- โฆษณา -

“คมสัน โพธิ์คง” จับทิศทางการเมืองไทย “พิธา” คืนสภาฯ “เพื่อไทย” เหนื่อย !

การเมือง2 ก.พ. 2567 • 23:00 น.
“คมสัน โพธิ์คง” จับทิศทางการเมืองไทย “พิธา” คืนสภาฯ “เพื่อไทย” เหนื่อย !

หมายเหตุ : “คมสัน โพธิ์คง” รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้สัมภาษณ์พิเศษ กับรายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ออกอากาศทางช่องยูทูบ Siamrathonline  เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2567 วิเคราะห์เจาะลึกทิศทางการเมืองไทย หลัง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล รอดคดีหุ้นไอทีวี ได้กลับเข้าเวทีสภาฯอีกครั้ง นอกจากนี้ยังต้องจับตา ความเคลื่อนไหวภายในพรรคร่วมรัฐบาล ตลอดจน ภาววิสัยทางการเมืองเมื่อ “250สว.” ใกล้หมดวาระในเดือนพฤษภาคม นี้

-การเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไรหรือไม่ เมื่อผู้เล่นอย่างคุณพิธา กลับลงมาในสนามสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง หลังคำพิพากษา หลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คุณพิธา พ้นบ่วงคดีเรียบร้อยแล้ว

- โฆษณา -

ทางการเมืองก็คงไม่ได้เปลี่ยนอะไรจากที่เป็นอยู่ เพราะว่าขณะนี้ ในแง่รัฐบาลก็จัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว เกมก็คงเดินไปทีนี้มันอยู่ตรงที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะเอาอย่างไร  เพราะว่าในความเชื่อผมคิดว่าตอนนี้รัฐบาลก้าวเดินไม่ค่อยได้ อาจจะมีอุปสรรคปัญหาหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

เพราะฉะนั้น เมื่อถามว่าคุณพิธาพ้นแล้ว ตรงนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไร เพราะว่าถึงอย่างไร พรรคก้าวไกลก็ยังอยู่ในฐานะของฝ่ายค้านอยู่ ไม่ได้อยู่ในฐานะของรัฐบาล มันอยู่ที่รัฐบาลเพื่อไทยเองว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีหรือเปล่า แล้วก็ไปดูกันตรงนั้นอีกทีว่า ถ้ามีการปรับรัฐมนตรี แล้วก็เอาพรรคก้าวไกลเข้ามา เกมตรงนั้นก็ต้องอ่านกันพอสมควร

-โอกาสและความเป็นไปได้ ที่พรรคเพื่อไทยจะดึงพรรคก้าวไกลเข้ามาร่วมรัฐบาล ตามที่เคยมีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ สูตรนี้ยังอยู่หรือไม่

กระแสข่าว จะเป็นอย่างไรก็ได้ กระแสข่าวก็คือการเมือง แต่สูตรนี้มันก็ยังไม่ได้ถูกทิ้งไป เพียงแต่ว่าทางก้าวไกลเองก็ต้องชั่งน้ำหนักของการเข้าร่วมให้ดี เพราะว่ากระแสมวลชนอาจจะไม่พอใจกับทางก้าวไกลถ้าจะไปร่วมรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลต่อการได้รับการเลือกตั้งในข้างหน้า หรือถ้าสมมติมีการเลือกตั้งซ่อมขึ้นมาก็อาจจะมีผลตรงนั้น ซึ่งมันอาจจะสะท้อนเรื่องความไม่พอใจของมวลชนของเขาเองได้

แต่ทีนี้ผมมีนิดเดียวคือเมื่อวันที่ 25 ม.ค.67 ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาเรื่องคดีไอทีวี ก็เลยเกิดปัญหาคำพิพากษา 2 อัน ที่เป็นปัญหาถึงคุณพิธาจะพ้นบ่วงแล้วก็ตาม เพราะว่าสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปว่าไอทีวีไม่ได้ประกอบกิจการ และไม่มีรายได้ ที่เอามาใช้อยู่ ตอนนี้มันจะวนกลับมา และถึงแม้คุณพิธา ตอนนี้จะจำหน่ายหุ้นไปแล้วก็ตาม แต่ว่าเกมตรงนี้มันอยู่ที่ว่าจะมีใครหยิบยกขึ้นมาหรือเปล่า เพราะมันเป็นคำพิพากษาของศาลทั้งสองศาล ห่างกันเพียงวันเดียว แต่อาจส่งผลให้การเมืองเรื่องนี้เปลี่ยนไปเหมือนกัน แต่ในแง่ของผลคำวินิจฉัยคงไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากมาย

