"เต้น" ตั้งฉายารัฐบาล "ปวส." เบียด รมต.พรรคร่วมชิดซ้าย จับตาศึกใน สธ.ปมโควิด

การเมือง6 เม.ย. 2563 • 23:57 น.
"เต้น" ตั้งฉายารัฐบาล "ปวส." เบียด รมต.พรรคร่วมชิดซ้าย จับตาศึกใน สธ.ปมโควิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ระบุว่า...
ไม่สำคัญว่ามีอำนาจแค่ไหน แต่อยู่ที่ใช้อำนาจอย่างไร นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวในรายการ ‘หัวใจไม่หยุด‘เต้น’’ เผยแพร่ทางแฟนเพจ ‘นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ’ และยูทูบ 'นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ Official' เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 63 ว่า ‘7 วันในการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ 1 วันสำหรับการประกาศเคอร์ฟิว โควิด-19 ยังอยู่ในสถานการณ์วิกฤต แน่นอนว่าการแก้ปัญหาแบบนี้ต้องใช้เวลา ทุกหน่วยงานกำลังทุ่มเทเต็มกำลังความสามารถ ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกคน โลกมาถึงวันที่ทุกประเทศเผชิญทั้งศึกนอกศึกในเหมือนๆ กัน ศึกนอกก็คือต้องป้องกันไม่ให้เชื้อจากภายนอกเข้ามาเพิ่มภายในประเทศ ส่วนศึกในก็คือต้องลดการแพร่ระบาดกระจายขยายตัวของเชื้อโรค ตรวจสอบค้นหากลุ่มเสี่ยงเอาไปแยกเอาไปกักตัว ส่วนคนป่วยก็เร่งรีบรักษาให้หายโดยเร็ว สำหรับประเทศไทย ศึกในยังน่ากังวลแต่ว่ายังไม่ถึงขั้นเพิ่มพรวดพราดจนน่าตกใจเกินไปนัก แต่ศึกนอกเกิดเหตุวุ่นวายเมื่อคืนวันที่ 3 เม.ย. กรณีคนไทยและต่างชาติจำนวนหนึ่งเดินทางเข้ามาในประเทศแล้วคุยกันไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าสู่มาตรการกักตัวของรัฐบาล ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับไปบ้าน ต้องตามหาตัวแจ้งความดำเนินคดีวุ่นวาย -รัฐต้องพาคนของตนกลับ ส่วนคนกลับต้องปฏิบัติตามกฎ เรื่องชาวต่างประเทศ เราเรียกร้องกันมาตลอดนะครับว่า ต้องยุติการเปิดให้เข้ามา คนที่จะเดินทางได้เป็นเฉพาะเรื่องการเดินทางทางการทูตส่วนราชการที่จำเป็นสำคัญเท่านั้น ส่วนกรณีคนไทย ทุกคนต้องมีสิทธิกลับคืนภูมิลำเนา ถ้าเปรียบเทียบสถานการณ์นี้เป็นสงคราม หลักการสำคัญอย่างหนึ่งในยามศึกสงครามก็คือ ทุกประเทศต้องพาคนของตนกลับบ้าน สงครามไวรัสคราวนี้ก็เช่นเดียวกัน คนนอกอย่าเข้ามา แต่คนไทยต้องได้กลับบ้าน เมื่อหลักการชัดเจนแบบนี้ปัญหาจึงอยู่ที่การบริหารจัดการ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเป็นเพราะการประกาศเคอร์ฟิวของรัฐบาล เป็นเวลาคาบเกี่ยวกับกลุ่มคนไทยเดินทางขึ้นเครื่องกลับมาแล้วพอดี เมื่อเป็นแบบนี้เท่ากับมาตรการของรัฐเปลี่ยนแปลงระหว่างเดินทาง ปลายทางที่สนามบินสุวรรณภูมิจึงต้องมีความพร้อมอธิบายให้ชัดว่ามาตรการกักตัวคืออย่างไร จะไปที่ไหนอยู่กินกันแบบใด ไม่ใช่มาถึงต้องรอกัน 4-5 ชั่วโมง ถามอะไรก็ไม่มีใครตอบได้ เกิดเหตุโกลาหลวุ่นวาย สุดท้ายควบคุมสถานการณ์ไม่ได้กลายเป็นเรื่องวิตกกังวลกันทั้งประเทศ เพราะร้อยกว่าคนต่างคนต่างไป