ตราบใดที่ยังมีเจ้าของพรรค ที่ไม่ใช่ประชาชนเป็นเจ้าของ เราไม่มีวันจะข้ามพ้นและในบริบททางการเมืองจะแลเห็นอย่างชัดเจนว่ากลุ่มทุนก็ support แทบทุกพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นใช้เงินกระเป๋าเดียวกัน ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ประชาชนก็ถูกปั่นหัวให้เลือกข้าง แต่ท้ายที่สุดกลุ่มทุนก็ได้ประโยชน์ ซีกที่ได้ไปเป็นรัฐบาลก็เอื้อประโยชน์ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านก็ปิดปากไม่สามารถจะไปตรวจสอบกันได้
เพราะฉะนั้น 90 ปีเราจึงไม่สามารถแหวกคนวงจรเหล่านี้กันได้เลย สำหรับผมเองเดินมาจนกระทั่งถึงตอนปลายๆของชีวิต ก็วาดหวังกันว่าประชาชนจะมีความเท่ากันและก็มีความเข้าใจว่าตัวเองเป็นใหญ่ที่สุด แต่ถ้าตราบใดประชาชนเองก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความชอบธรรมของคำว่าประชาธิปไตย ทั้งที่จิตวิญญาณอุดมคติ มันไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ยังเป็นประชาธิปไตยแบบจอมปลอมแบบที่ผ่านมาในช่วง 90 ปีนี้นั้น ผมเชื่อว่าเราไม่มีทางข้ามพ้นวิกฤตต่างๆของชาติ ความจริงประเทศไทยควรจะเจริญไปมากกว่านี้ แต่เราไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง การปกครองที่อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงแม้แต่เพียงครั้งเดียว
-การเลือกตั้งครั้งนี้ กับบริบททางการเมือง ก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปใช่หรือไม่?
ผมกับทางพี่นก (ทนายนกเขา) ก็พยายามเชิญชวนว่าเรามาทำ มาพูด เมื่อหลายเดือนก่อนทำทุกอย่างให้มันถูกต้องเสียก่อน หมายความว่ามาจัดการเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนว่ากลไกสภาฯนั้นไม่สามารถผ่านด่านวุฒิสภา หนึ่งในสามได้ในวันข้างหน้า จะเจอด่านฝ่ายค้านอีก 20% ไม่รู้ใครเป็นพรรคฝ่ายค้านเลยเพราะว่าที่ผ่านมาใช้ฝ่ายค้านในการแก้ก็ไม่ได้ใช้ 20% จะเจอ 2 ล็อกที่สำคัญเพราะฉะนั้นก็พยายามชวนผู้คนไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองหรือภาคประชาชนว่ามาร่วมมือออกแบบนับ 1 ประเทศไทยกันใหม่ไหม ก็ปรากฏว่าทุกคนมุ่งไปที่การเลือกตั้ง คิดว่าตัวเองจะได้ประโยชน์ จะได้รับชัยชนะท้ายที่สุดก็เดินกันมาถึงจุดนี้ จนกระทั่งเหลือประมาณ 4-5 วัน ก็จะยุบสภากันแล้วแล้วเลือกตั้งกันไปนั้นก็ไม่รู้จะจบกันอย่างไร
เช่นว่าพรรคเพื่อไทยประกาศไม่จับมือกับใคร ไม่มีพรรคพี่พรรคน้องจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว 310 เสียง ในทางรัฐธรรมนูญทางกฎหมายถามว่า 310 เสียงไม่จับมือกับใครนั้น จะจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างไร เพราะสภาผู้แทนราษฎรบวกกับวุฒิสภารวมกันแล้วอยู่ที่ 750 เสียง ถ้าครึ่งหนึ่งคือ 375 เสียง ถ้าเกินครึ่งหนึ่ง 1 เสียง คือ 376 310 เสียงจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะตัวเองประกาศไม่จับมือกับใคร