3 เรื่องเล่า ของ“กนก” กับข้อเสนอที่รัฐบาลต้องฟัง ชี้วัคซีนไทยรอดวิกฤตต้อง"อยู่แบบพอเพียง"
3 เรื่องเล่าของ “กนก” กับข้อเสนอที่รัฐบาลต้องฟัง ชี้วัคซีนไทยรอดวิกฤต"อยู่แบบพอเพียง"หนุนเกษตรเพื่ออนาคตประเทศ
เมื่อวันที่ 29 เม.ย.นายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชี้ให้เห็นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากมาตรการด้านสาธารณสุขของรัฐบาล และศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ผ่านเรื่องเล่า 3 เรื่องคือ 1. เป็นกลุ่มทอผ้าครามที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นปกติที่พวกเขาต้องลงทุน 2-3 หมื่นบาท เพื่อซื้อฝ้ายเก็บไว้เพื่อย้อมครามและทอขาย ก็จะมีรายได้กลับมาจุนเจือครอบครัวในด้านต่างๆ แต่เมื่อไวรัสโควิด 19 เข้ามาพร้อมมาตรการจากทางภาครัฐในการปิดเมือง รายได้จากการขายผ้าครามหายไป เพราะไม่มีใครซื้อ เนื่องจากลูกค้าประจำต่างได้รับผลกระทบกันหมด ทำให้ขายยากขึ้น เงินที่ลงทุนซื้อฝ้ายก็จมอยู่ตรงนั้น ค่าใช้จ่ายทั่วไปก็ยังมีอยู่ 2.ผู้ประกอบการจัดเลี้ยงโต๊ะจีนที่นครปฐม เมื่อปิดเมืองและมีคำสั่งเว้นระยะห่างต่อกัน ห้ามชุมนุม ห้ามสังสรรค์ งานเลี้ยงโต๊ะจีนทั้งหมดถูกยกเลิกทันที รายรับไม่มี แต่รายจ่ายมาตลอด สุดท้ายก็เลยตัดสินใจปิดกิจการ และนั่นก็ทำให้เกิดผลกระทบไปยังกลุ่มผู้เลี้ยงปลาช่อนที่อ่างทอง เพราะเมื่อไม่มีโต๊ะจีน ก็ไม่รู้ว่าจะสั่งซื้อปลาช่อนจำนวนมากไปทำไม สร้างความเสียหายกับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาช่อนเป็นอย่างมาก นี่แหละครับ เมื่อธุรกิจหนึ่งหยุดลง ผลกระทบก็จะไปถึงอีกหนึ่งธุรกิจหรือสายการผลิตที่อยู่ต้นน้ำทันที
นายกนก กล่าวว่า และเรื่องสุดท้าย เป็นผลการศึกษาของกลุ่มอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของคนจากผลกระทบของไวรัสโควิด 19 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ที่พบว่าในช่วงวันที่ 1-21 เมษายน (2563) มีการฆ่าตัวตายรวม 38 ราย และมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ 28 ราย ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นลูกจ้าง พ่อค้าแม่ค้า คนขับรถ และพนักงานเสิร์ฟ เป็นต้น ซึ่งน่าจะสะท้อนให้เห็นว่า คนยากจนระดับล่างได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 จนไม่มีทางออกนอกจากความตายเท่านั้น
เพราะฉะนั้นทั้ง 3 เรื่องที่หยิบมานำเสนอนั้น เพื่อจะตั้งคำถามขึ้นมาว่า เราจะมีทางออกสำหรับพวกเขาอย่างไร
"วัคซีนที่จะทำให้ประเทศไทยเกิดความสมดุลทางเศรษฐกิจในทุกระดับชั้นขึ้นอีกครั้ง ก็คือการกลับไปใช้กำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญา และทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่บนแผ่นดินนี้ ทำให้เกิดอาหาร ของใช้จำเป็น และรายได้ที่เพียงพอต่อการอยู่รอดได้ ไม่ว่าสถานการณ์โลกภายนอกจะเปลี่ยนไปอย่างไร และด้วยหัวใจของการอยู่รอดและพอเพียงนี้ เมื่อเราเติมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และระบบการบริหารจัดการลงไป ผมเชื่อว่า ผลิตภาพของสินค้า และคุณภาพของอาหาร จะมีมาตรฐานและสามารถแข่งขันกับโลกได้อย่างเท่าเทียม นี่คือ “เกษตรเพื่ออนาคต” ที่ผมมองเห็นจากพื้นที่ตรงนี้ครับ”นายกนก กล่าว