ผมพูดมาตลอดว่าในต่างประเทศ การขอใบรับรองแพทย์ ณ ต้นทาง แทบไม่มีความหมาย ใบรับรองแพทย์มันจะดูดีกว่าแค่ยิงหน้าผากไม่มากเท่านั้นล่ะครับ เพราะถ้าหากว่าตรวจพบเชื้อย่อมเดินทางไม่ได้อยู่แล้วตั้งแต่ต้น ที่สำคัญก็คือการทำความเข้าใจกับคนไทยทุกคนว่ากลับเข้ามาแล้วจะต้องรับมาตรการแบบไหน ต้องให้ความร่วมมืออย่างไร เรื่องนี้พี่น้องชาวไทยในต่างแดนต้องให้ชัดนะครับว่า ถ้าท่านกลับมาในประเทศไทย ไม่มีใครขัดขวาง แต่กลับมาแล้วจะต้องเข้าสู่มาตรการกักตัวโดยรัฐบาลอย่างเคร่งครัดไม่มีเป็นอย่างอื่น ท่านกลับบ้าน ผมเชื่อว่าไม่มีใครขับไล่ แต่ถ้าท่านไม่ให้ความร่วมมือ คนไทยส่วนใหญ่ก็วิตกกังวล ร้อยกว่าคนอยู่ที่ไหนรีบแสดงตัวแล้วเข้าสู่มาตรการกักตัวของรัฐบาลทันที โดยไม่มีเงื่อนไข ในส่วนของรัฐบาลก็ต้องทำงานให้ชัดเจนเด็ดขาดสมกับอำนาจเต็มมือ ก่อนประกาศเคอร์ฟิวต้องรู้แล้วนะครับว่า ผลที่ตามมามันคืออะไร คนไทยที่กำลังเดินทางกลับเข้ามาจะจัดการกันแบบไหน 4-5 ชั่วโมงที่เผชิญหน้ากันที่สนามบิน คือคำอธิบายว่า รัฐบาลไม่ได้มีการจัดการที่ดีรองรับไว้ -กักตัวไม่ต้องสบายจัด แต่ต้องชัดว่าดีพอ เรื่องสถานที่กักตัวสำหรับผม ไม่คาดหวังความเลิศหรูสะดวกสบาย แต่ผมคิดว่าคนที่เดินทางกลับเข้ามา เค้าต้องการความสะดวกและปลอดภัย ไม่ต้อง 5 ดาวหรอกครับ จะกี่ดาวก็ได้ ขอให้แยกกันอยู่ แยกกันกิน แยกกันใช้ ไม่ใช่เอาไปนอนครอบมุ้งแล้วกักตัวนอนเรียงกันอย่างที่เคยมี จนในที่สุดต้องยุบศูนย์ดังกล่าวไป ถ้าเป็นแบบนั้นจะให้ใครไปก็ทำใจลำบาก ไม่ต้องคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศล่ะครับ ถามว่านายทหารที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง คนสำคัญในรัฐบาล คนใหญ่คนโตในหลายหน่วยงานที่กักตัวอยู่ในเวลานี้ ถ้ารัฐเอาไปครอบมุ้งนอนเรียงกันอย่างนั้น ท่านจะไปไหม นี่เป็นเรื่องระดับหัวใจสำคัญของปัญหา ถ้ายังจัดการกับคนที่จะเข้ามาจากต่างประเทศไม่ได้ชัดเจนเด็ดขาด ปัญหานี้ก็จะไม่มีทางหมดไป การรับมือสถานการณ์วิกฤต ไม่ได้อยู่ที่มีอำนาจมากแค่ไหน แต่อยู่ที่จะใช้อำนาจอย่างไร มีดถ้าคมต้องฟันฉับเดียวแล้วจบ ไม่ใช่เชือดไปเชือดมาจนเกิดปัญหาใหม่ หาจุดจบไม่ได้ -ต้องเหมาะกับสถานการณ์และเห็นผล วันก่อน ดร.วิษณุ ชี้แจงว่ามาตรการเคอร์ฟิว ไม่ใช่การปิดประเทศเพราะยังไม่ปิดสนามบิน แต่พอเกิดเหตุที่สุวรรณภูมิ การบินพลเรือนแห่งประเทศไทยประกาศปิดสนามบินห้ามทุกเที่ยวบินเข้าประเทศโดยทันที นี่ก็เท่ากับว่าปิดประเทศไปเรียบร้อยแล้ว เค้าเรียกร้องกัน 2-3 เดือน รัฐบาลเพิกเฉย จู่ๆ ก็สั่งปิดปุบปับโดยไม่เห็นว่ามีมาตรการรองรับผลกระทบที่ตามมา นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการจัดการที่ไม่ชัดเจน แก้ปัญหาหนึ่งแล้วไปเกิดปัญหาใหม่ อย่างนี้ก็ได้เหรอครับ ที่จริงถึงตรงนี้รัฐบาลประกาศมาตรการอะไรมา ประชาชนส่วนใหญ่เค้าพร้อมรับอยู่แล้ว เพราะถือว่าเป็นมหาวิกฤตที่ไม่มีใครเคยเจอ จะพ.ร.ก. ก็พ.ร.