เป็นรัฐบาลพรรคเดียวมันก็ค้างเติ่งไป เพราะฉะนั้นด่านแรกจะไม่มีรัฐบาลก็ต้องใช้ด่าน 2 ด่าน 2 ก็ต้องใช้เสียง 500 ของ 2 สภาฯเป็นด่านว่าอนุญาตให้บัญชีบุคคลภายนอกเข้ามาไหม “คนนอกบัญชี” เข้ามาไหมจึงจะไปใช้เสียงอีกครึ่งหนึ่ง ดังนั้นคำโฆษณาของพรรคเพื่อไทย ว่าจะได้ 310 เสียงแทบเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วในโลกความเป็นจริง
เพราะภาคใต้ 60 เสียง พรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่แล้ว เหลืออีก 340 เสียง 3 ภูมิภาค รวมกรุงเทพฯอย่างไรก็ไม่ถึง 310 เสียง แต่สมมติว่าไปถึง ก็จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวไม่ได้เพราะขาดอีก 66 เสียง จึงจะถึง 376 เสียง แค่คิดก็ถึงทางตันแล้ว ตามรัฐธรรมนูญที่มาของนายกรัฐมนตรี ในการจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้เพียงแต่ใช้วิธีการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้ได้คะแนนก่อน ทั้งที่เป็นสมมติฐานที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงตามกฎหมาย
ฉะนั้นเป็นข้อเสนอที่เป็นทางตัน เพราะว่าถ้าบริบทเดินไปถึง 310 เสียงในซีกฝ่ายการค้านเดินพรรคการเมืองอื่นจะไม่ได้คะแนนเสียงเลยและที่สำคัญที่สุดก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลภายใต้ 310 เสียงนี้ด้วยเพราะยังมีวุฒิสภา 250 ถ้าเขางดออกเสียงก็ไม่ได้เสียงเกินครึ่ง อย่างไรต้องไปใช้ (2) คือ บุคคลภายนอกซึ่งต้องผ่านด่าน 500 เสียงของสภาฯ ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ยอมใน 310 เสียงนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ก็นั่งอยู่ต่อไป เพราะฉะนั้นแค่เสนอก็ย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงแล้ว
- มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เปิดบ้านมูลนิธิป่ารอยต่อฯ ทานอาหารกับคุณอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแกนนำพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางสถานการณ์อย่างนี้ ก่อนหน้านี้คุณอนุทินก็เคยไปรับประทานอาหารกับพล.อ.ประยุทธ์ ที่กระทรวงกลาโหม มองความเคลื่อนไหวตรงนี้อย่างไร
ผมยังเชื่อว่าในซีกรัฐบาลเดิมแม้ว่าพลังประชารัฐจะแตกพรรคไปเป็นรวมไทยสร้างชาติ หรือหลายคนจะอพยพไปที่ไหนก็ตาม อย่างไรในซีกนี้ คนที่จะมาเป็นนายกฯลำดับแรก ต้องเป็นพล.อ.ประยุทธ์ ลำดับที่ 1 ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ มีเหตุไม่สามารถจะเป็นได้ ก็จะเป็นพล.อ.ประวิตร ถ้าพล.อ.ประวิตร เป็นไม่ได้จึงจะเป็นคุณอนุทิน และคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ ตามลำดับ เพราะฉะนั้นกรณีของพลังประชารัฐ เป็นพรรคปลายเปิด ถ้าดูจดหมายที่พล.อ.ประวิตร เขียนเอาไว้ หมายความว่าเป็นจดหมายที่สร้างความอบอุ่นให้กับคนทั้งปวง
