"เต้-อัจฉริยะ" จัดทีมทนายประกบแม่แตงโม เชื่อโยง "ฆาตกรรมอำพราง" น้อยใจถูกมองผิด ลั่นสู้เพื่อลูก
วันที่ 27 พ.ค.65 ที่รัฐสภา นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ นางภนิดา ศิริยุทธโยธิน มารดาน.ส.นางสาวนิดา พัชรวีระพงษ์ หรือ แตงโม นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ร่วมแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดีการเสียชีวิตของ น.ส.นิดา
โดยนายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า จากการที่ทางนางภนิดาได้มาร้องขอให้ตน และชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมมาช่วยเหลือคดีการเสียชีวิตของน.ส.นิดา ซึ่งวันนี้ทางอัยการยังไม่ได้สั่งฟ้องเลื่อนไป 12 วัน จึงยังพอมีเวลาที่เราจะดำเนินคดีต่อไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (7) ทั้งคดีแพ่งและอาญา ตนขอชี้แจงว่าการดำเนินคดีครั้งต่อไปคนที่รับผิดชอบจะประกอบด้วย ตนในฐานะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ และนายอัจฉริยะ ส่วนที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ประกอบด้วย พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ อดีตผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการประจำ รมว.กลาโหม พล.ท.อัศวิน รัชฎานนท์ รองหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ และทีมทนายความ ได้แก่นายวินัย ชุมสวัสดิ์ และนายสุธีพงศ์ ชีวิตเจริญ ทนายความชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม
นอกจากนี้มีทีมที่ปรึกษากฎหมาย ได้แก่ นายศยุน ชัยปัญญา เลขาธิการพรรคไทยศรีวิไลย์ นายศฤงคาร ข่ายสุวรรณ กรรมการบริหารพรรคไทยศรีวิไลย์ และนายบัญชา สุชญา สมาชิกพรรคไทยศรีวิไลย์
นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อว่า โดยมอบหมายให้นายบัญชา เป็นทนายและโฆษกประจำตัวนางพนิดา ทั้งนี้ตนและน.ส.ภคอร จันทรคณา (ชีวานันท์) บุตรสาวนางนัยนา ชีวานันท์ รองหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ในฐานะนักแสดงช่องเดียวกับน.ส.นิดา จะทำหน้าที่ดูแลนางพนิดาแทนน.ส.นิดา ในช่วงระหว่าง 2 ปีครึ่งจากนี้ จนกว่าการดำเนินคดีจะแล้วเสร็จซึ่งคาดว่าจะเป็นปี 2567 ซึ่งการดำเนินคดีครั้งนี้เพื่อคืนความยุติธรรมให้เป็นไปตามความเป็นจริงตามความรู้สึกของผู้เสียหายโดยตรงก็คือคุณแม่ของน้องแตงโม ตนเชื่อว่าคดีนี้จะเป็นตัวอย่างของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมซึ่งภาคประชาสังคมทุกคนมาร่วมด้วยช่วยกัน
ขณะที่นางภนิดา ได้อ่านแถลงการณ์ระบุว่า รู้สึกอึดอัดใจทุกประเด็นการเสียชีวิตของลูกสาว ลูกสาวตนถือเป็นอภิชาติบุตร และจริงๆแล้วลูกสาวตนอยากทำงานด้านการเมือง ลึกๆตนเจ็บปวดชอกช้ำมาก ทุกวันนี้ยังคิดถึงลูก คิดถึงลูกอยู่ทุกวันเวลา ยังลืมไม่ได้ แต่ถึงเวลาแล้วที่ตนจะต้องทวงความยุติธรรมให้กับลูกสาวคนเดียวที่ตนมี ตนรักสุดหัวใจ ตนต้องการให้ลูกได้รับความเป็นธรรม ตามกระบวนการยุติธรรม ที่เป็นไปตามความจริงอย่างถึงที่สุด ตนมีความเข้าใจว่าลูกสาวตนอาจไม่ได้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ แต่อาจจะเป็นการเสียชีวิตจากการฆาตกรรมอำพราง จึงตัดสินใจดำเนินคดีต่อศาลฯด้วยตนเอง
