"หญิงหน่อย" ลั่น วิกฤติการเมือง-ดำเนินคดีผู้เห็นต่างครั้งนี้น่าตกใจมาก แนะแก้ด้วยสติ-รอบคอบ

การเมือง13 พ.ย. 2563 • 16:02 น.
"หญิงหน่อย" ลั่น วิกฤติการเมือง-ดำเนินคดีผู้เห็นต่างครั้งนี้น่าตกใจมาก แนะแก้ด้วยสติ-รอบคอบ
"หญิงหน่อย" ลั่น วิกฤติการเมือง-ดำเนินคดีผู้เห็นต่างครั้งนี้น่าตกใจมาก แนะแก้ด้วยสติ-รอบคอบ ซัด "บิ๊กตู่" ไม่รับฟัง ชงบันได 3 ขั้นสู่ทางออกแก้วิกฤตชาติ เมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานก่อตั้งสถาบันสร้างไทย กล่าวถึงวิกฤติการเมืองและการดำเนินคดีกับผู้ที่เห็นต่าง ว่า วิกฤติครั้งนี้เป็นที่น่าหนักใจมาก เพราะไม่ใช่วิกฤติคนที่เห็นต่างทางการเมืองระหว่างฝ่ายการเมืองกับฝ่ายการเมือง แต่เป็นความเห็นต่างของช่วงวัยด้วย การแก้ไขปัญหาครั้งนี้จำเป็นต้องแก้ด้วยสติและความรอบคอบ ตลอดระยะเวลาการชุมนุมที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าผู้มีอำนาจคือนายกรัฐมนตรีไม่รับฟังเลย หรือรับฟังแต่ไม่ได้นำมาแก้ไข วิกฤติที่ผ่านมาไม่ได้ซับซ้อนถึงขนาดนี้ วิกฤติการเมืองอื่นๆสภาวะสังคมและเศรษฐกิจไทยยังแข็งแรงกว่านี้ วันนี้เราย่ำแย่ หากเกิดการใช้กำลัง เกิดการรัฐประหาร เท่ากับประเทศจะเข้าสู่วิกฤติหนักและล่มสลายทางด้านเศรษฐกิจและสังคม คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ตนเสนอทางออกเป็นบันได 3 ขั้นเพื่อหาทางออกให้ประเทศไทย ขั้นที่ 1.ต้องมีเวทีที่ปลอดภัยให้คนที่เห็นต่างและนายกฯ ได้พูดคุยกัน นายกฯ จะทำตัวเป็นกรรมการกลางไม่ได้ เพราะนายกฯ คือความขัดแย้ง โดยในที่ชุมนุมก็พูดชัดว่านายกฯ คือความขัดแย้ง โดยคณะกรรมการที่แสวงหาทางออกต้องมีกฎหมายรองรับ เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจที่จะทำให้คนเห็นต่างยอมเข้ามาพูดคุยกันในเวทีได้ ไม่ต้องพูดไปจับไป นำความจริงใจเข้ามาสู่เวที ซึ่งผลของการพูดคุยก็ให้นำไปสรุปและพูดคุยกันในสภา สิ่งที่เห็นพ้องกัน หน่วยงานต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ปฎิบัติถือว่ายกเว้น 157 คณะกรรมการชุดนี้ควรจะใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 31 ธันวาคมนี้ก็ควรจะจบ ให้มีความหลากหลาย นักเรียน นักศึกษา คนเห็นต่าง นักวิชาการ นักกฎหมายที่จะเข้ามาต้องเป็นกลางอย่างแท้จริง ให้ใช้วิธีการพูดคุยกันมากกว่าใช้กำลัง จะใช้เวลา 3 -5 เดือน เพราะตอนนี้สถานการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจเปราะบางจนเกินกว่าจะไปรองรับรัฐประหารอีกครั้ง คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อว่า ขั้นที่ 2.เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเร่งพิจารณาทั้ง 7 ร่าง ทั้งร่างของรัฐบาล ฝ่ายค้านและร่างของภาคประชาชน ทั้งสามวาระให้แล้วเสร็จภายในต้นเดือนธันวาคม ซึ่งตามระยะเวลานับแล้วสามารถทำได้ และให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และทางส.ส.ร.ก็ขอให้มีการทำงานประมาณ 8 เดือน และขั้นที่ 3.เมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านวาระ 3 โดยเฉพาะประเด็นที่ตัดสิทธิ์ส.ว. 250 คนไม่ให้โหวตนายกฯ แล้ว นายกรัฐมนตรีในฐานะคู่ขัดแย้งก็ควรจะพิจารณาลาออกหลังผ่านวาระ 3 คือต้นเดือนธันวาคม แล้วเปิดสภาให้มีการคัดสรรกันใหม่ตามระบบสภา และรัฐบาลชุดใหม่นี้ต้องเป็นรัฐบาลที่มีภารกิจเฉพาะ เป็นรัฐบาลชั่วคราว อาจจะมีระยะเวลาแค่ 8 เดือน เพื่อสนับสนุนให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน คืนอำนาจให้ประชาชน จากนั้นจัดให้มีการเลือกตั้งไม่เกินสิ้นปี 2564 เท่ากับว่าไม่เกินปลายปีหน้า เราก็เลือกตั้งใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญของประชาชน มองว่าน่าจะเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งในส่วนนี้เป็นการเสนอความคิดเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวกับทางพรรค เพราะตนไม่ได้เป็นผู้บริหารพรรค เพียงแค่เป็นประชาชนคนหนึ่งที่ผ่านวิกฤติมาหลายครั้งในการเมืองและอยู่นอกการเมือง จึงเห็นว่าวิกฤติครั้งนี้ค่อนข้างหนักทั้งสองมิติ ทั้งมิติความขัดแย้งที่มีมาก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะความขัดแย้งระหว่างฝ่ายการเมืองแต่เป็นความขัดแย้งของประชาชนต่อประชาชนรวมทั้งสภาพเศรษฐกิจ "ดิฉันอยากจะวิงวอน ขอร้องทุกฝ่ายว่าบ้านเมืองเราเดินมาถึงจุดนี้ ความขัดแย้ง 10 กว่าปี รวมทั้งวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น บ้านเมืองเราทั้งสังคมและเศรษฐกิจเปราะบางมาก เรารับไม่ได้ เราไม่มีความแข็งแกร่งที่จะรับได้ต่อการที่จะใช้อำนาจ ใช้กำลัง หรือแม้กระทั่งการจะจบด้วยการรัฐประหาร มันจะเกิดผลเสียให้กับประเทศไทย ขอทุกฝ่ายลดทิฐิ แสวงหาทางออกที่เป็นธรรมร่วมกัน แล้วเราจะเดินหน้าประเทศไปได้" คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว เมื่อถามว่ายังมีชื่อเป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยอยู่หรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ยังมีอยู่ แต่ไม่ได้หมายถึงว่าต้องไปยกตนเองแต่อย่างใด