ก. เคอร์ฟิวก็เคอร์ฟิวล่ะครับ สี่ทุ่มถึงตีสี่ก็ไม่ว่ากัน แต่รัฐบาลต้องทำให้เห็นว่า เพิ่มความเข้มข้นของมาตรการแล้วเกมเปลี่ยน สถานการณ์ดีขึ้น ใช้ พ.ร.ก.แล้วมันดีขึ้นยังไง ใช้เคอร์ฟิวแล้วมันดีกว่าแบบไหน ประเมินกันให้ชัดเป็นตอนๆ นะครับ ไม่ใช่ขู่ล่วงหน้าว่าถ้าเคอร์ฟิวสี่ทุ่มถึงตีสี่ไม่ดีขึ้น ต่อไปมีหวังจะ 24 ชั่วโมงทั้งประเทศแน่ๆ ถามตรงๆ เถอะครับว่าถ้าเป็นแบบนั้นท่านจัดการได้หรือไม่ เคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง คนอยู่ในบ้านตลอดเวลา จะกินจะอยู่กันอย่างไร จะดูแลกันแบบไหน ร้อยกว่าคนที่สุวรรณภูมิยังมีปัญหา 70 กว่าล้านคนทั่วประเทศไทย เป็นไปไม่ได้แน่ๆ ว่าจะจัดการได้เรียบร้อย โรคร้ายต้องใช้ยาแรง ใช่อยู่แล้ว แต่ยาแรงที่ใช้ต้องถูกกับสถานการณ์ด้วย ที่พูดไม่ได้หาเรื่องต่อว่ารัฐบาลไปวันๆ นะครับ แต่ในฐานะประชาชนที่ติดตามสถานการณ์ มีสิทธิที่จะส่งเสียง มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็น จะให้ทุกฝ่ายนอนดูเฉยๆ รัฐบาลจะทำอะไรก็ทำไป ไม่พูดจาอะไรเลย เป็นไปไม่ได้ล่ะครับ เรื่องกักตุนหน้ากาก เรื่องไข่ไก่ขาดแคลนราคาแพง แดงขึ้นมาก็เป็นเพราะการตรวจสอบของประชาชน เรื่องรัฐบาลจะซื้อเรือยกพลขึ้นบก ต้องถอนออกจากครม. เพราะประชาชนเค้าก็ส่งเสียงไป อะไรทำถูกและได้ผล เดินหน้าเถอะครับประชาชนอย่างผมสนับสนุนเต็มที่ แต่อะไรที่ทำแล้วยังเห็นว่าเป็นปัญหา รัฐบาลก็ควรจะสดับตรับฟังกันบ้าง หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ยืนให้นิ่งเถอะครับ อย่ายุกยิกยึกยัก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นนายกรัฐมนตรี เซ็นวาระแบบเรือยกพลขึ้นบกเข้าครม.ยามนี้ได้ยังไง -มหาดไทยสั่งย้ายนายอำเภอ 525 คน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ? รัฐบาลรณรงค์ออกคำขวัญ ‘อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’ห้ามการเดินทาง ตั้งด่านสะกัด ไม่ให้คนไปไหนมาไหน แต่กระทรวงมหาดไทยออกคำสั่งย้ายนายอำเถอทั่วประเทศให้มีผลเดินทางวันที่ 7 เมษายน ไปแล้วต้องกักตัวกันหรือไม่ คนเป็นนายอำเภอในยามนี้ต้องประชุมหน่วยราชการต้องลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน ต้องรักษาความสงบเรียบร้อยในสถานการณ์เคอร์ฟิวและอื่นๆ อีกมากมาย เล่นย้ายข้ามห้วยข้ามแดนกันแบบนี้เต็มบ้านเต็มเมือง จะกลายเป็นปัญหาใหม่ คือการเคลื่อนย้ายของกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ -'บาซูก้า 2 ล้านล้าน' ต้องจัดการอย่างทั่วถึง ส่วนมาตรการเศรษฐกิจที่ออกมา อาจจะเรียกว่าบาซูก้าแบบนักวิชาการบางคนพูดก็ได้นะครับ เพราะประมาณการตัวเลขถึง 10% ของ GDP ด้วยงบประมาณขนาดนี้ วางยุทธศาสตร์กันดีๆ อาจลดผลกระทบได้ ก็ต้องรอดูกันต่อไป ต้องดูแลทุกกลุ่มทุกอาชีพให้ครบถ้วนทั่วถึงนะครับ อย่าทิ้งใครเอาไว้ พร้อมๆ กับการออกมาตรการทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แก้ปัญหาในประเทศไทย