เปิดใจ “พ.ต.อ.ดร.ณรัชต์ เศวตนันท์” “อธิบดีกรมราชทัณฑ์คนใหม่” กับภารกิจที่ท้าทาย
“ ปัญหาทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย ผมเห็นว่ามีความสำคัญเท่ากัน อย่ามองว่าเรื่องเล็กน้อยไม่มีปัญหา ถ้าเราปล่อยหรือสะสมนานๆก็นเป็นเรื่องใหญ่ได้ผลจะลงไปรับรู้ปัญหาในทุกที่ ตามที่มีโอกาศ จะไม่ทำตัว อยู่บนหอคอยงาช้าง แล้วมองลงไปที่ปัญหาผลจะลงไปเพื่อรับทราบปัญหาและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น”
หมายเหตุ : “ พ.ต.อ.ดร. ดร.ณรัชต์ เศวตนันท์” อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์พิเศษ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ภายหลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยได้เปิดเผยถึงแนวทางการบริหารงาน เพื่อการพัฒนา และเพิ่มประสิทธิภาพงานของกรมราชทัณฑ์ ด้วยภารกิจที่ต้องบอกว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจาก ต้องบริหารและดูแลเรือนจำกว่า 143 แห่ง ผู้ต้องขังกว่า 300,000 คน
- งานในความรับผิดชอบ ในส่วนของกรมราชทัณฑ์ ที่จะขับเคลื่อนเดินหน้าจากนี้ไป
ความเป็นมาของกรมราชทัณฑ์ หรือ เรือนจำ หรือคุก ในประเทศไทยมีอยู่ 143 แห่ง เรือนจำ หรือเป็นที่รู้กันของชาวบ้านหรือคนทั่วไป คือ คุก นั้นมีมาช้านานแล้วเดิม คุก เป็นที่คุมขังนักโทษแบบแก้แค้นเป็นส่วนใหญ่ ในระยะหลังได้วิวัฒนาการเป็นการนำเอาบุคคลที่กระทำความผิดกฏระเบียบหรือกฏหมายมาเพื่อทำการคุมขัง ที่เป็นระบบแบบแผน เรือนจำต่างๆก่อนหน้านี้อยู่ในการกำกับดุแลหลายหน่วยงาน เช่นกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กรมท่า กรมเมือง กรมวัง กรมพระคลังมหาสมบัติ และกรมอื่นๆ กระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธมงกุฎเกล้าเจ้าอยุ่หัว รัชการที่.6 ได้มีการรวบรวมการคุก(เรือนจำ)ในประเทศไทย เป็นเรือนจำมาอยู่ในหน่วยงานเดียดวกัน เรียกว่ากรมราชทัณฑ์ ได้ทรงมีประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯเมื่อวันที่ 21ต.ค.2458 และแต่งตั้ง มหาอำมาตย์ตรี พระยาชัยวิชิตวิศิษฏ์ธรรมธาดา(ขำ ณ ป้อมเพชร)เป็นอธิบดีราชทัณฑ์ครแรก ซึ่งปัจจุบันนี้กรราชทัณฑ์มีอายุครบ 102 ปีแล้ว
- นโยบายการบริหารงานในด้านต่างๆ
นับตั้งแต่มีการรวมรวมเอาเรือนจำที่กระจัดกระจายในกระทรวงและกรมต่างๆมารวมกันนับตั้งแต่ปีพ .ศ. 2458 ผมเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนที่ 38 เมื่อผมมารับตำแหน่งเป็นอิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นที่ไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้มาทำหน้าที่ ผมจะหน้าที่ตามที่ทางผู้บังคับบัญชาได้มอบหมายให้เป็นไปตามความประสงค์ ซึ่งผมมีความพร้อมที่จะดำเนินการไปตามนโยบายที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ผม ได้ให้นโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและการทำงานร่วมกันกับผู้ร่วมงาน และอำนวยความสะดวกกับประชาชนที่มาติดต่อกับทางกรมราชทัณฑ์เพื่อให้การบริการที่มีความสะดวกและลวดเร็ว
