“ ยุทธพร อิสรชัย ” เปิดปัจจัยท้าทาย “รัฐบาลบิ๊กตู่” จับตาครึ่งเทอมหลัง จะ “ปัง” หรือ “พัง” ?
หมายเหตุ : “รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้สัมภาษณ์ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงครึ่งเทอมหลังของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้
สถานการณ์การเมืองช่วงครึ่งเทอมหลังของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ มองว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ช่วงครึ่งเทอมหลังมีหลายปัจจัยที่ท้าทายรัฐบาล ทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เช่น ปัจจัยทางด้านการเมือง คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะออกมาในลักษณะไหน จะสามารถทำให้การเมืองปรับเปลี่ยนรูปโฉมไปในทางที่รัฐบาลจะสามารถสืบต่ออำนาจอีกสมัยได้หรือไม่ เพราะการแก้รัฐธรรมนูญ ประเด็นสำคัญ เช่น เรื่องของบัตรเลือกตั้ง หรือประเด็นที่คนไม่ค่อยมองกันนั่นคือมาตรา 144 ที่ให้บรรดาส.ส.สามารถร่วมแปรญัตติได้ จากเดิมรัฐธรรมนูญได้ห้ามเอาไว้
นอกจากนี้ยังมีมาตรา 185 ที่ให้ส.ส.เข้ามาเกี่ยวข้องกับระบบราชการได้ ตรงนี้จะเป็นการสร้างฐานอำนาจที่แข็งแกร่งให้กับทางพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเตรียมเข้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งมีแนวโน้มว่าถ้าเป็นอย่างนี้ โอกาสที่จะเห็นรัฐบาลอยู่ไม่ครบวาระก็เป็นไปได้ แต่คงไม่ได้เกิดขึ้นในเร็ววัน เช่น อาจมีการยุบสภาฯ ในปีหน้า หรือการเลือกตั้งต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยนอกสภาฯ ด้วย เช่น การชุมนุมจะกลับมาอีกครั้งหรือไม่ การชุมนุมตอนนี้อาจยุติชั่วคราวจากผลโควิด-19 หรือการดำเนินคดีแกนนำ เพราะฉะนั้นนี่คือปัจจัยทางการเมืองที่จะชี้ว่า รัฐบาลจะมีทิศทางอย่างไรหลังจากนี้ไป แต่ในช่วง 2 ปีแรก ซึ่งจะครบวาระในเดือนสิงหาคมนี้ อย่างไรก็อยู่ครบวาระอยู่แล้ว แต่หลังจากนี้ไปจะมีเงื่อนไขการเมืองอย่างที่บอกไป เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ ส่วนเรื่องการเมืองพรรคร่วมไม่น่ากังวลอะไร แม้จะมีการออกมาเห็นต่างกันบ้าง แต่ถือเป็นปรากฎการณ์ปกติของรัฐบาลผสมมากกว่า
ส่วนเรื่องเศรษฐกิจเป็นงานหนักของรัฐบาล เพราะส่งผลกระทบต่อประชาชน และอยู่ในชีวิตประจำวันโดยตรง การแก้ไขที่ผ่านมายังยืดเยื้อ เรื้อรังอยู่ แม้กระทั่งภาวะเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากโควิด-19 จะเป็นปัจจัยสำคัญที่เป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล นี่คือปัจจัยที่ผลส่งต่อเรื่องการเมืองด้วย การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นโครงการเยียวยา การลด แลก แจกแถมต่าง ๆ เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น
แต่ปัญหาเศรษฐกิจภาพใหญ่ โดยเฉพาะเชิงโครงสร้าง เช่น การลดความเหลื่อมล้ำ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การลดการผูกขาด การกระจายรายได้ที่เป็นธรรมไม่เคยได้รับการแก้ไข ไม่มีภาพอะไรที่ออกมาชัดเจนเลย นี่คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประเด็นเศรษฐกิจนั้นเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดนี้