โดยได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจากพรรคไทยศรีวิไลย์ ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม บุคคลสำคัญ อาทิ พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจน์สุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) พ.อ.นพ.ธวัชชัย กาญจนนรินทร์ ศัยแพทย์โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ รวมถึงประชาชนที่เห็นเหตุการณ์
“คุณแม่มีความรู้สึกเสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับลูกสาวคุณแม่ คุณแม่เสียเวลาไปแล้วจริงๆ3เดือนเต็ม ตอนนี้คุณแม่ก็จะสู้ลุกขึ้นมาสู้ด้วยความถูกต้อง จะสู้เพื่อลูก จริงๆที่ผ่านมาก็สู้ แต่ไม่ได้บอกใคร คุณแม่มีหลักฐานเยอะแยะ เก็บหลักฐานเอง แต่ประชาชนคิดว่าไม่เห็นคุณแม่ทำอะไรเลย คุณแม่ไม่ออกมาช่วยลูกเลย คุณแม่อยากทราบว่าต้องออกมาประกาศด้วยหรือ ถ้าคุณแม่ไม่ช่วยลูกคุณแม่ไม่ผอมแบบนี้ แม่น้ำหนักลดไป7 กก. เพราะว่าไม่ได้หลับได้นอน
ที่สำคัญคือสื่อมวลชนโทรหาคุณแม่บ่อยถึง20 สายแบบเข้าคิวมา แต่แม่รับทุกสาย ไม่เคยปฏิเสธ ไม่ได้ทานข้าว ตั้งแต่ 9โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็นขอข้อมูลอะไรแม่ไม่เคยปฏิเสธ เพราะเข้าใจ คุณแม่ก็เคยเป็นสื่อเหมือนกันแต่เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ให้โรงแรม
ขอให้เข้าใจคุณแม่ด้วยว่าอย่ามองคุณแม่ผิด อย่าให้ค่าคุณแม่ผิด ตั้งแต่นี้ต่อไปขอความกรุณาให้ข่าวในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าบิดเบือน แม่ตั้งใจจะหาความจริงเรื่องลูก ถูกฆาตกรรมด้วยวิธีใด ตรงนี้สำคัญ” นางภนิดา กล่าว
แม่ดาราสาวแตงโม กล่าวอีกว่า สื่อใดที่มีหลักฐาน หรือช่วยหาหลักฐานให้ตนบ้าง ก็จะดี จะได้ช่วยกันลดทอนความยุ่งยากของตน สัญญาได้หรือไม่ว่าสื่อจะช่วยหาหลักฐาน จะไปปลอมตัวเป็นใคร ไปที่ไหน ก็ทำไปเลย และมาเบิกค่าใช้จ่ายที่ตน คดีของลูกสาวตนจะได้เกิดความยุติธรรมจริงๆ แล้วอยากให้มีความถูกต้อง เพื่อเป็นบรรทัดฐานในคดีต่อไปจะได้ไม่โดนโมเมนต์แบบนี้ถึง3เดือนที่ผ่านมา ลูกสาวตนไปโดนหมกเม็ดอยู่ที่ไหนเยอะแยะไปหมด ไม่ตรงโน้นก็ตรงนี้ แต่ข้อเท็จจริงไม่เคยเปิดเผย ทั้งที่สื่อก็รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร แต่ไม่มีใครเคยบอกตน สื่อก็ปกปิดตนเหมือนกัน ที่ผ่านมาไม่ใช่ข้อเท็จจริง และเอามาพูดกัน
ขณะที่ นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ตนได้รับมอบอำนาจจากนางภนิดาอย่างเป็นทางการโดยชอบด้วยกฎหมาย ในการใช้สิทธิ์ฟ้องร้องบุคคลบนเรือทั้งหมด วันนี้ตนได้นำหลักฐานบางส่วนให้นางภนิดา ดู และเชื่อว่านางภนิดาเข้าใจในสิ่งที่ตนทำในเรื่องเกี่ยวกับฆาตกรรมอำพรางที่เกิดขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป คือ จะมีการพิสูจน์เรือใหม่ รวมถึงแนวทางการฟ้องร้องดำเนินคดีบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมอำพรางน.ส.ภัทรธิดา หลักฐานบางส่วนตนไม่สามารถเปิดให้คนทั้งประเทศดูได้ แต่ตนให้แม่ดูจนมีการแต่งตั้งตนและทีมทนายเป็นผู้รับมอบอำนาจ
ทั้งนี้ ตนจะเชิญอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกามาร่วมเป็นทีมงานในการร่างคำฟ้องด้วย และจะมีผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 15 คน จากทุกสาขาอาชีพเช่น ด้านการแพทย์ มีพญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ที่จะมาพิสูจน์เรื่องบาดแผลก้างปลา นพ.ธวัชชัย กาญจนรินทร์มาพิสูจน์บาดแผลที่ขาข้างขวาและบาดแผลอื่นๆ ว่าเกิดจากอะไรกันแน่ แต่ยืนยันได้ว่าไม่ได้เกิดจากใบพัดเรือแน่นอนผู้เชี่ยวชาญทางเรือที่สามารถยืนยันได้ว่าจากประสบการณ์ขับเรือสปีดโบ๊ตรุ่นดังกล่าว แตงโมไม่ได้ตกท้ายเรือ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบจีพีเอส รวมถึงอดีตอัยการ จะมาช่วยกันผนึกกำลังเพื่อทวงความยุติธรรมให้แตงโม
