“ยุทธพร อิสรชัย” จับตา “บิ๊กตู่” ขยับ “เปลี่ยนม้ากลางศึก”?!
หมายเหตุ : ภายหลังเสร็จการอภิปรายไม่ไว้วางใจลงไปเรียบร้อยแล้ว ได้เกิดปฏิกริยาเกิดขึ้นตามมาในหลายด้าน โดยสืบเนื่องมาจากผลการลงมติโหวตออกเสียง “ไว้วางใจ” ให้กับ “10 รัฐมนตรี” ที่มีผลคะแนนแตกต่างกันออกไป จนนำไปสู่ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง
“รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้วิเคราะห์ผ่าน “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ถึงบรรยากาศการเมืองหลังจากนี้ไป ว่าจะมีคลื่นลมตามมามากน้อยแค่ไหน รวมถึงโอกาสและความเป็นไปได้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ “ผู้นำรัฐบาล”จะตัดสินใจ “ปรับครม.”จะมีการ “เปลี่ยนม้ากลางศึก”หรือไม่ ?
-มองว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะส่งผลให้เกิดอาฟเตอร์ช็อกหรือไม่
หลังจากนี้ไปคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากนัก และการปรับ ครม. คงไม่เกิดขึ้นในเร็ววันแน่นอน เพราะปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการจะปรับรัฐมนตรี ซึ่งบริบททางการบริหารยังไม่เอื้ออำนวย ทั้งประเด็นเศรษฐกิจ วัคซีนโควิด-19 และตัวเลขการระบาดของโรคโควิด-19 บางวันดีขึ้น บางวันแย่ลง ตัวเลขยังไม่นิ่ง เรื่องของความมั่นคงรัฐบาล อันเนื่องมาจากการชุมนุมของคณะราษฎร ที่ประกาศว่าจะกลับมาชุมนุมอีกครั้งหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องของสถานการณ์ในพรรคร่วมรัฐบาล ก็ยังอยู่ในทิศทางที่มีเสถียรภาพดี แม้ว่าจะมีปัญหาเฉพาะกลุ่ม หรือบุคคลต่างๆ แต่ในภาพรวมถือว่ายังไปได้อยู่ ฉะนั้นตรงนี้ก็ยังไม่มีอะไรที่เอื้ออำนวยที่จะเปลี่ยนม้ากลางศึก เชื่อว่านายกฯ จะไม่เปลี่ยนม้ากลางศึกอย่างแน่นอนในสถานการณ์แบบนี้
ส่วนประเด็นปัญหาการไม่โหวตกันในแต่ละกลุ่ม แต่ละมุ้งทางการเมืองต่างๆ ก็อาจจะมีประเด็นเฉพาะบุคคล หรือเฉพาะกลุ่มอยู่บาง แต่ในภาพรวมยังคงดี ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรที่จะน่ากังวล
-การอภิปรายฯ ครั้งนี้ เหมือนเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งแทบจะทุกพรรคการเมือง
เป็นการขัดแย้งกันเฉพาะกลุ่ม หรือบุคคล ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรที่สะท้อนไปสู่ภาพใหญ่ เพราะภาพใหญ่จะเห็นว่าเสียงในสภาก็ยังผ่านทั้ง 10 รัฐมนตรี ส่วนความขัดแย้งแต่ละคนเป็นเรื่องเฉพาะภายในพรรคที่จะต้องไปจัดการกันเองในแต่ละพรรค เช่น คุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ก็เป็นปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นปัญหาระหว่างพรรคพลังประชารัฐ กับพรรคภูมิใจไทย และเป็นแค่เฉพาะบางกลุ่ม ไม่ใช่ทั้งหมด
ขณะที่พรรคก้าวไกลเอง ก็เกิดปัญหาขึ้นในฝั่งฝ่ายค้าน การเกิดงูเห่า เป็นเรื่องเฉพาะแต่ละกลุ่ม และบุคคล ฉะนั้นไม่ได้เป็นอะไรที่จะต้องมีผลกระทบต่อเสถียรภาพในภาพรวมของรัฐบาล
-พรรคก้าวไกล จะยังมีงูเห่าเกิดขึ้นอีกหรือไม่ เป็นเพราะอะไร
งูเห่า มีโอกาสที่จะมีได้ตลอด เพราะอย่าลืมว่า รัฐธรรมนูญกติกาเอื้ออำนวย คือใน 30 วัน ถ้ามีเรื่องการย้ายพรรคได้ แม้จะถูกขับออกจากพรรคก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร ดังนั้นตรงนี้จึงเอื้ออำนวยให้เกิดงูเห่าต่างๆ เกิดขึ้น ในสถานการณ์แบบนี้ และกฎทางการเมืองจะมีผลต่อการเกิดงูเห่าได้ เพราะแต่ละพรรคเกิดขึ้นมาจากกติกาของรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งมีทั้ง ส.ส.หน้าใหม่ การมีสายสัมพันธ์ส่วนบุคคลที่มาเกี่ยวข้องต่างๆ ด้วย