-มองในมุมของพรรคเพื่อไทยวันนี้ถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวมาตลอดว่าคุณเศรษฐาเอง ณ วันนี้ยังเป็นนายกฯอยู่ แต่ขณะเดียวกันคุณพิธากลับมา ก็อาจจะมีภาพเปรียบเทียบ แล้วถ้ามองข้ามช็อตต่อไป การที่จะสนับสนุนคุณอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร  ขึ้นมาเป็นนายกฯคนที่ 31 ก็อาจจะยิ่งยากลำบากอีก

คือตอนนี้สูตรมีไม่กี่สูตรหรอก ถ้าจะมีการเปลี่ยนตัวกันขึ้นมาที่จะดันคุณอุ๊งอิ๊งขึ้นมา คือ 1 พรรคเพื่อไทยกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมก็จับมือกันอยู่อย่างนี้ แล้วก็ทำงานต่อไปเพียงแต่ว่าถึงเวลาโหวตก็อาจจะเปลี่ยนตัวคุณเศรษฐาออก แล้วเอาคุณอุ๊งอิ๊งเข้ามา อันนั้นก็อีกประเด็นหนึ่ง

แต่สูตรที่ 2 ก็คือ พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล จับมือกัน 2 พรรค นอกนั้นทุกพรรคที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลในเวลานี้อยู่ก็หลุดออกไปเป็นฝ่ายค้านหมด มันก็มี 2 สูตรเท่านั้น เพราะฉะนั้นการที่คุณพิธากลับมา แต่คุณพิธา ตอนนี้ก็ยังเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคก้าวไกลอยู่ ฉะนั้นถ้ามีการโหวตขึ้นมา แล้วถ้าสูตรหลังเกิดขึ้น การเป็นนายกฯของคุณอุ๊งอิ๊ง ก็จะยากขึ้น

เพราะว่าถ้าเรามองกันจริงๆแล้ว ตัวคุณพิธา ในพรรคก้าวไกลคะแนนเสียงของพรรคเป็นอันดับหนึ่งอยู่ พรรคเพื่อไทยเป็นอันดับสอง เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ว่าสูตร 2 น่าจะสุ่มเสี่ยงกับทางพรรคเพื่อไทย จะผลักดันให้คุณอุ๊งอิ๊ง ขึ้นมาเป็นนายกฯ ในความเห็นผม คิดว่าเป็นไปได้ที่อาจจะอยู่ที่สูตร 1  คือพรรคร่วมรัฐบาลเดิมแล้วก็มีพรรคเพื่อไทย แล้วก็มีพรรคร่วมรัฐบาลเดิม จัดตั้งรัฐบาลจับกันต่อไป โดยอาจจะเปลี่ยนตัวนายกฯ ก็เป็นไปได้มากกว่าที่จะใช้สูตร 2 ที่ต้องให้พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลต้องแข่งกันเอง ซึ่งยิ่งทำให้ห่างไกลจากการที่จะได้คุณอุ๊งอิ๊ง เป็นนายกฯเข้าไปอีก ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นสูตรแรกมากกว่า

-ยังมีพรรคการเมืองที่น่าเป็นห่วง ก็คือพรรคภูมิใจไทย หลายคนบอกว่าตอนแรกก็มีการประเมินว่าถ้าพรรคก้าวไกลถูกยุบ พรรคภูมิใจไทย จะมาดึงสส. จากพรรคก้าวไกล แต่วันนี้สถานการณ์ของพรรคภูมิใจไทย ดูเหมือนว่าจะสุ่มเสี่ยงกับการที่จะถูกยุบพรรคสืบเนื่องมาจากคดีของคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรค

ก็อยู่ในทางสองแพร่ง ว่าจะโดนยุบหรือไม่โดนยุบ ถ้าโดนยุบ ผมคิดว่าบรรดาสส.พรรคภูมิใจไทย มีความเป็นไปได้ที่จะไหลไปที่พรรคเพื่อไทยมากกว่าที่จะไปพรรคก้าวไกล การจะไปพรรคก้าวไกล ผมคิดว่าค่อนข้างยาก เพราะฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยก็ยังเป็นพรรคที่น่าห่วงอยู่เหมือนกันในเรื่องนี้ เพราะปัญหาก็คือคุณศักดิ์สยาม ก็เป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย เข้าใจว่าเป็นเลขาธิการพรรค จึงเป็นประเด็นที่อาจจะส่งผลต่อตัวพรรคภูมิใจไทยได้