ผมได้มอบนโยบายดังนี้คือ นโยบาย “3ส.7ก.” คือ ส.สะดวก เรือนจำและที่ทำการรวมถึงอาณาบริเวณต้องสะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มีจิตใจที่สะอาดและดีงาม ส.สุจริต ไม่เรียกรับผลประโยชน์ปฏิบัติงานตามระเบียบและข้อกำหนดของทางราชการส.เสมอภาค ต้องปฏิบัติกับผู้ต้องขังทุกคนอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค
ในเรื่องของความสุจริต เป็นเรื่องที่คนทั่วไปได้กล่าวขานกันว่า เมื่อเข้าคุกแล้วจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้คุม มีการรีดไถ ต่างๆนานา เป็นให้นำไปสู่ ส ที่ 3 คือความเสมอภาค คือต้องให้ความสำคัญกับผู้ต้องขังทุกคน เบื้องต้นตามระเบียบ นั้นผู้ต้องขังทุกคนมีสิทธิ์ที่ใช้เงินได้คนละมาเกิน 300 บาท ต่อคนในการซื้อสิ่งของต่างๆโดย การใช้ในรูปแบบของคูปอง ซึ่งเรามีร้านค้าสงเคราะห์ เมื่อผมเข้ามารับหน้าที่ได้ให้มีการควบคุมราคาให้เท่ากับราคาทั่วไป( ราคาข้างนอก)ไม่ใช่ราคาสูงตามที่เขาพูดกันว่า “ตลาดหน้าคุกขูดรีด” การฝากเงินให้ผู้ต้องขังสามารถทำได้ เพื่อให้ผู้ต้องขังใช้ได้ เดือนละไม่เกิน 9,000 บาท
สำหรับนโยบาย7ก ได้แก่ ก กักขัง ยึดหลักรู้คน รู้จักคนนพื้นที่ ประสานงานฉับไว รู้พื้นที่ รู้จุดดี จุดด้อยของเรือนจำ รู้สถานการณ์ รู้ข่าวสารทันเหตุการณ์ ดังนั้นจากการกักขังยังไม่พอต้องเข้าสู่ ก ที่ 2คือก.แก้ไข พัฒนาผู้ต้องขังด้านระเบียบวินัย ก กฎหมาย ดำเนินงานโดยยึดหลักกฏหมายระเบียบที่เกี่ยวข้องและข้อกำหนดสากลต่างๆ ดังนั้น ก แก้ไขเป็นเรื่องที่สำคัญมากในทางสังคมทางด้านอาชญาวิทยาในสมัยก่อนการคุมขังเป็นการกระทำเพื่อแก้แค้น
แต่ในขณะเดียวกันในปัจจุบันเป็นการคุมขังเพื่อการแก้ไข ให้เขากับมาเป็นคนดีต่อสังคม จะเป็นการแก้ไขโดยการ ให้ความรู้ด้านจริยธรรมหรือวิชาชีพเตรียมการเพื่อให้เขามีอาชีพหลังจากพ้นโทษไปส่งเสริมความรู้ทางด้านพุทธศาสนา หรือศาสนาอื่น ก กฎหมาย เป็น ก ที่ 3 ต้องดำเนินการและหน้าที่ให้เป็นไปตามกกหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับกฎระเบียบ หลักนิยม ที่เรียกว่ากฎบัตรสหประชาชาติ ทีหรือมาตรฐานขั้นต่ำ ที่สากลเขาใช้กัน บางกอก รูล ( Bangkok Rule ) หมายถึงกฎระเบียบที่เป็นสากลสหประชาติรับรอง ประเด็นที่ 4 ก วางกรอบ เป็นการวางกรอบของผู้ต้องขัง ในเรือนจำการใช้กิจวัติประจำวัน ในการอยู่ร่วมกันของผู้ต้องขังของคนหมู่มากที่อยู่ร่วมกัน
ก กลั่นกรอง เป็น ก ที่ 5 เริ่มตั้งแต่การเข้ามาของผู้ต้องขัง เบื้องต้นทางเรีอนจำจะต้องมีการจำแนกผู้ต้องขัง เช่นเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาด หรือผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลตลอดจนการจำแนกผู้ต้องขังตามความผิดหรือความหนักเบาในการกระทำความผิด เช่นผู้ที่กระทำความผิดเกี่ยวกับชีวิต เกี่ยวกับทรัพย์ หรือความผิดเกี่ยวกับทางเพศ หรือเป็นกลุ่มที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงจำเป็นที่จะต้องมีการจำแนกแยกพวกเพื่อสร้างโปรแกรมในการแก้ไขฟึ้นฟู