ขณะที่ประเด็นสังคม ก็สืบเนื่องมาจากประเด็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น เรื่องระบบสาธารณสุข ที่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ หรือการเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มีความเสมอภาค หรือแม้กระทั่งเรื่องการระบาดของโควิด-19 หรือเรื่องวัคซีนต่าง ๆ เหล่านี้ยังเป็นประเด็นที่สังคมยังมีคำถามอยู่ นี่คือสิ่งสำคัญที่จะเป็นปัจจัยท้าทายในช่วงประมาณ 2 ปีหลังจากนี้ หากรัฐบาลอยู่ครบวาระ
ตอนนี้โจทย์สำคัญของรัฐบาลอยู่ที่ "สงครามโควิด" หากฝ่าฟันไปได้ นายกฯ จะพลิกกลับมาถือแต้มต่อหรือไม่
หากแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ได้ แน่นอนว่าจะมีโอกาสมากขึ้น เพราะอย่าลืมว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรง และเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบกับประชาชน เรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ประชาชนคาดหวังเยอะอยู่แล้ว ซึ่งถ้าแก้ได้ก็มีโอกาส แต่ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ยาก เพราะยังมีภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำจากโควิด-19 ด้วย
นอกจากนี้ พื้นฐานทางเศรษฐกิจไทย เราผูกติดอยู่กับ 2 เรื่องใหญ่ ๆ คือ 1.การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และ 2.เรื่องอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ในภาวะวิกฤติโควิด-19 ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ ทำให้ความเชื่อมั่นของรัฐบาลก็ดี หรือเรื่องของการเปิดประเทศใน 120 วันก็ดี สุดท้ายถ้าเปิดมาแล้วปรากฎว่าการระบาดมันหนักขึ้นกว่าเดิมก็อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่โจทย์ที่ง่ายเลย
“ส่วนเศรษฐกิจภายในประเทศ คือเรื่องของการบริโภค การขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใน จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปีที่แล้วก็มีโครงการต่าง ๆ มากมาย มีการกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ผ่านไป 1 ปี เงิน 1 ล้านล้านบาท ก็กำลังจะหมดลง ขณะเดียวกันก็มีการกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท
เงินที่กู้มาเหล่านี้ ถามว่ากระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการหมุนเวียนได้มากมายขนาดไหน เราก็ยังไม่เห็นภาพ แต่ทางตรงข้ามกลับเป็นการก่อหนี้สาธารณะ กรอบวินัยการเงินการคลัง กำหนดไว้ไม่เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ วันนี้อยู่ที่ 58 เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว ดังนั้นตรงนี้ก็เป็นจุดที่ต้องระวังสำหรับการก่อหนี้สาธารณะ เพราะจะส่งผลระยะยาวต่อเศรษฐกิจของประเทศ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าแก้ได้ คะแนนนิยมก็จะเกิดขึ้นกับรัฐบาลแน่นอน”
การแก้รัฐธรรมนูญ ประเมินว่า จะเดินไปได้สุดทางแค่ไหน
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าร่างของพรรคพลังประชารัฐมีโอกาสที่จะผ่านมากที่สุด เพราะว่าตอนนี้จะเห็นว่ามีการเสนอเข้ามาถึง 14 ร่าง ยังไม่รวมกับของกลุ่ม Re-solution ที่กำลังหารายชื่ออยู่ ซึ่งหากครบ 50,000 รายชื่อ ก็จะเป็น 14+1 ร่าง แต่เฉพาะ 14 ร่างนี้ จะเห็น ได้เลยว่าร่างของพรรคพลังประชารัฐมีโอกาสมากที่สุด เพราะมีส.ส.อยู่ในมือ 119 คน ขณะเดียวกันยังมีส.ว.อีก 240 กว่าเสียง ซึ่งรวมกันแล้วก็เกือบจะกึ่งหนึ่งของรัฐสภาแล้ว อาจจะมีเสียงพรรคร่วมอีกนิดหน่อยก็สามารถแก้ไขได้แล้ว