แต่ผมก็คิดว่าตอนนี้พรรคภูมิใจไทยก็คงเตรียมเหมือนกัน คือหนึ่งถ้าเขายังต้องการรักษาสถานภาพของการเป็นพรรคที่เขามีกลุ่มก้อนอยู่ ก็อาจจะเตรียมพรรคที่เขาจะไหลไปอยู่ตรงนั้นมากกว่า การที่จะยอมให้พรรคอื่นมาช้อนตัวสส.ออกไป ซึ่งเป็นไปได้ว่าสถานการณ์มันก็เป็นอย่างที่บอกแหละว่าเปอร์เซ็นต์เรื่องของการยุบพรรคมีค่อนข้างเยอะ แต่กระบวนการยุบพรรค ไม่น่าจะเร็ว น่าจะใช้เวลาอีกพักหนึ่ง ผมคิดว่าตอนนั้นก็คือเตรียมการ

สำหรับพรรคภูมิใจไทย พรรคการเมืองที่เคยทำมาก็คือเตรียมพรรคที่จะเปลี่ยนเป็นอะไหล่ไว้แล้ว น่าจะไหลไปอยู่ที่พรรคที่เตรียมเอาไว้มากกว่าที่จะยอมให้มีการช้อนตัวสสไป ซึ่งการช้อนตัว สส.ไปมันต้องดูภายในพรรคด้วย ว่ามีความขัดแย้งมากน้อยแค่ไหน ถ้าเขามีความขัดแย้งอยู่ในระดับหนึ่ง เป็นไปได้ที่เราจะช้อนเอาไป แต่ว่าตอนนี้พรรคภูมิใจไทยผมเห็นว่าบรรดาสส.ของพรรค ค่อนข้างเหนียวแน่นกันอยู่พอสมควร ผมเชื่อว่าน่าจะไหลไปพรรคใหม่ ไหลไปพรรคใหม่มันก็จะไปมีประเด็นเรื่องของการตั้งรัฐบาล ซึ่งต้องไปต่อรองกันอีกรอบหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังยืนยันอยู่ที่สูตรแรกก็คือพรรคภูมิใจไทยในชื่อใหม่ จะเป็นชื่อพรรคอะไรก็คงไหลกลับเข้ามาร่วมรัฐบาลได้

-สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยหลังจากนี้ ในแง่การต่อสู้ในทางการเมือง หลายคนบอกว่าก็น่าเป็นห่วง เพราะว่าเป็นรัฐบาล 4 เดือน  ผลงานยังไม่ออก กระแสความนิยมโดยธรรมชาติ วันนี้อยู่มา 4 เดือน แต่เหมือนอยู่มาสัก 4 ปี

ก็เป็นธรรมชาติ คือคนค่อนข้างคาดหวังกับการเป็นรัฐบาลเยอะ ว่านโยบายที่ประกาศออกไปคุณจะทำได้แค่ไหนถ้าทำแล้วช้า ก็เป็นผลต่อคะแนนนิยมของพรรคนั่นเอง เพราะฉะนั้นในการอยู่ 4 เดือนและเหมือน 4 ปี ผมเห็นว่าเป็นปรากฏการณ์ปกติ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ ที่เกิดขึ้น มันเป็นกระบวนการที่เกิดกับพรรค ทุกพรรคที่เข้าร่วมเป็นรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคแกนนำ จะมีปัญหาเรื่องคะแนนนิยมตกต่ำหลังจากเป็นรัฐบาล อันนี้เกิดได้เสมอ

นอกจากว่าในช่วง 3-4 เดือนมีประเด็นที่ทำแล้วโดนใจจริงๆ อันนั้นจะทำให้ได้คะแนนนิยมมากขึ้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว ถ้าพูดถึง ธรรมชาติการเมืองไทย พรรคฝ่ายค้านมีโอกาสจะได้คะแนนนิยมมากกว่า ถ้าลักษณะของการค้านถูกใจมวลชนทั้งหลาย คราวที่แล้ว พรรคก้าวไกลก็ได้จากตรงนี้ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน แล้วก็ถ้าเราสังเกตดีๆพรรคที่ฉวยโอกาสการเป็นฝ่ายค้าน แล้วก็สามารถสร้างคะแนนนิยมได้เป็นอย่างดีก็คือพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต ประชาธิปัตย์ถ้าเป็นฝ่ายค้านนี่สุดยอดของฝ่ายค้าน แต่ถ้าเป็นรัฐบาลแล้วก็มีปัญหาเช่นเดียวกับพรรครัฐบาลต่างๆ ว่าทำงานได้ไม่ได้ผลเท่าไหร่ ทำงานไม่ค่อยได้ตามที่ประชาชนคาดหวัง คะแนนนิยมตกต่ำแน่นอน

