"หมอระวี"จี้ รมว.ดีอี กระทุ้งบอร์ดไปรษณีย์หลังนิ่งเฉยไม่ตรวจสอบทุจริตสร้างตู้ไปรษณีย์ยักษ์

การเมือง22 ส.ค. 2562 • 06:01 น.
"หมอระวี"จี้ รมว.ดีอี กระทุ้งบอร์ดไปรษณีย์หลังนิ่งเฉยไม่ตรวจสอบทุจริตสร้างตู้ไปรษณีย์ยักษ์
"หมอระวี" จี้ รมว.ดีอี กระทุ้งบอร์ดไปรษณีย์ หลังนิ่งเฉยไม่ตรวจสอบทุจริตสร้างตู้ไปรษณีย์ยักษ์ พร้อมเปิดข้อมูลการทำงานถดถอย-กำไรหด ​วันที่ 22 ส.ค. เวลา 12.00 น. นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตของบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ว่า ตามที่พรรคพลังธรรมใหม่ ได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบการใช้งบประมาณ ในการสร้างตู้ไปรษณีย์ยักษ์ และการปรับปรุงอาคารที่ทำการไปรษณีย์คูคต, ธัญบุรี, คลองหลวง, และปทุมธานี รวม 4 แห่ง ที่ใช้งบประมาณค่อนข้างสูง ไปในแนวโน้มที่จะมีความไม่โปร่งใส ​หลังจากทางพรรคได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็ได้รับการแจ้งจากท่ารัฐมนตรีว่า ได้สั่งการไปยังคณะกรรมการบริษัทฯ ให้เร่งรัดดำเนินการ และแจ้งให้ทางพรรคติดตามความคืบหน้าโดยตรงกับคณะกรรมการบริษัทฯ ​ต่อมาทางพรรคได้เข้าพบกับประธานคณะกรรมการบริษัทฯ แต่ปรากฏผลว่า ประธานคณะกรรมการ ยังไม่มีท่าทีที่จะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ​นอกจากนั้นพรรคยังได้รับข้อร้องเรียนถึงข้อมูลการดำเนินโครงการที่มีแนวโน้มที่ไม่โปร่งใสอีกหลายโครงการ และผลการดำเนินการของคณะกรรมการฯ และผู้บริหารบริษัทไปรษณีย์ไทยที่มีแนวโน้มถึงความด้อยประสิทธิภาพในการดำเนินการ ได้แก่ 1.ปรับลด Term of Reference (TOR) เพื่อให้สามารถตรวจรับงานจ้างได้ โดย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ว่าจ้างบริษัท ไอดีล ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด สัญญาเลขที่ สป(ส) 18/2557 ลงวันที่ 7 มี.ค. 2557 สัญญาสิ้นสุด 7 ก.ย. 2558 เป็นเงิน 148,500,000 บาท อายุสัญญา 18 เดือน เพิ่งตรวจรับงานเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2562 (หลังจากสัญญาสิ้นสุด 43 เดือน) ที่ผ่านมาไม่มีการบอกเลิกจ้าง เพื่อให้ผู้รับจ้างได้รับประโยชน์ ด้วยการให้ทำงานต่อและละเว้นไม่มีการปรับผู้รับจ้าง ขณะที่ซอฟแวร์ไม่แล้วเสร็จ แต่มีการซื้อและเช่าอุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ในปี 2559 , 2560, 2561 งบประมาณ 1,000 กว่าล้านบาทมาเตรียมไว้ แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ เพิ่งติดตั้งฮาร์ดแวร์ หลังจากการตรวจรับซอฟแวร์ในเดือนมิ.ย. 2562 ทำให้อุปกรณ์ที่ซื้อมาและเช่ามาล่วงหน้าเสื่อมสภาพ 2.โครงการพัฒนาระบบการส่งต่อโดยใช้เทคโนโลยี (RFID) สัญญาจ้าง 43,873,722 บาท เพื่อพัฒนาระบบงานส่งต่อของ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ให้มีความทันสมัยและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับภาคเอกชน ปัจจุบันตรวจรับงานและจ่ายเงินแล้ว แต่ระบบไม่ประสบความสำเร็จทำให้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด มีเทคโนโลยีล้าหลังกว่าคู่แข่งภาคเอกชน 3.โครงการก่อสร้างศูนย์ไปรษณีย์โคกกลอย จังหวัดพังงา โดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด อนุมติงบประมาณ ปี 2555 จำนวน 60 ล้านบาท สร้างเสร็จตรวจรับงานแล้วตั้งแต่ปี 2561 แต่ไม่เปิดใช้เป็นศูนย์ไปรษณีย์ อ้างพื้นที่การใช้งานน้อยเกินไป 4.การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของบอร์ด ปณท. กรณีไม่ได้ดำเนินการตามมติของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินโครงการดิจิทัลชุมชนด้าน e-Commerce ที่เสนอให้เลิกจ้างกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในความผิดฐานทำให้ประเทศชาติและไปรษณีย์ไทยเสียหาย ในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 9 พ.ค.60 เรื่องโครงการดิจิทัลชุมชนด้าน E-Commerce ซึ่ง มติ ครม. ให้ไปรษณีย์ไทยหารือกับ 4 กระทรวงหลัก คือกระทรวงมหาดไทย, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ และคณะกรรมการบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง สรุปว่า นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีสมควรเลิกจ้าง 5.ด้านกำไรสุทธิ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งปี 2559 กำไรสุทธิ 4,616,837,375.05 บาท ปี 2560 กำไรสุทธิ 4,221,886,021.25 บาท ปี 2561 กำไรสุทธิ 3,809,224,389.05 บาท ส่วนในปีนี้ตั้งแต่เดือนม.ค.-ก.ค. 2562 ผ่านไปครึ่งปี กำไรสุทธิยังไม่ถึง 1,500 ล้านบาท สรุปได้ว่ากำไรสุทธิลดลงทุกปี ซึ่งสวนทางกับตลาด E-Commerce ที่มียอดจำหน่ายสูงขึ้น และปัจจุบันบริษัทเอกชนคู่แข่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่าบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 6.ด้านคะแนนการประเมินผลโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง โดยปี 2559 คะแนนรวม 4.0572 ปี 2560 คะแนนรวม 4.1021 ปี 2561 คะแนนรวม 3.4134 ซึ่งคะแนนรวม ปี 2561 ลดลงมากกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา หมายถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของคณะกรรมการบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการขับเคลื่อนองค์กรลดลง ​​นพ.ระวี กล่าวต่อว่า ทางพรรคจึงขอจัดส่งข้อมูลเหล่านี้มาให้ท่านรัฐมนตรี และขอให้ท่านรัฐมนตรีช่วยลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเอง ถ้าพบว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นความจริง ก็ขอให้ทางท่านรัฐมนตรีได้พิจารณาทบทวนการทำงานของคณะกรรมการบริษัทฯ และผู้บริหารบริษัทฯ แต่ถ้าพบว่าไม่เป็นข้อเท็จจริง ก็ขอเสนอท่านรัฐมนตรีได้กำชับการบริหารไปรษณีย์ไทยให้รัดกุมมากกว่านี้