-หลังการอภิปรายฯ จะทำให้มีการย้ายพรรคหรือไม่
ในระยะเวลาอันสั้นยังไม่มี เพราะสัญญาณในการเลือกตั้งยังไม่เกิด และการย้ายพรรคตรงนี้ ถามว่าจะย้ายอย่างไร ถ้าลาออกเองคงไม่ได้ เพราะถ้าลาออกเองก็จะหมดสมาชิกภาพไปเลย ฉะนั้นต้องรอให้พรรคขับออก แต่ถ้าพรรคขับออก ก็หมายความว่า พรรคจะต้องมีมติ แต่ตอนนี้ในหลายๆ พรรค อย่างกรณีพรรคก้าวไกล ก็เคยมีบทเรียนจากการขับคุณศรีนวล บุญลือ ทำให้คุณศรีนวล ไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย เชื่อว่าครั้งนี้พรรคก้าวไกล จะไม่ใช้วิธีการขับออกจากพรรค เพราะไม่เป็นประโยชน์อะไรกับพรรค รวมทั้งให้ ส.ส. หายไปด้วย
และท้ายสุดพรรคก้าวไกล จะกลายเป็นพรรคที่มีฐานแคบลง เฉพาะกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่มีอุดมการณ์ความคิดสอดคล้องกัน ซึ่งจะทำให้อนาคตการเมืองพรรคก้าวไกลจะยิ่งตีบตันมากขึ้น เชื่อว่าคงไม่ขับ ก็อยู่กันไปอย่างนี้ อาจจะใช้มาตรการทางจริยธรรมในการยื่นสอบจริยธรรมของ ส.ส. หรือใช้วิธีการทางสังคมไปกดดันต่างๆ
-คะแนนโหวต 10 รัฐมนตรี บอกนัยยะทางการเมืองอะไรบ้าง
ก็บอกนัยยะได้อยู่หลายส่วน เช่นกรณีของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เสียงโหวตมากที่สุด 275 เสียง ซึ่งถูกอภิปรายประเด็นวัคซีนโควิด-19 เป็นประเด็นหลัก แต่สะท้อนภาพให้เห็นถึงประเด็นที่คุณอนุทิน ตอบได้เคลียร์ และมีเสียงของพรรคก้าวไกลด้วยส่วนหนึ่งที่มาสนับสนุน หรือกรณีคุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ได้คะแนนเสียงต่ำกว่า 260 คือ 258 เสียง ซึ่งก็มีประเด็นจากในพรรคพลังประชารัฐเอง ในกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นการส่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก็อาจส่งผลตรงนี้ด้วย
หรือกรณีของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็น่าจับตามอง ได้มีการพูดถึงว่า คุณธรรมนัส จะได้รองบ๊วยหรือไม่ แต่สุดท้ายคุณธรรมนัญ มาเป็นอันดับสอง ซึ่งสะท้อนภาพว่า คุณธรรมนัส ก็ยังเป็นผู้มีบารมีทางการเมือง ถ้าพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้มีบารมีทางการเมืองรุ่นใหญ่ คุณธรรมนัส ก็เป็นผู้มีบารมีทางการเมืองรุ่นเล็ก ตรงนี้เป็นจุดที่น่าสนใจว่า คุณธรรมนัส พลิกความคาดหมาย
ส่วนคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ก็เป็นงานหนักที่คุณจุรินทร์ จะต้องบริหารพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป เพราะต้องเผชิญทั้งศึกนอก-ศึกใน ซึ่งศึกนอกคือ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือของพรรค ศึกในก็คือ การดึงผู้คนในพรรคให้ได้ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีคุณกรณ์ จาติกวณิช แยกตัวออกไปตั้งพรรคกล้า วันนี้จะเห็นได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ คุณจุรินทร์ จะสามารถกำกับได้อีกมากน้อยแค่ไหน เป็นจุดที่สังคมจับตาอยู่
อย่างไรก็ตามเป็นภาพสะท้อนให้เราเห็นว่า ภาพใหญ่ของรัฐบาลอาจจะไปได้ แต่ในภาพย่อย ความขัดแย้งเฉพาะกลุ่ม เฉพาะบุคคลเกิดขึ้นตลอด ตรงนี้คือความสำเร็จที่ฝ่ายค้านใช้ยุทธศาสตร์ หรือยุทธวิธีในการปูพรมไปสู้บรรดาพรรคร่วมต่างๆ นั่นเอง
-ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และประชาชน ใครได้ประโยชน์จากการอภิปรายฯ ครั้งนี้
จริงๆ ครั้งนี้ ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลย เพราะสุดท้ายอยู่ในภาวะเดิมที่เราเรียกว่า การเมืองนอกสภาก้าวหน้า แต่การเมืองในสภาล้าหลัง การจะหาพื้นที่เพื่อที่จะสะท้อนภาพของประชาชนต่อสภา เพราะกลไกของสภายังมีข้อบกพร่อง พรรคการเมืองเองก็ยังไม่เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างประชาชนเข้ากับระบบการเมืองได้ แม้กระทั่งในส่วนของรัฐธรรมนูญ 60 ก็ทำให้โครงสร้างระบบสภาบิดเบี้ยว และยังมี ส.ว. 250 คน เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ฉะนั้นการเมืองในสภาดังกล่าว ก็ไม่ได้สะท้อนภาพออกมาให้เห็นได้ว่า จะตอบโจทย์ หรือแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้
รัฐบาลเอง ถ้าถามว่าได้ประโยชน์จากเวทีนี้หรือไม่ ก็ยังไม่ได้ เพราะยังตอบไม่ชัดเจนในหลายประเด็น ก็ยังคงเป็นปัญหา ขณะที่ฝ่ายค้าน ได้ประโยชน์หรือไม่ ก็ไม่ได้ประโยชน์เหมือนกัน เพราะฝ่ายค้านเองก็มีปัญหาเรื่องงูเห่าเกิดขึ้นให้เห็น ฉะนั้นกลไกสภายังล้าหลัง ทำให้ไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์กับภาพรวมสักเท่าไหร่
-พล.อ.ประวิตร ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล จะต้องทำอย่างไร หลังเกิดปัญหาคุมเสียงส.ส.ไม่อยู่
คงไม่ต้องทำอะไรมาก เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาเฉพาะบุคคล เฉพาะกลุ่ม และในภาพใหญ่ไม่ได้ทำให้รัฐมนตรีท่านไหนสอบตกเลย ทุกคนยังผ่านหมด ฉะนั้นพล.อ.ประวิตร ท่านคงทำได้ไม่มากไปกว่านี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ เห็นได้ว่า พรรคพลังประชารัฐเอง ก่อนที่พล.อ.ประวิตร จะเข้ามามีกระบวนการในการใช้ความเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ มากกว่านี้เยอะเลย จนกระทั่งพล.อ.ประวิตร เข้ามา สถานการณ์หลายอย่างก็ดูนิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าในพรรคพลังประชารัฐเอง ก็ยังคงมีความแตกแยกอยู่ภายใน ยังไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด แต่ถ้าภาพใหญ่ยังไปได้พล.อ.ประวิตร ก็คงสามารถกำกับพรรคได้อยู่ ในระดับที่พอไปได้ แต่จะให้เป็น 100 เปอร์เซ็นต์คงเป็นไปไม่ได้
-หลังจบการอภิปราย มองว่าเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลยังมั่นคงอยู่หรือไม่
ยังมั่นคง ภาพใหญ่ยังไปได้อยู่ เพราะเราจะเห็นแต่ละพรรคมีปัญหาในเชิงเฉพาะบุคคล เฉพาะกลุ่ม แต่ในภาพใหญ่ไม่มี ก็ไม่มีอะไรที่น่ากังวลขนาดนั้น
-นักวิชาการหลายคนมองว่า หากนายกฯ ไม่ปรับ ครม. จะทำให้รัฐบาลอยู่ได้ไม่นาน
การปรับ ครม. ยังไม่เกิดขึ้นแน่นอน คาดว่าจะไปเกิดในช่วงครบ 2 ปี ของรัฐบาลชุดนี้ คือช่วงเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม แต่ถามว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้รัฐบาลไปไม่ได้ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากภายในรัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาล แต่วันนี้พรรคร่วมรัฐบาลยังไปได้อยู่ ในทางกลับกันยังมีงูเห่าจากฝ่ายค้านมาลงคะแนนให้ จึงไม่ถึงประเด็นที่จะทำให้รัฐบาลเดินต่อไม่ได้