เพราะฉะนั้นเรื่อง 4 เดือนของคุณเศรษฐา ผมว่าเป็นธรรมชาติปกติของพรรครัฐบาล เพราะคุณมีโอกาสก็มาบริหารประเทศ แต่คุณไม่สามารถดำเนินการบริหารได้ อันนั้นก็คือธรรมชาติโดยปกติของการเมืองไทย  

-เรียกว่าต้องบริหารงาน บริหารประเทศไปพร้อมๆกับการบริหารคะแนนนิยมไปด้วย

ใช่ครับ..ความจริงผมว่าถ้าเราสังเกตดีๆ พรรคเพื่อไทยในสมัยก่อนที่เป็นพรรคไทยรักไทย ก็มีปัญหาคล้ายๆกัน เพียงแต่ว่าบุคลิกของผู้นำขณะนั้นคุณทักษิณ ชินวัตร ค่อนข้างทำอะไรเร็ว คิดเร็ว ทำเร็ว แล้วก็กล้า เพียงแต่ว่าการกล้าของคุณทักษิณ มันมีปัญหา ในบางเรื่องที่ออกมา กลายเป็นเรื่องที่เป็นนโยบายที่เอื้อประโยชน์กับคนบางกลุ่ม มันก็เลยกลายเป็นปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น 

สำหรับกรณีพรรคไทยรักไทย  แต่ต้องถามว่าในขณะนั้นทำงานเข้าเป้าโดนใจประชาชนในยุคนั้นไหม ต้องตอบว่าเข้า อันที่สองก็คือ การเดินยุทธศาสตร์ในเรื่องของการรวมพรรคของพรรคไทยรักไทยในอดีต มันทำให้เป็นข้อยกเว้นของธรรมชาติของพรรครัฐบาล เมื่อเวลาได้รับการเลือกตั้งแล้วได้มาเป็นรัฐบาล คะแนนนิยมจะลดลง  แต่สำหรับพรรคไทยรักไทยในอดีตมันเพิ่มขึ้น เพราะได้อานิสงส์และผลประโยชน์จากการรวมพรรค ซึ่งขณะนั้นมีพรรคความหวังใหม่ กับอีกหลายพรรคเข้าไปร่วม  จึงมีฐานของคะแนนนิยมเพิ่ม

อีกทั้งการเมืองไทยในยุคนั้นยังเป็นการเมืองไทยแบบบ้านใหญ่อยู่ ดังนั้นการได้สส.บ้านใหญ่เข้าไปอยู่ในพรรคก็ทำให้ได้รับการเลือกตั้งเพิ่มขึ้น ทั้งที่จริงๆแล้วในข้อเท็จจริงอาจจะมีปัญหาหลายเรื่องที่ไม่ควรได้รับความนิยม แต่ในยุคนี้คิดแบบการเมืองแบบเดิมไม่ได้ เพราะคนยุคปัจจุบันเขาไม่ได้เลือกการเมืองแบบบ้านใหญ่ การเมืองบ้านใหญ่ยังมีอยู่บ้างในบางพื้นที่ ยังไม่หมดไปจากสภาพการเมืองไทยหรอก แต่การเมืองบ้านใหญ่ เริ่มคลายความขลังลงแล้ว เพราะความนิยมของประชาชนต่อพรรคการเมือง ผ่านจากการรับรู้ถึงการทำงาน รับรู้ถึงนโยบาย รับรู้ถึงการสร้างความนิยมได้จากสื่อโซเชียล และสื่อโซเชียลค่อนข้างกระจายไปทั่วหมด

เพราะฉะนั้นแนวคิดแบบเดิมก็ต้องคิดทบทวนเหมือนกัน สำหรับเรื่องเหล่านี้ว่า จะคิดแบบเดิมๆน่าจะไม่ได้แล้ว ถ้ายังไม่มีการปรับองคาพยพหรือปรับกระบวนการไปในพรรคให้เข้าถึงในสภาพของการเมืองในยุคปัจจุบัน ที่ไม่ใช่การเมืองแบบบ้านใหญ่แบบ 100% แล้ว โอกาสที่จะได้รับคะแนนนิยมต่อไปค่อนข้างจะยากพอสมควร อันนี้มันโยงกับเรื่องธรรมชาติของการเป็นพรรครัฐบาล