อย่าลืมว่าเงื่อนไขของ ส.ว.คือโจทย์ใหญ่ที่สุดในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นในวาระที่ 1 ที่จะต้องมีเสียงส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 นั้น และในวาระที่ 3 ต้องมีเสียงส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ถ้าเป็นร่างของพรรคพลังประชารัฐ โอกาสที่ส.ว.จะเห็นคล้อยตามหรือสอดคล้องก็มีโอกาสมากกว่าร่างอื่น ๆ อยู่แล้ว
ขณะเดียวกันวาระ 3 แม้จะต้องอาศัยเสียงของพรรคการเมืองที่ไม่มีที่นั่งรัฐมนตรี หรือไม่มีที่นั่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีก 20 เปอร์เซ็นต์ก็คงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคำว่าพรรคที่ไม่มีที่นั่งในตำแหน่งรัฐมนตรี หรือรองประธานสภาฯ ไม่ได้จำกัดเฉพาะฝ่ายค้าน บรรดาพรรคเล็ก พรรคจิ๋วที่อยู่ฟากฝั่งรัฐบาลไม่ได้จะถูกนับด้วยในส่วนนี้ ดังนั้น 40 กว่าเสียงโดยประมาณจาก 200 กว่าเสียง ก็คงหาได้ไม่ยาก
ขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่ฝ่ายค้านบางพรรค เช่น พรรคเพื่อไทยก็จะไปโหวตให้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพราะเพื่อไทยเองก็ต้องการบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเหมือนกัน ดังนั้นร่างของพรรคพลังประชารัฐมีโอกาสที่จะผ่านมากกว่าการเสนอของพรรคอื่น ๆ
อย่างประเด็นเรื่องบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ปมการแก้รัฐธรรมนูญกลายเป็น "ชนวน" ทำให้พรรคฝ่ายค้าน "เพื่อไทย-ก้าวไกล" หันมาเปิดศึกกันเอง
จริง ๆ เรื่องบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คงไม่ได้เป็นเหตุให้ 2 พรรคนี้แตกแยก เพราะในแง่แก่นสารอุดมการณ์พรรคยังเหมือนกัน เพียงแต่สิ่งที่ 2 พรรคนี้เห็นต่างกันก็เป็นเรื่องทางเทคนิค ที่สำคัญ 2 พรรคนี้ เป็นผลผลิตของยุคสมัยที่ต่างกันมากกว่า พรรคเพื่อไทยเป็นผลผลิตจากรัฐธรรมนูญปี 2540 และเป็นผลผลิตจากบริบทสังคม การเมือง ซึ่งในเวลานั้นการเมืองขาดเสถียรภาพต้องการฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง จึงเป็นที่มาของการมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ในระบบการเลือกตั้งแบบคู่ขนาน
ทำให้พรรคไทยรักไทยในตอนนั้น ประสบความสำเร็จ ซึ่งอดีตที่ประสบความสำเร็จจึงทำให้พรรคเพื่อไทยในปัจจุบันคงเห็นว่ากติกานี้คือสิ่งที่เหมาะกับพรรคมากที่สุด นอกจากนี้ความเป็นมาของพรรค และฐานที่สำคัญของพรรคก็อยู่ที่ส.ส.เขต ภาพของพรรคจะสะท้อนบริบทของการเมืองในระดับพื้นที่
ขณะที่พรรคก้าวไกล มีบริบทการเติบโตมาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ต่างกับพรรคเพื่อไทยบริบททางการเมือง และสังคมเกิดขึ้นในยุคที่มีความหลากหลาย ทั้งทางอุดมการณ์ และสังคม ฐานของพรรคก้าวไกลคือการ มีส.ส.บัญชีรายชื่อ นอกจากนี้ความเป็นมาของพรรคก็เกิดขึ้นจากความเห็นทางวิชาการ ซึ่งความคิดทางวิชาการจึงต่างจากการมองการเมืองระดับพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย ดังนั้นนี่คือสิ่งที่เป็นผลผลิตของยุคสมัยที่ต่างกันมากกว่า คงไม่ถึงขั้นสร้างความแตกแยก แต่อาจเป็นเพียงเรื่องของความคิดที่ต่างกันอันเนื่องมาจากผลผลิตของยุคสมัยของแต่ละพรรคที่ต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้หากพิจารณาดูแล้วจะพบว่ามีการแก้ไขใน 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ 1.การแก้ไขในเชิงโครงสร้าง และ2.การแก้ไขในส่วนประเด็นเชิงเทคนิค โดยประเด็นเชิงโครงสร้างสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งทางการเมือง และสังคมในประเทศไทยยังคงอยู่ ความขัดแย้ง และการต่อสู้ทางอุดมการณ์ในการแก้รัฐธรรมนูญก็ยังคงอยู่ เรียกได้ว่าการต่อสู้ 2 ฝ่าย คือ 1.ฝ่ายที่มีอุดมการณ์สืบทอดอำนาจจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ2.ฝ่ายอุดมการณ์ที่มีที่มาจากการเมืองแบบเลือกตั้ง