เพียงแต่ว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ผมเชื่อว่าบรรดาพรรคการเมืองต่างๆต้องมองว่า การจะไปอยู่กับฟากฝั่งใด หรือการจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ก็ต้องอยู่ในฟากฝั่งที่มีความปลอดภัย ซึ่งข้อที่เป็นที่ประจักษ์ชัด ว่าภายใต้รัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 4 ปีหลังไม่มีรัฐมนตรีของพรรคการเมืองใดจะถูกดำเนินคดีถึงขั้นเด็ดขาด ศาลพิพากษาจำคุกแม้แต่เพียงรายเดียว อันเกิดขึ้นจากการบริหารประเทศในช่วง 4 ปีนี้เพราะบรรดารัฐมนตรีอื่นๆนั้นเป็นเรื่องเก่าก่อนจะมาเป็นคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ทั้งสิ้น
แต่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมานั้นพรรคการเมืองต่างๆ เขาก็วิตกกับบรรดาองค์กรอิสระทั้งหลายเป็นสิ่งที่นักการเมืองกลัวมากที่สุดและเขาก็อยู่กับพล.อ.ประยุทธ์ เขาก็เห็นถึงความปลอดภัยเพราะฉะนั้นในเวลาหาเสียงใครจะแสดงออกอย่างไร ผมเชื่อว่าเขาต้องการจะอยู่ซีกนี้เป็นหลัก เพราะฉะนั้นปรากฏที่เป็นคำถามถ้าคุณอนุทิน ไปทานข้าวกับพล.อ.ประวิตร แน่นอนที่สุดก็ต้องมีการเจรจาพูดคุย เป็นทางเลือกกันทั้งหมด และผมก็ยังเชื่อว่าด่านแรก ในพรรคร่วมรัฐบาลเดิมเขาต้องดำรงความมุ่งหมายก่อในการเข้าสู่อำนาจ เพราะฉะนั้นมีเผื่อทางเลือกในกรณีที่มันไปไม่ได้ก็พล.อ.ประวิตร ก็เปิดประตูทุกบาน แม้ว่าพรรคเพื่อไทยกว่าจะออกมาปฏิเสธได้แต่ปฏิเสธก็ยังวันแรกเสียงดังวันที่ 2 เสียงเบาอยู่
อย่างไรก็ตามในภาคทางการเมืองการเดินกลยุทธ์ต่างๆทุกคนก็ต่างรู้กันว่าทั้งพล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.ประวิตร ไม่ใช่มีเฉพาะพรรคการเมือง แต่เขามีวุฒิสภา เขามีองค์กรอิสระ แน่นอนที่สุดการนั่งกินข้าวพูดคุยกันแม้ว่าปฏิเสธไม่ได้พูดเรื่องการเมือง ถามว่ามีใครเชื่อสักคนไหม ทั้งหมดก็คือเรื่องการเมือง ฉะนั้นเมื่อมีภาพแบบนี้ก็เหมือนเป็นการแต่งตัวกันในเบื้องต้น แต่ละคนก็ไปหาผู้แทนของตัวเองมา เพื่อที่จะรวบรวมให้ได้มากที่สุดแน่นอนที่สุด พี่น้อง “3ป.” จะมีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้ง
-คิดอย่างไรกับคำประกาศ ของคุณทักษิณ ว่าจะกลับบ้าน
ที่ผ่านมาไม่ได้มีใครไปห้ามไม่ให้ อดีตนายกฯทักษิณ กลับบ้าน คนที่เกิดบนผืนแผ่นดินไทย มีสัญชาติไทย ไม่มีใครถูกห้ามไม่ให้กลับประเทศไทย ไม่ให้เข้าในราชอาณาจักรไทย แต่เหตุที่ไม่กลับเพราะคุณทักษิณไม่กลับเอง และเหตุที่ไม่กลับเพราะว่ามีคดีที่ศาลตัดสินเป็นที่ยุติแล้ว มีโทษจำคุกคาเอาไว้ 12 ปี เพราะฉะนั้นการที่คุณทักษิณ ประกาศมาเป็น 10 ครั้งแล้วว่าจะกลับบ้าน แต่ก็ไม่ได้กลับมา ครั้งนี้ก็ไปสร้างความเชื่อให้เกิดขึ้นว่ากลับโดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายไม่ต้องพึ่งพรรคเพื่อไทย ให้คุณอุ๊งอิ๊ง (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) เป็นผู้ประกาศในทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตามทันทีที่คุณทักษิณกลับ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเอาตัวส่งไปเรือนจำเพราะมีโทษจำคุกอยู่ 12 ปี เพราะฉะนั้นมันคิดเป็นอื่นไม่ได้ มีข่าวที่แพร่ไปยังบรรดาพรรคการเมืองต่างๆก็เห็นว่าในช่วงก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน ถ้าเห็นว่ากระแสพรรคเพื่อไทยทำท่าจะไม่แลนด์สไลด์ก็จะ มีการกลับมาเพื่อให้เกิดกระแสแลนด์สไลด์ แต่ที่มากกว่าการกลับหรือไม่กลับ การส่งสัญญาณในครั้งนี้ ก็คือนำประเทศเข้าไปสู่จุดหักเหอีกครั้งหนึ่ง
หมายความว่าในซีกอนุรักษ์นิยมก็จะถูกสร้างว่าพล.อ.ประยุทธ์ คนเดียวเท่านั้นที่จะหยุดคุณทักษิณได้ซึ่ง คุณทักษิณก็จะถูกปั่นว่า ตัวเองก็จะมาล้างระบอบประยุทธ์ ระบอบ 3 ป. แต่ทั้งหมดนี้ อีกป. หนึ่ง ก็มีการพูด พยายามสร้างสัมพันธ์กันเอาไว้
ผมในฐานะที่เป็นคนที่มีโอกาสได้คุยกับคุณทักษิณก่อนที่จะออกนอกประเทศ ซึ่งเขาฟังความทุกฝ่ายวันนั้นเขาก็ชวนผมไปด้วย ผมเป็นเสียงข้างน้อยที่เสนอว่าคุณทักษิณ ไม่ต้องออกไปนอกประเทศแม้ว่าจะต้องคำพิพากษาจำคุก แต่คุกจะเล็กกว่าคุณทักษิณ ประชาชนจะลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องต่างๆแต่ว่าเสียงข้างมากในวันนั้นก็ว่าติดคุกวันเดียวก็ตายแล้ว เพราะฉะนั้นคุณทักษิณ ก็เชื่อตามเสียงข้างมาก
แม้ว่าการพูด การกลับมารอบนี้อาจจะเหมือนครั้งอื่นๆเพียงแต่ภายใต้สถานการณ์ทางการเมืองที่จำเป็นที่จะต้องกล้าได้กล้าเสียแบบนี้ ก็มีความเชื่อกระจายไปยังพรรคการเมืองต่างๆซึ่งแต่ละพรรคการเมืองก็วางแผนที่จะรับมือกัน ว่าถ้ากลับมาแล้วจะต้องพูดอะไร แต่ผมเองก็เห็นว่าตลอดระยะเวลาที่คุณทักษิณออกจากประเทศไทยตั้งแต่ปี 2551 จนกระทั่งบัดนี้ ก็สามารถกลับมาได้ทุกเวลา เพียงแต่ท่านไม่กลับเอง ก่อนหน้านี้ อดีตรองนายกฯ 3 คนก็เข้าเรือนจำ
ความจริงถ้าประเทศเราผู้นำเดินเข้าคุกแบบประเทศเกาหลีใต้ ประธานาธิบดีถูกขังเป็นว่าเล่น ประเทศฟิลิปปินส์ก็ถูกขัง 2 คน ของมาเลเซีย 2 นายกรัฐมนตรี ก็ถูกดำเนินคดีอยู่เวลานี้ ดังนั้นถ้าอดีตนายกฯทักษิณกล้าตามที่พูด ก็ต้องกลับมา อย่างที่พูด แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้วิตกว่าท่านมาแล้วจะแลนด์สไลด์เพียงแต่ว่าหัวใจจริงๆ ท่านจะกล้ามาหรือไม่หรือพูดเพียงแค่ผลประโยชน์ทางการเมืองเหมือนทุกครั้ง พอจะกลับบ้านหรือพร้อมจะแลกกับทุกอย่าง แลกกับการต่อสู้ แลกกับชีวิตของผู้คน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น หัวใจของท่านไม่เคยกล้าจริงๆแม้แต่เพียงครั้งเดียว
แต่คำพูดนั้นได้ลากให้ประเทศไทยเข้าสู่ 2 ทางกันอีก การพูดมันมีพลานุภาพทำให้ประเทศไทยเดินเข้าสู่มุมอับกันอีกครั้งใหม่ในขณะนี้ และจะพัฒนาการกันไปตามลำดับ ถ้าไม่หยุดกันการกระทบกระทั่งบนเวทีปราศรัย ปรากฏการณ์แบบที่บ้านโป่ง จ.ราชบุรี จะลุกลามไปทุกที่ทุกทาง และในที่สุดกระดานการเมืองก็อาจจะล้มทั้งกระดาน