นายอัจฉริยะ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาคุณแม่เสียเวลาไปเยอะแล้ว วันนี้สิ่งที่เรารอคอยในการทำให้คุณแม่ยอมรับว่าคดีนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุจากการนั่งปัสสาวะท้ายเรือ โดยเรามีหลักฐานบางอย่างและให้คุณแม่ดูเรียบร้อยแล้ว อะไรที่ทำได้เราจะทำทันที โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เมื่อได้รับมอบอำนาจจากคุณแม่แล้ว เราจะทำงานง่ายขึ้นในการขอเอกสารต่างๆ และในการพิจารณาต่างๆ จะไม่ปิดกั้น โดยให้คุณแม่ดูทุกขั้นตอนของการทำงานอย่างโปร่งใส เราจะใช้เวลาอีกไม่นานในการรวบรวมพยานหลักฐาน วันที่ 30 พ.ค.นี้ จะใช้โดรนใต้น้ำสำรวจหาวัตถุพยานสำคัญ 2 คนมาชี้จุดให้ ว่าเขาทิ้งอะไรไว้ที่ไหนบ้าง เราไม่ได้คาดหวังแต่ก็จะพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย
เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่ากระบวนการที่วางไว้จะไม่เสียเวลาเหมือน 3 เดือนที่ผ่านมา นายอัจฉริยะ กล่าวว่า อย่างน้อยที่สุดเป็นนิมิตหมายอันดี ที่อัยการจังหวัดนนทบุรี ได้เล็งเห็นความสำคัญในการยื่นขอความเป็นธรรมของเราจำนวน 8 ข้อ ซึ่งมันสามารถพิสูจน์ได้ว่าหากอัยการมีการสอบ 8 ประเด็นที่เราร้องขอ จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องของความประมาท ตนไม่เข้าใจว่า คนบนเรื่อมีแค่ 5 คนทำไมตำรวจมีสำนวนการสอบสวนถึง 2 พันกว่าแผ่น เราใช้คนไม่เกิน 15 คน และคาดว่าใช้เวลาไม่นานในการพิสูจนความจริง โดยการใช้นิติวิทยาศาสตร์เป็นหลัก เพราะหากใช้คนเป็นหลักจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้
ทั้งนี้สิ่งที่จะทำต่อไปคือ การดำเนินคดีตามกฎหมายกับพยานเท็จทุกคน ซึ่งสัปดาห์หน้าก็จะมีการดำเนินคดีกับรายหนึ่งที่เป็นพยานสำคัญที่ตำรวจนำมาอ้างอิงและเป็นพยานเท็จแน่ๆ เพราะหากปล่อยให้อยู่ในสำนวนของตำรวจ จะทำให้คดีเกิดความเสียหาย
เมื่อถามว่า สามารถเปิดเผยหลักฐานใหม่ๆที่จะบ่งชี้ไปถึงการฆาตกรรมได้บ้างหรือไม่ นายอัจฉริยะ กล่าวว่า อย่างน้อยที่สุดเรือที่ตนจะขอตรวจคราบเลือด เรือไม่ใช่เรือทั่วไป ซึ่งนางภนิดา ได้เห็นแล้ว แต่ตนขอยังไม่เปิดเผย แต่สิ่งที่ตนทำทั้ง 8 ประเด็น มีเหตุผลว่าทำไมต้องขอตรวจ โดยขณะนี้ตนไม่ได้รบกับแค่ผู้ต้องหาบนเรือแต่รบกับคนที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ และล่าสุดที่ตนทราบมา เช่น มีชุดสืบสวนสอบสวนไปบอกกมธ.สิทธิมนุษยชนฯ ว่า มีแก้วแตกบนเรือ 1 ใบซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่เป็นอาวุธในการทำให้เกิดบาดแผลได้
เมื่อถามว่า ตำรวจสรุปสำนวนว่าเป็นเรื่องประมาท แต่เห็นแย้งว่าเป็นฆาตกรรม มองว่าคดีจะเป็นอย่างไรต่อ นายอัจฉริยะ กล่าวว่า หากอัยการเล็งเห็นการร้องขอทั้ง 8 ข้อ ของตนและมีการสอบพญ.คุณหญิงพรทิพย์ นพ.ธวัชชัย และผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ก็จะได้ข้อเท็จจริงว่าไม่ใช่คดีประมาท และจะนำไปสู่การแก้ข้อกล่าวหา เพราะมีพยานหลักฐานใหม่ พนักงานอัยการก็สามารถมีสิทธิ์แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเป็นคดีฆาตกรรมได้