หลังจากนั้นเข้าไปสู่ ก กำลังใจ เป็น ก ที่ 6 จะเห็นได้ว่าผู้ต้องขังมีจำนวนมากจะต้องไปให้กำลังใจ มีการเข้าไปพูดคุยแนะนำให้การปรึกษา เรื่องนี้จะมีโครงการกำลังใจของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาจึงได้น้อมนำเอาโครงการของพระองค์มาเป็น ก กำลังใจ นอกจากนี้ยังมีโครงการ ทูบี นัมเบอร์วัน ของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงรณรงค์ในการแก้ไขปัญหาการเสพยาเสพติดและการติดยาเสพติด นอกจากนี้ในแต่ละเรือนจำได้มีการ ตั้งกลุ่มตั้งโครงการ ทูบีนัมเบอร์วัน มีเป้าหมายว่าเราจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด
สำหรับ ก สุดท้ายคือ ก กลับตัว ที่ทุกภาคส่วนได้มีความมุ่งหวัง อยู่ที่การคืนคนดีสู่สังคม ไม่ใช่การคืนคนเดิมสู่สังคม คือทำอย่างใดจะให้คืนคนดีสู่สังคม คือให้เขากลับตัวถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญ จะเห็นได้ว่าผลสำเร็จจะอยู่ที่นี่ ไม่ให้เขาไปทำผิดซ้ำอีก ถือเป็นนโยบายที่เป็นภาพรวม ที่ผมจะนำมาเป็นหลักในการบริหารงานของกรมราชทัณฑ์ ในช่วงที่ผมมารับหน้าที่เป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์
เมื่อผมได้รับการไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้มาดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ต้องรับผิดชอบในการดูแลเรือนจำ หรือคุก 143 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งเดิมนั้นอยู่กระจัดกระจายกัน ต่อมาได้มีการรวบรวมให้มาอยู่ในหน่วยงานเดียวกันในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ผมเป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนที่ 38 หลังจากผมได้มารับตำแหน่ง ต้องทำหน้าที่ตามนโยบายที่ทางผู้บังคับบัญชาได้มอบหมายให้ และทำตามนโยบายที่ผมได้ให้ไว้เมื่อวันที่เข้ามารับตำแหน่งเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและการทำงานร่วมกันกับผู้ร่วมงาน และอำนวยความสะดวกกับประชาชนที่มาติดต่อกับทางกรมราชทัณฑ์เพื่อให้การบริการที่มีความสะดวกและรวดเร็ว
การพัฒนาคุณภาพ ความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง
ในภาคส่วนนี้เป็นปัญหาที่จะต้องดูแลและแก้ไขให้ดีขึ้น ผมได้ให้ความสำคัญ ต้องยอมรับว่า เรือนจำของไทยนั้นเป็นเรือนจำลักษณะเรือนโรงสมัยเก่าสร้างมานานแล้ว ไม่ได้เป็นเรือนจำตามวิชาการสมัยใหม่ เรือนจำหลายแห่งสร้างมาร้อยกว่าปีแล้ว และเกินครึ่งของเรือนจำที่มีอยู่ในประเทศไทยมีอายุเกิน 50 ปี ดังนั้นห้องควบคุมหรือเรือนนอนจึงไม่ได้เป็นไปตามที่สากลกำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกที่ถูกสุขอนามัย สภาพความเป็นอยู่ที่แออัด ในส่วนนี้ผมจะลงไปแก้ไข ให้ผู้ที่ถูกคุมขังในเรือนจำให้ดีขี้น
