"พระปกเกล้าโพล" เผยคนตจว.เลือกผู้สมัคร คนกทม.เลือก "แคนดิเดตนายกฯ"

การเมือง13 มี.ค. 2562 • 17:06 น.
"พระปกเกล้าโพล" เผยคนตจว.เลือกผู้สมัคร คนกทม.เลือก "แคนดิเดตนายกฯ"
“โพลพระปกเกล้า” ครั้งสุดท้าย เผยปชช. 95.9 เปอร์เซ็นต์ ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เชื่อ 1 เสียงเปลี่ยนแปลงอนาคตประเทศให้ดีขึ้นได้ ขณะที่ “คนตจว.” ตัดสินใจเลือกที่ "ตัวผู้สมัคร" ส่วน “คนกทม.” เลือก "แคนดิเดตนายกฯ" พบปัจจัยเลือกผู้สมัครเน้น "ซื่อสัตย์-มีคุณธรรม" ไม่สนหน้าตา ปชช.เชื่อมั่น “เพิ่มราคาพืชผล-เพิ่มค่าจ้างแรงงาน-ลดความเหลื่อมล้ำ” ทำได้จริง เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 13 มี.ค. ที่สถาบันพระปกเกล้า ศ.วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายสติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกันแถลงผลสำรวจ ความคิดเห็นประชาชน ครั้งที่ 5 เรื่อง "นโยบายอะไรโดนใจประชาชน และผู้สมัคร/พรรค และว่าที่นายกฯ แบบไหนที่นั่งในใจและเข้าตา" โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-10 มี.ค. ที่ผ่านมา จากการสอบถามความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,540 คน โดยผลสำรวจประเด็นแรกนโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองที่ประชาชนพึงพอใจและเห็นว่าทำได้จริง พบว่าอันดับ 1. ร้อยละ 20.4 คือเพิ่มราคาพืชผลทางการเกษตร 2.ร้อยละ 16.6 เพิ่มค่าจ้างแรงงาน และ3. ร้อยละ15.6 ลดความเลื่อมล้ำ ช่วยเหลือคนจน ถือว่านโยบายแก้ปัญหาการเกษตร ค่าแรง แก้ปัญหาความยากจน โดนใจมากที่สุด โดยคนกรุงเทพฯ ชอบนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ ภาคกลางชอบนโยบายเพิ่มค่าแรง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งภาคใต้ชอบนโยบายเพิ่มราคาพืชผลทางการเกษตร ลดต้นทุนทางการผลิต แต่เมื่อจำแนกตามกลุ่มอายุพบว่าคนรุ่นใหม่ช่วงอายุระหว่าง 18 -25 ปี ชอบนโยบายเรียนฟรี ปฏิรูปการศึกษา คนวัยทำงาน อายุตั้งแต่ 26- 35 ปี ชอบนโยบายเพิ่มค่าจ้างแรงงาน และลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยเหลือคนจน ส่วนคนสูงอายุ 61 ปีขึ้นไป ชอบนโยบายเพิ่มราคาพืชผลทางการเกษตร ประเด็นที่ 2 ปัจจัยในการเลือกผู้สมัคร พรรคการเมือง และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พบว่าความซื่อสัตย์ มีวิสัยทัศน์ แก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ เป็นปัจจัยหลัก โดยความซื่อสัตย์มีความสำคัญมากร้อยละ 78.2 มีวิสัยทัศน์และความคิดก้าวหน้า ร้อยละ 66.8 ความสามารถในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ร้อยละ 59.5 และเมื่อถามประชาชนว่า พรรคการเมืองแบบไหนที่ประชาชนจะเลือกอันดับ 1. ร้อยละ 64 ให้ความสำคัญกับนโยบายของพรรค 2. ร้อยละ 53.7 ให้ความสำคัญกับแนวทางการดำเนินการทางการเมืองของพรรค และ 3. ร้อยละ 51.1 ให้ความสำคัญกับอุดมการณ์ และเจตนารมณ์ของพรรค เมื่อถามถึงปัจจัยที่มีความสำคัญสำหรับผู้ที่จะเป็นนายกฯ อันดับ 1. ร้อยละ 82.2 ระบุว่าต้องเป็นบุคคลที่มีคุณธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต 2. ร้อยละ 77.6 ต้องมีความโปร่งใสในการทำงาน และ 3. ร้อยละ 72.8 ต้องมีภาวะผู้นำ โดยพบว่าประชาชนไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องความเชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วาทศิลป์ในการสื่อสาร รวมถึงประสบการณ์ทางการเมือง ขณะที่การตัดสินใจเลือกส.