เมื่อถามว่า จะไม่ทิ้งคุณแม่กลางทางใช่หรือไม่ นายอัจฉริยะ กล่าวว่า “เราไม่ทิ้งคุณแม่อยู่แล้ว ยืนยันว่าตอนนี้ก็เหมือนแม่ของผมคนหนึ่ง แตงโมก็เหมือนน้องสาวของผมคนหนึ่ง หรือเรียกว่าเป็นลูกสาวก็ได้เพราะผมก็อายุ 55 ปีแล้ว สิ่งที่ทำวันนี้ไม่ใช่แค่เพื่อแตงโมคนเดียวแต่เพื่อประเทศชาติและเหยื่ออาชญากรรมอีกมากมาย เพราะในวันข้างหน้าเราไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกหรือไม่”
เมื่อถามว่า ตอนนี้คุณแม่มอบหมายให้ทำคดีแล้ว ไม่ได้เข้ามาเพื่อจะหลังผลด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องการเข้ามาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้น.ส.นิดาใช่หรือไม่ นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ตนทำคดีน.ส.นิดาตั้งแต่ตอนที่คุณแม่ยังมีทนายความอยู่แล้ว มา 3 เดือนเต็มและเราได้ระดมสรรพกำลังของเราที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทุกด้าน เข้ามาวิเคราะห์และมีการประชุมกันทุกอาทิตย์ โดยขณะนั้นคุณแม่ยังไม่มอบอำนาจให้เรา เราก็ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญในการพิสูจน์หลักฐานต่างๆ จนกระทั่งประชาชนให้ความหวังและให้กำลังใจเรา ตนคงไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง
นายอัจฉริยะ กล่าวว่า คดีนี้ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่มีการบิดเบือนข้อเท็จจริงไปมาก เดิมผู้เชี่ยวชาญของกองบัญชาการตำรวจภาค 1 ที่ดูกล้องวงจรปิด ก็มาเรียนรู้จากพวกเรา และตนก็แย้งไปตลอดว่า ตนไม่เคยเห็นว่าแตงโมตกเรือ หรือนั่งท้ายเรือ สิ่งที่เราเห็นคือแตงโมหายไปตั้งแต่ช่วงเวลา 22.12-22.32 น. เหลือคนบนเรือแค่ 5 คน สิ่งสำคัญคือนายบอยได้รับโทรศัพท์จากคนบนเรือในเวลา 22.40 น. ซึ่งตรงกับกล้องวงจรปิดและเป็นหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้
นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ตนขอชี้แจงเกี่ยวกับคดีนี้ว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 ปี ฉะนั้น ในการดูแลการต่อสู้คดีในชั้นอัยการศาลชั้นต้นอุทธรณ์ ศาลฎีกา ตนจะดูแลนางพนิดาประมาณร่วม 3 ปีด้วยกัน โดยทุกสัปดาห์จะเจอกันตลอด โดยจะดูแลเรื่องคดีต่างๆ รวมถึงสุขภาพด้วย ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคดีอะไรที่ต้องใช้เจ้าหน้าที่รัฐ ตนพร้อมจะซัพพอร์ตนายอัจฉริยะทุกอย่างเพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับคดีนี้ อีกทั้งมีความเกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นแนวคิดคล้ายกับพญ.คุณหญิงพรทิพย์
เมื่อถามว่า ทำไมนายมงคลกิตติ์จึงได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เหมือนจะไม่อยากยุ่งกับเรื่องคดีของน.ส.นิดาแล้ว นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ตนยุ่งกับคดีของน.ส.นิดา ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ เพียงแต่ช่วงมูฟออนให้คนอื่นทำแทน หลักฐานต่างๆ ก็มอบให้ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม โดยหลักฐานที่ตนได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหลายอย่างด้วยกัน สามารถนำไปเป็นพยานใช้ในชั้นศาลได้ทั้งหมด และไม่ถูกดำเนินคดีกลับ ฉะนั้น หลักฐานอื่นๆ ที่เราไม่สามารถพูดได้ก็มีอีกเยอะ ต้องยื่นศาลก่อนจึงจะแถลงได้