จะเห็นได้ว่าเรือนจำที่มีอยุ่143 แห่ง มีขีดความสามารถรับผู้ต้องขังได้ประมาณ 1แสนกว่าราย แต่ในขณะนี้มีผู้ต้องขัง ถึงสามแสนกว่าราย ขีดความสามารถในการรองรับผู้ต้องมีในปัจจุบันนี้เกิน3 เท่า เราจึงต้องหาวิธีในลดผู้ต้อง หรือการขยายเรือนนอนในแต่ละเรือนจำ แต่ปัญหาอยู่ที่งบประมาณมีจำนวนจำกัด ต้องรับสภาพการเป็นอยู่ของผู้ต้องขังต้องอยู่กันอย่างแออัด นอกจากนี้ที่ผ่านมาได้มีการย้ายเรือนจำในเมืองไปสร้างเรือนจำใหม่นอกเมือง ขอพื้นที่ของกรมธนารักษ์ สร้างเรือนจำใหม่ที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองออกไป
นอกจากนี้ในแต่ละเรือนจำ จะมีห้องพิเศษสำหรับผู้หญิง ที่มีเด็กติดแม่ นั้นหมายถึงผู้หญิงที่กระทำความผิดและอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ และมาคลอดลูกในเรือนจำ ทางเรือนจำจะให้เด็กอยู่กับแม่ได้ 1 ปี หรือ ปีครึ่งหลังจากนั้นจะให้นำไปเลี้ยงดูนอกเรือนจำ โดยการให้ญาติมารับไปอุปการะ ถ้าไม่มีผู้มารับไปเราก็ให้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับไปเลี้ยงดู ซึ่งตามหลักทางด้านอาชญาวิทยาแล้วจะให้อยู่ที่ดังกล่าวได้ไม่เกิน 1 ปี หรือ 1 ปีครึ่ง หลังจากนี้เด็กจะมีการรับรู้และมีการรับรู้แล้ว
-จากกรณีที่ทางกระทรวงกลาโหมได้แนวความคิดที่จะใช้ประโยชน์จากผู้ต้องขังที่มีความรู้ความสามารถในการผลิตหรือปรับแต่งประเภทอาวุธ หรือมีฝีมือในการทำอาวุธปืน เพื่อมาใช้งานที่เป็นประโยชน์แก่กองทัพ
การที่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีแนวความคิดว่าหน้าจะใช้ผู้ต้องขังที่มีความรู้ทางด้านอาวุธปืนไปช่วยสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ท่านได้มีแนวความคิดในการใช้ประโยชน์จากผู้ต้องขัง ซึ่งผู้ต้องขังหลายรายเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในการผลิต มีความชำนิชำนาญในการปรับแต่งแก้ไข หรือมีความรู้ในการผลิตอาวุธปืน ซึ่งเป็นที่แน่นอนในผลิตอาวุธปืนของผู้ต้องขังที่ผ่านมานั้นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ดังนั้นทาง นายกรัฐมนตรี และทางกระทรวงกลาโหม มองเป็นประโยชน์ผู้ต้องขังกลุ่มนี้จะเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในการผลิดหรือปรับแต่งหรือประดิษฐ์ที่มีประสิทธิภาพ มาเพื่อช่วยงานในกองทัพ
เมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา พล ต.เอนก. กล่อมจิตร ผอ.ศอ.กรมสรรพาวุธ ทหารบก ซึ่งอำนวยการเสริมสร้างอาวุธของกองทัพ กรมสรรพาวุธทหารบก พร้อมคณะจากทางกองทัพได้เดินทางมาพบ และได้มีการประชุมหารือชี้แจงในเรื่องที่ทางกองทัพมีความประสงค์จะนำเอาผู้ต้องขังที่มีความรู้เกี่ยวกับอาวุธปืนเพื่อทำงานให้กับทางกองทัพ ที่ผ่านมาทาง พล อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้กับทางสภากลาโหม ซึ่งทางทหารได้มาประสารงานและมีการประชุมร่วมกันในวันที่ 14พ.ย. ซึ่งข้อมูลเบื้องต้น ทางกรมราชทัณฑ์ จากการสำรวจขณะนี้มีผู้ที่ถูกขังที่อยู่ในข่ายหรือหลักเกณฑ์ทีมีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับอาวุธปืนในขณะนี้มีอยู่จำนวน 225 คน เราจะมีการคัดเอาผู้ต้องขังที่เข้าหลักเกณฑ์ให้ผู้แทนจากกรมสรรพวุธ ทหารบกเป็นผู้พิจารณา