-วันที่  31 มกราคม  ในกรณีถ้าพรรคก้าวไกล ผลออกมาเป็นบวก ตรงนี้จะทำให้พรรคก้าวไกล คือหนึ่งไม่ต้องไปทำพรรคการเมืองใหม่ แต่ว่าสิ่งที่เขาเป็นอยู่ มันจะเป็นเหมือนกับเสือติดปีกเลยหรือไม่ เพราะเท่ากับว่า คุณพิธา ก็รอด พรรคก็รอด

ความจริงวันที่ 31 มกราคม ผลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ  จะตัดสินแล้วมีผลยุบพรรค ไม่ยุบพรรค ผมคิดว่าไม่กระทบต่อพรรคก้าวไกลเยอะ เพราะตราบใดที่ในแง่กฎหมายที่โต้เถียงกันได้มากในทางวิชาการ เรื่องการยุบพรรค ถ้าคุณยุบพรรคแล้วคุณสามารถตั้งพรรคได้โดยย้ายพรรค อย่างนี้ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งก็จะมีพรรคอะไหล่แบบนี้ตลอดเวลา หรือบางทีพรรคที่มีอยู่ไม่มีสส.ก็อาจจะได้อานิสงส์ตรงนี้ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นปัจจัยเรื่องเงิน เรื่องทองของพรรคอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรื่องถูกยุบหรือไม่ถูกยุบ ผมว่ากระทบกับก้าวไกลน้อยเพียงแต่ว่าถ้าถูกยุบ ก้าวไกลในชื่อใหม่ก็ยังเป็นก้าวไกลแต่ชื่อใหม่เท่านั้นเอง

- มีข้อสังเกตปรากฏการณ์ทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้นี้ ที่ต้องจับตาอีกหรือไม่ หลังจากผ่านพ้นคดีสำคัญ 2 คดีไปแล้ว

คงต้องไปจับตาหลังจากที่ สว. ชุดปัจจุบันหมดวาระประมาณเดือนพฤษภาคม แต่กระบวนการจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน เพราะต้องเลือกให้ได้ก่อนที่ 250 สว.ชุดนี้จะหมดวาระลง ซึ่งประเด็นตรงนี้ ที่จะเกิดการช่วงชิงกันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆที่ต้องการเสียงสว.เอาไว้ในอาณัติของตัวเอง เพราะระบบการเลือกสว.ปัจจุบัน เหมือนการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นต้องจับน้ำหนักไปที่สว.ว่าสว.ที่ได้มา จะได้มาอย่างไร และแน่นอนว่า พรรคการเมืองแทรกแซงแน่นอน ส่งคนเข้าไปแน่นอน เหมือนกับการเลือกตั้งปี 2540

พรรคไหนที่จะสามารถใช้เงินให้ผู้สมัครด้วยกันเลือกคนของตัวได้ ผมคิดว่าตอนนั้นคงน่าจะมีการใช้เงินสู้กันอย่างรุนแรงพอสมควร ในการเลือกตั้งสว.ที่จะเกิดขึ้นในเดือนเมษายน- พฤษภาคม แม้ว่าสว.จะไม่มีอำนาจในเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และไม่มีอำนาจในเรื่องที่เกี่ยวกับการเลือกนายกฯก็ตาม แต่อำนาจหน้าที่สว.ยังมีอยู่ในเรื่องของการเลือกองค์กรอิสระ ในเรื่องการประชุมร่วมรัฐบาล ในเรื่องของการกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ

เพราะฉะนั้นถ้าพรรคการเมืองที่จะอาศัยเงื่อนไขตัวนี้ ให้เป็นประโยชน์ทางการเมืองของตนเองในเรื่องของการได้มาซึ่งองค์กรอิสระ ซึ่งอาจจะเอื้อต่อพวกใดพวกหนึ่ง หรือแผนหรือการปฏิรูปประเทศที่จะเอื้อต่อกลุ่มพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง หรือต้องการผลงานในเรื่องการปฏิรูปประเทศ ผมคิดว่าเขาช่วงชิงในช่วงเดือน เมษายน พฤษภาคม จะช่วงชิงในเรื่องสว. อย่างหนัก