ซึ่งฝ่ายที่ 2 จะมีทั้งพรรคฝ่ายค้าน พรรคร่วมรัฐบาลส่วนหนึ่ง เช่น ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา ทั้งนี้ ทั้ง 2 กลุ่มก็อาจจะมีโทนความเข้มอ่อนที่ต่างกัน เช่น ฝ่ายค้านมีโทนความเข้มมากกว่าพรรคร่วมอื่น ๆ แต่ประเด็นเหล่านั้นก็สะท้อนออกมา เช่น การเสนอปรับอำนาจส.ว.ตามมาตรา 272 การเสนอให้มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากส.ส. หรือนายกฯ คนใน การเสนอเรื่องการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือแม้กระทั่งการยกเลิกประกาศคำสั่งคสช.ตามมาตรา 279
ซึ่งยังไม่รวมกลุ่ม Re-solution ที่เสนอยกเลิกส.ว. และเสนอเปลี่ยนวิธีการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระแต่ก็กำลังรอ 50,000 รายชื่ออยู่ นี่เป็นกลุ่มความคิดเชิงโครงสร้างจะท้อนให้เห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ยังเป็นการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ จะสะท้อนให้เห็นถึงอุดมการณ์ที่แตกต่างกันของทั้งสองกลุ่ม ใน ขณะที่ประเด็นที่สอง จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเชิงเทคนิค สะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายแต่ละพรรคที่เสนอแก้รัฐธรรมนูญ เช่น 1.บัตรเลือกตั้ง 2 ใบส่วนเป้าหมายทางการเมืองสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ว่าจะเป็นทางพรรคพลังประชารัฐ พรรคเพื่อไทย
2.การเสนอเพื่อสร้างความเข้มแข็งของรัฐราชการ หรือที่เรียกว่ารัฐราชการใหม่ สิ่งนี้คือการเสริมสร้างอำนาจของพรรคพลังประชารัฐ เช่น การเสนอแก้มาตรา 144 การเสนอแก้มาตรา 185 หรือแม้กระทั่ง 3.การสร้างฐานการเมืองใหม่ เรื่องนี้ส่วนใหญ่จะถูกเสนอโดยพรรคร่วมรัฐบาล เช่น เรื่องการกระจายอำนาจ เรื่องหลักประกันรายได้ของประชาชน หรือแม้กระทั่งเรื่องสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนต่าง ๆ เหล่านี้ จะถูกเสนอโดยพรรคร่วม เช่น ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา
และ 4.จะเป็นเรื่องการสร้างอำนาจของฝ่ายการเมืองต่อกระบวนการตรวจสอบ นั่นคือการเสนอให้สามารถตรวจสอบองค์กรอิสระ โดยเฉพาะคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ ซึ่งก็มาจากการเสนอของกลุ่มภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ และชาติไทยพัฒนา ดังนั้นในกลุ่มที่ 2 นี้จะเป็นการเสนอเพื่อเป้าหมายทางการเมืองของแต่ละพรรค
สะท้อนภาพให้เห็นว่ากระบวนการตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดประเด็นในการเห็นต่างกันบ้าง ทั้งพรรคฝ่ายค้านเอง และในพรรคร่วม แต่โดยหลัก ๆ แล้ว แต่ละคู่อุดมการณ์ก็ยังไม่ได้ทำให้เกิดความแตกแยกของแต่ละฝั่ง
ถ้าเลือกตั้งรอบหน้าใช้รูปแบบบัตร 2 ใบได้จริง ใครจะเสียเปรียบ - ได้เปรียบมากที่สุด
บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คงต้องดูในส่วนของระบบเลือกตั้งด้วยเพราะการเลือกตั้งในโลกนี้มีอยู่ด้วยกัน 4 ระบบใหญ่ 1.ระบบเสียงข้างมาก 2.ระบบสัดส่วน 3.ระบบผสม และ 4.ระบบอื่น ๆ ดังนั้นในประเทศไทย หากดูในรัฐธรรมนูญปี 2540, 2550 และ 2560 จะเห็นว่ามีความต่างกันอยู่
