"อดีตเลขาฯปปช." ผนึกผู้บริหารองค์กรอิสระ ร่วมสะท้อนปัญหาการทุจริตเชิงนโยบาย
วันที่ 23 เม.ย.65 นายกล้านรงค์ จันทิก สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะอดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) อภิปรายเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ให้กับผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร “นักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง”นยปส.รุ่นที่ 13 รับฟัง โดยกล่าวว่า ผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับ การบริหารงานของรัฐที่ต้องโปร่งใส เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน และปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยในความซื่อสัตย์ โดยได้ลำดับช่วงเวลาของการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ ที่ผลักดันมาหลายปี แต่ไม่ไม่ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา อันเนื่องมาจากบทนิยาม เช่น “คู่สมรส” ซึ่งมีคำว่าญาติของคู่สมรส เป็นต้น จึงเป็นประเด็นที่ซ้อนกันเกิดขึ้นมา และสุดท้ายผลประโยชน์ทับซ้อน จากการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย คือการคิดวางแผนมาตั้งแต่ต้น ด้วยการใช้อำนาจสูงสุดของรัฐ การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นจึงไม่ได้อยู่ที่กฎหมายอย่างเดียว แต่อยู่ที่การปลุกจิตสำนึกโดยใช้ กฎสังคม กฎแห่งกรรม และกฎหมาย เป็นสิ่งสำคัญ
ขณะที่ นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่าต้นตอของปัญหาการทุจริตไทย มาจากระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึก ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้นส่งผลให้บางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ไม่กล้ามาลงทุน หรือร่วมทุนในโครงการต่างๆ ทำให้ค่า CPI ของประเทศไทยลดลง เพราะมีเรื่องสินบนเข้ามาเกี่ยวข้อง
ส่วนการบรรยายเรื่อง “กลไกการป้องกันการทุจริตเชิงรุก” โดยนายอุทิศ บัวศรีรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า การทุจริตคือัญหาที่ต้องแก้ด้วยหลักธรรม คือ อริยสัจ4 ซึ่งประเทศไทยเน้นไปที่การแก้ไขเชิงระบบ แตกต่างจากบางประเทศ เช่นญี่ปุ่นที่เน้นการสร้างคนให้มีคุณธรรม สังคมไทยจึงมองเรื่องสินบน เป็นเรื่องปกติ
นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวว่า เรื่องสินบน เป็นเรื่องสีเทาที่คนไทยยอมรับได้ สตง. ยุคใหม่จึงต้องปรับโครงสร้าง และบทบาทใหม่ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของภาครัฐ โดยเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ที่ถูกตั้งข้อสงสัยหรือกล่าวหา ได้มีโอกาสชี้แจง แสดงหลักฐานในการปฏิบัติหน้าที่
นางสาวอรณิช สุขบาล ผู้อำนวยการกองป้องกันการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. กล่าวถึงมาตราการป้องปรามการทุจริตในภาครัฐ คือการหาจุดที่เป็นความเสี่ยงของโครงการ และนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงทุจริต จากนั้นจะนำข้อมูลมาเปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ สนับสนุนการเฝ้าระวัง และป้องปรามด้วยการลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับเจ้าของโครงการ และสิ่งสำคัญของการเสริมสร้างองค์ความรู้ เพื่อปรับทัศนคติ ต่อต้านการทุจริต ทั้งภาครัฐและเอกชน ภาคประชาสังคม