ก็ต้องมีหน่วยงานตามดูยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศด้วยนะครับว่าการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลของแต่ละประเทศในการรับมือโควิด-19 มีช่องว่างหรือมีโอกาสสำหรับประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการชาวไทยบ้างหรือไม่ เรามีศักยภาพเรื่องการผลิตอาหาร เราเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญในหลายอุตสาหกรรม รัฐบาลต้องแสวงหาโอกาสให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ยังทำงานได้เดินได้ต่อไป แต่เฉพาะหน้าการดูแลปากท้องคนไทยเป็นเรื่องสำคัญที่สุดนะครับ คนกลัวโควิดแน่ๆ แต่กลัวอดมากกว่า เพราะเป็นโควิดมีโอกาสรักษาหาย แต่ถ้าไม่มีกิน ตายแน่ๆ ไม่ต้องสงสัย แจกเดือนละ 5 พัน ตรวจสอบคุณสมบัติกันแล้วเงินต้องถึงตัวโดยเร็วนะครับ ข้อเสนอจากผู้ได้รับผลกระทบ รัฐบาลก็ต้องรีบหยิบมาพิจารณานะครับ ผู้ประกอบการโรงแรมเค้าเรียกร้องมาหลายวันแล้ว ให้รัฐประกาศปิดโรงแรมทั่วประเทศ เพื่อให้พนักงานลูกจ้างที่ต้องหยุดงานได้รับเงินชดเชยจากประกันสังคม เพราะชั่วโมงนี้เจ้าของกิจการไม่มีเงินจะดูแลลูกน้องกันต่อไป จะเอายังไงต้องรีบมีคำตอบนะครับ ยิ่งช้าพนักงานก็ตาย ผู้ประกอบการก็ไปต่อไม่ไหว -รัฐบาล 'ปวส.' ส่วนกลไกของรัฐบาลวันนี้รัฐมนตรีทั้งหลายมีหน้าที่ร่วมประชุมครม.แบบออนไลน์ เป็นองค์ประกอบให้ผ่านมติไปเท่านั้นล่ะครับ 36 คนใน ครม. ที่เห็นบทบาทกันจริงๆ เพียงไม่กี่คน รัฐมนตรีแต่ละคนจบการศึกษาระดับไหนไม่ทราบครับ แต่รัฐบาลเวลานี้บริหารโดย ปวส. ป. คือ 3 ป. ว. คือ วิษณุ และอีก ส. คือ สมคิด อ. อนุทิน จ. จุรินทร์ เวลานี้ ถูก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเบียดให้ชิดซ้าย ขนาดคุณจุรินทร์ไปตระเวนจับไข่ เค้ายังยึดอำนาจไปใส่ในมือกระทรวงมหาดไทย จับไข่ยังลำบากเลย เรื่องนี้ในระยะยาวจะกลายเป็นคลื่นใต้น้ำในรัฐบาลหรือไม่ ต้องติดตามกันดูนะครับ แต่อย่าเพิ่งไปกังวลอะไรกันมากเลยครับ ไม่ใช่ปัญหาของประชาชน วันนี้เอาตัวรอดจากโควิดให้ได้ก่อนดีกว่า แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณควันลอยอ้อยอิ่งขึ้นมาแล้วที่กระทรวงสาธารณสุขนะครับ วันก่อนคุณอนุทินสั่งตั้งกรรมการสอบกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เรื่องไปอนุมัติคุณสมบัติเครื่องตรวจโรคอย่างง่าย เท่านั้นยังไม่พอ คุณศุภชัย ใจสมุทร และคุณภราดร ปริศนานันทกุล เดินขึ้นบันไดป.ป.ช. ยื่นร้องให้ป.ป.ช.สอบกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในกรณีเดียวกัน คุณอนุทินและพรรคภูมิใจไทยกำกับดูแลกระทรวงสาธารณสุข ให้สอบกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ถ้าไม่อยู่ในวิกฤต เรื่องนี้ตามดูก็สนุกนะครับ ส่งกำลังใจให้ทุกคนผ่านพ้นโควิด-19 ไปด้วยกันนะครับ ผมยังยืนยันว่าเอาใจช่วยรัฐบาล ขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาให้ได้เถอะครับ แต่หลายเรื่องที่พูดมาก็ด้วยความห่วงใยจากหัวใจจริงๆ ครับ'นายณัฐวุฒิกล่าว (ทีมงาน)