ในรัฐธรรมนูญปี 2540 ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสม แต่เป็นแบบคู่ขนาน เพราะฉะนั้นในระบบคู่ขนาน บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ มันจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย ใบหนึ่งก็เลือกตั้งส.ส.เขต อีกใบก็เลือกส.ส.บัญชีรายชื่อ พอบัตรเลือกตั้ง 2 ใบไม่เกี่ยวข้องกัน ใบหนึ่งที่ได้ส.ส.เขต พรรคไหนที่ได้เยอะ ก็ได้เยอะอยู่แล้ว และถ้าได้บัญชีรายชื่อเยอะก็จะได้บวกเพิ่มขึ้นไปอีก
ดังนั้นก็จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า โอเวอร์แฮงก์ หรือเรียกว่าจำนวนส.ส. ที่เกินกว่าส.ส. ที่พึงจะได้รับ ทั้งนี้ต้องบอกว่าพรรคใหญ่จะได้เปรียบในระบบนี้ ในสมัยนั้นก็จะเป็นพรรคไทยรักไทย และการที่จะนำกลับมาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ก็จะใช้ระบบนี้ เพราะฉะนั้น พรรคที่จะได้เปรียบก็คือพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐ และการเมืองก็จะกลับไปเหมือนปี 2540 คือเป็นเรื่องของพรรคใหญ่ 2 พรรค ซึ่งอยู่ในสภาฯ
เพราะฉะนั้นระบบนี้จะเป็นสิ่งที่อำนวยให้กับ 2 พรรคนี้เป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ระบบการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ยังใช้ระบบคู่ขนานเพียงแต่มีการปรับรายละเอียดเล็กน้อยในเรื่องบัญชีรายชื่อ แต่พอมาถึงปี 2560 ก็มีการใช้ระบบที่เรียกว่าจัดสรรปันส่วนผสม หรือ Mixed Member Apportionment System (MMA) ดังนั้น ระบบการจัดสรรปันส่วนผสมก็คือระบบที่ทำให้พรรคขนาดกลาง ๆ ที่มีส.ส.เขต กลาง ๆ เพื่อจะได้บัญชีรายชื่อเยอะตามไปด้วย เช่น พรรคก้าวไกล ก็ได้ประโยชน์จากระบบนี้
แต่สิ่งที่พรรคก้าวไกลเสนอวันนี้ คือจะให้มีการนับคะแนน ซึ่งมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบเหมือนกัน แต่จะให้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบนั้นมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน แต่จะไม่ใช่ระบบคู่ขนาน เรียกว่าระบบสัดส่วนผสม หรือ Mixed Member Apportionment (MMA) หรือที่ชอบเรียกว่าระบบเยอรมนี ซึ่งระบบนี้เป็นระบบที่มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบที่สัมพันธ์กัน คือถ้ามีระบบส.ส.เขตเยอะ ก็จะมีส.ส.บัญชีรายชื่อน้อย ถ้ามีส.สเขตน้อยก็จะได้ส.ส.รายชื่อเยอะ เพื่อไปเติมเต็มให้ได้ตามจำนวนส.ส.ที่พรรคนั้นพึงจะได้รับ
ดังนั้นระบบนี้คือสิ่งที่พรรคก้าวไกลต้องการมากกว่า เพราะจะอำนวยกับพรรคขนาดกลาง ๆ และอำนวยให้พรรคขนาดเล็ก ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลก็ไม่สามารถเสนอได้ เพราะส.ส.ของเขาไม่ถึง 1 ใน 5 เพราะการจะเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ต้อง เสนอโดยมีการลงชื่อของส.ส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของส.ส.ที่มีอยู่ ซึ่งก็ต้องเกือบประมาณ 100 คน แต่พรรคก้าวไกลมีส.ส. แค่ 50 กว่าคนในพรรค ดังนั้นเขาจึงเสนอไม่ได้ จึงมีเพียงแนวคิดที่เรียกร้องให้เพื่อไทยไม่สนับสนุนพลังประชารัฐ อย่างไรก็ตามระบบนี้ไปปรากฏอยู่ในร่างของกลุ่ม Re-solution
พรรคเพื่อไทยมีโอกาสจะกลับมาทวงตำแหน่งเป็นพรรคอันดับ 1 ได้อีกหรือไม่
มีโอกาส แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยก็เป็นอันดับ 1 ในสภาฯ ไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐ เพียงแต่พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ไม่สามารถรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาฯ ได้ แต่จำนวนส.ส.นั้น ถือว่าพรรคเพื่อไทยเป็นอันดับ 1 ดังนั้นตรงนี้สะท้อนภาพให้เห็นว่าการที่เพื่อไทยจะมาเป็นอันดับ 1 ก็เป็นไปได้ แต่โจทย์ใหญ่อยู่ที่ว่ากลับมาแล้วรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่