ส.แบบแบ่งเขตพบว่า ประชาชนร้อยละ 38.8 ให้ความสำคัญกับตัวผู้สมัครในเขต รองลงมาคือนโยบายพรรค พรรคการเมืองที่สังกัด และรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ทั้งนี้เมื่อสำรวจเป็นรายภาคจะพบว่า คนต่างจังหวัดตัดสินใจเลือกจากตัวผู้สมัคร ขณะที่คนกรุงเทพฯ นำรายชื่อแคนดิเดตนายกฯนำมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือก สำหรับประเด็นที่ 3 เป็นการสอบถามเรื่องความเชื่อมั่นในพลังเสียงของตัวเอง และความมุ่งมั่นในการไปใช้สิทธิ โดยพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 94 เห็นด้วยว่า 1 เสียงของตัวเองสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตประเทศให้ดีขึ้นได้ และประชาชนร้อยละ 95.9 ยืนยันว่าจะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างแน่นอน นายวุฒิสาร ยังกล่าวอีกว่า จากการสำรวจความคิดเห็นทั้ง 5 ครั้ง พบว่าทิศทางและหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกของประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีความสุกงอมทางการเมืองมากขึ้น ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับนโยบาย วันนี้เปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับผู้สมัครในแต่ละเขต โดยเน้นในเรื่องคุณธรรม ความซื่อสัตย์ และการแก้ไขปัญหาให้กับพื้นที่ ส่วนเรื่องรูปร่างหน้าตา การพูดจาฉะฉานหรือประสบการณ์ทางการเมืองไม่ใช่สิ่งสำคัญอีกต่อไปดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้คนหน้าใหม่จึงมีโอกาสที่จะได้รับเลือกมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่ารายชื่อแคนดิเดตนายกฯ มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นายวุฒิสาร ยังกล่าวถึงคำร้องหลายเรื่องของหลายพรรคการเมืองที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของกกต.ว่ามีผลต่อการตัดสินใจออกเสียงของประชาชนหรือไม่ว่า คิดว่าไม่มีผล เนื่องจากคำตัดสินสุดท้ายอยู่ที่ศาล อีกทั้งหลายคดีจะได้ข้อสรุปหลังวันที่ 24 มี.ค. นอกจากนี้ผู้มีสิทธิบางกลุ่มได้ตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะเลือกใคร ทั้งนี้มีความเป็นห่วงเรื่องการใช้วาทกรรม ในการหาเสียงเลือกตั้งเช่น "สืบทอดอำนาจ" "เผด็จการ" และ "ฝ่ายประชาธิปไตย" โดยในอดีตเราเคยมีวาทกรรมพรรคเทพ พรรคมารมาแล้วแต่เมื่อเข้าไปดูในนโยบายก็เหมือนกันทั้ง 2 ข้าง ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้หยุดการสร้างนิยาม หรือวาทกรรม เพราะจะทำให้คนคิดว่าออกเสียงแบบนี้แล้วตัวเองจะกลายเป็นคนในกลุ่มนั้นหรือไม่ ซึ่งทำให้เกิดความเกลียดชังมีการแบ่งขั้วเกิดขึ้นในการเมืองไทย และไม่ได้เป็นเจตนารมณ์ในการเลือกตั้งที่ต้องทำให้การเลือกตั้งเป็นเจตนาที่บริสุทธิ์ของประชาชน และปราศจากอคติ โดยจะต้องคำนึงถึงนโยบายของพรรคการเมือง เป็นหลักมากกว่าการใช้วาทะกรรมอย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้