โดยในเบื้องต้นจะคัดเลือกเอาผู้ต้องขังที่มีความรู้ความสามารถในการผลิตปรับแต่งอาวุธปืน 25 คน จากผู้ต้องขัง 225 คน ซึ่งถือว่าเป็นผู้ต้องขังกลุ่มแรก ร่วมงานกับทางกองทัพในเสริมสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ หลังจากนี้ภายในสิ้นเดือนพ.ย.นี้จะดำเนินการโอนย้ายผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำต่างๆที่มีคุณสมบัติจากเรือนจำทั่วประเทศมาคุมขังที่เรีอนจำบางขวาง จังหวัดนนทบุรีต่อไป
ในเบื้องต้นเรานำผู้ต้องขังทั่วประเทศที่เข้าหลักเกณฑ์ ส่งมายังส่วนกลาง ด้วยความสมัครใจ คือจะต้องนำตัวผู้ต้องขังมาคุมขังที่เรือนจำบางขวาง จังหวัดนนทบุรี เพื่อดำเนินการสอบสัมภาษณ์และทศสอบความรู้ความสามารถผู้ต้องขังกลุ่มนี้ ในส่วนของการฝึกมี 2 ภาค คือภาคทฤษฏี จะให้ทางทหารมาทำการฝึกที่เรือนจำบางขวางในส่วนของภาคปฏิบัติ คงให้ไปฝึกงานทางด้านปฏิบัติที่กรมสรรพาวุธทหารบก การผึกอบรมทางด้าน ทฤษฏี 1 สัปดาห์ ทางด้านปฏิบัติ 2 สัปดาห์ รวมแล้วใช้ระยะเวลา 3 สัปดาห์
สำหรับสิทธิประโยชน์ของผู้ต้องขังกลุ่มนี้ที่จะได้รับหลังจากที่ได้ถูกคัดเลือก เขาจะได้รับการพิจารณาลดวันต้องโทษ หรือพักการลงโทษ หรือเลื่อนชั้นตามความเหมาะสม เนื่องจากเขาได้เป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับทางราชการ ทั้งนี้ต้องดูผลงานด้วย ที่สำคัญหากเขาได้รับการคัดเลือกในโครงการนี้เขาจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามข้อกำหนด เมื่อเขาฝึกอบรมเสร็จสิ้นแล้วและหลังพ้นโทษเขาจะไปทำหน้าที่กับกองทัพอย่างไรนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของกองทัพเป็นผู้พิจารณาและความเหมาะสม ซึ่ง ในแนวทางของความเป็นจริงกรณีที่เจาจะได้รับเป็นข้าราชการนั้น เขาเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติในการเป็นข้าราชการอยู่แล้วในส่วนที่เขาจะได้ทำหน้าที่กับทางกองทัพนั้นเป็นหน้าที่หรือวิธีที่ทางกองทัพเป็นผู้จะพิจารณา
-แนวคิดและเป้าหมายในการทำงาน
นับตั้งแต่วันที่ผมเข้ามารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 1ต.ค.เป็นต้นมาได้ไปตรวจเยี่ยมเรือนจำต่างฯๆมากกว่า 20 แห่ง เพื่อการได้รับรู้ข้อเท็จจริง ถึงคุณภาพชีวิตของความเป็นอยู่ของผู้ต้องขัง และจะไปตรวจเยี่ยมเรือนจำต่างๆให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าผู้ปฏิบัติหน้าที่และได้รับรู้ปัญหาต่างๆเพื่อนำมาแก้ไข
ปัญหาทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย ผมเห็นว่ามีความสำคัญเท่ากัน อย่ามองว่าเรื่องเล็กน้อยไม่มีปัญหา ถ้าเราปล่อยหรือสะสมนานๆก็นเป็นเรื่องใหญ่ได้ผลจะลงไปรับรู้ปัญหาในทุกที่ ตามที่มีโอกาศ จะไม่ทำตัว อยู่บนหอคอยงาช้าง แล้วมองลงไปที่ปัญหาผลจะลงไปเพื่อรับทราบปัญหาและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น