การปรับโครงสร้างพรรคพลังประชารัฐล่าสุด มองเห็นอะไรบ้าง ความพร้อมรับเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งจะมีขึ้นก่อนครบวาระ
คงไม่ใช่เรื่องของการเตรียมพร้อมรับเลือกตั้งอย่างเดียว แต่น่าจะเป็นในหลาย ๆ ส่วน การเลือกตั้งไม่ได้มาจากปัจจัยแค่การแก้รัฐธรรมนูญหรือการขยับเขยื้อนของพรรคพลังประชารัฐ แต่ยังเกี่ยวข้องกับอีกหลายอย่าง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องงบประมาณการเยียวยาที่จะลงพื้นที่ หรือแม้กระทั่งภาพลักษณ์ความนิยมของรัฐบาล ดังนั้นเมื่อฝ่ายรัฐบาลไม่ได้อยู่ในสถานะที่ได้เปรียบ เขาก็ไม่ยอมยุบสภาฯ ง่าย ๆ แต่การปรับเปลี่ยนในพรรคพลังประชารัฐ เป็นการเตรียมความพร้อมมากกว่า ซึ่งอาจจะไม่ได้เกิดในระยะเวลาอันใกล้ อาจจะเป็นปีหน้า
ซึ่งการปรับเปลี่ยนในพรรคพลังประชารัฐคงรวมถึงสถานการณ์ในพรรคด้วย เนื่องจากในพรรคเกิดจากการรวมกลุ่มของส.ส.ที่มาจากหลากหลาย ดังนั้นการดุลอำนาจของแต่ละกลุ่มจึงเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เราจะเห็นได้ว่าก่อนหน้านี้ก็มีบทบาทของกลุ่มสามมิตรที่เข้ามาแทนกลุ่มสี่กุมาร พอกลุ่มสี่กุมารเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็อาจจะต้องยุบเปลี่ยนออกไป โดยเป็นกลุ่มของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เข้ามาแทน
ดังนั้น ตรงนี้เป็นเรื่องของการดุลอำนาจกันของพรรคการเมืองที่มีลักษณะความเป็นมา และการก่อตั้งรูปแบบนี้ และคงจะเป็นเรื่องผลงานของร.อ.ธรรมนัส ด้วย ทั้งจากการชนะเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นผลงานที่ร.อ.ธรรมนัส ได้สร้างให้กับพรรค รวมไปถึงการจัดตั้งรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส เป็นคนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้นเรื่องนี้คือผลที่เกิดขึ้นในพรรคพลังประชารัฐ
การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นก่อนครบวาระในปี 2566 หรือไม่
มีโอกาสสูงที่จะเป็นอย่างนั้น เพราะการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นก่อนครบวาระ หากรัฐบาลอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบก็มีโอกาสที่จะเป็นได้
สุดท้ายถ้าจะสรุปสถานการณ์การเมืองของพล.อ.ประยุทธ์ ในครึ่งเทอมหลังจากนี้ไปจะปังหรือพัง
ไม่คิดว่าจะปัง แต่ก็ไม่ถึงกับพัง เพราะเรื่องเศรษฐกิจ และโควิด-19 เพียงแต่โอกาสที่รัฐบาลจะอยู่ไม่ครบเทอมก็มีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากโดยกติกาของรัฐธรรมนูญด้วยเรื่องส.ว. มีอำนาจในการโหวตเลือกนายกฯ เพียงแค่ 5 ปี และส.ว.ตามบทเฉพาะกาล ก็อยู่ได้ถึงแค่ 5 ปี ดังนั้นหากรัฐบาลจะอยู่ครบวาระในปี 2566 เท่ากับ ส.ว. จะเหลือวาระแค่ปีเดียว ซึ่งก็จะยังไม่สามารถทำให้เกิดการแก้ไขอะไรได้
เพราะฉะนั้นหากรัฐบาลยุบสภาฯ ก่อน เลือกตั้งกลับเข้ามา และพล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาใหม่ก็เป็นไปได้ที่อาจจะมีปรับเปลี่ยนรูปโฉมส.ว. เช่น อาจจะมีต่ออายุชุดนี้ออกไปโดยการแก้รัฐธรรมนูญหรืออะไรต่าง ๆ อย่างไรก็ตามเขาคงไม่ปล่อยให้ถึงขั้นครบวาระ แล้วค่อยเลือกตั้ง
เชื่อว่าอย่างไรก็มีโอกาสที่จะเลือกตั้งก่อนครบวาระ แต่จะมีความปังหรือไม่นั้น เชื่อว่าไม่ปังแน่นอน แต่ก็ไม่ถึงกับพัง เป็นเรื่องของการชิงไหวชิงพริบการเมืองในเวลานั้นมากกว่า