"ฝ่ายค้าน"ยื่น 210 รายชื่อ จี้ "ชวน"เปิดวิสามัญถลกพรก.เงินกู้ หวั่นรบ.ตีเช็คเปล่าเยียวยาปชช.

การเมือง8 พ.ค. 2563 • 04:28 น.
"ฝ่ายค้าน"ยื่น 210 รายชื่อ จี้ "ชวน"เปิดวิสามัญถลกพรก.เงินกู้ หวั่นรบ.ตีเช็คเปล่าเยียวยาปชช.
วันที่ 8 พ.ค.63 ที่อาคารรัฐสภา ฝั่งสภา นพ.ชลน่าน ศรึแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย และรองหัวหน้าพรรค พร้อมคณะได้นำรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมทั้งสิ้น 210 รายชื่อ เข้ายื่นหนังสือต่อนายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอเปิดการประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อร่วมมือกันหาทางออกในประเด็นโควิด-19 สำหรับคำแถลงของพรรคฝ่ายค้านระบุว่า 1.ฝ่ายค้านได้นำส.ส.จำนวน 210 คนลงชื่อเพื่อยื่นหนังสือต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอเปิดการประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อร่วมมือกันหาทางออกในประเด็นโควิด-19 ทั้งนี้ได้ทำการเชื้อเชิญ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล และ ส.ว. ให้ร่วมลงนาม แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ จึงทำให้รายชื่อที่ได้ทั้งหมด ยังไม่ถึง 1/3 ของจำนวนสมาชิกที่รัฐสภามีอยู่ ซึ่งเท่ากับ 244 รายชื่อ เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ จึงขอใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาที่ยังไม่ได้ลงนาม ได้ร่วมลงนามเพื่อทำให้สามารถเปิดสภาฯดังกล่าวได้อย่างทันท่วงทีต่อปัญหาของประชาชน 2.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ร่วมลงนาม เห็นว่า การประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อร่วมมือกันหาทางออกในประเด็นโควิด-19 มีความจำเป็น ด้วยเหตุผลดังนี้ 2.1.การออกพระราชกำหนดเพื่อกู้เงินจำนวนมหาศาล ก่อให้เกิดภาระหนี้สาธารณะที่มีผลผูกพันทางการเงินการคลังที่มีมูลค่าสูงแก่รัฐ และถือเป็นภาระที่คนไทยทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันในระยะยาวและเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล รวมถึง การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ พวกเราในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงมีความเห็นร่วมกันว่า พ.ร.ก. กู้เงินฯ เป็นการให้อำนาจฝ่ายบริหารไว้สูงมาก แต่การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินมีเพียงการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ เพียงไม่กี่คน เพื่อตรวจสอบเงินจำนวนมหาศาล โดยไม่ต้องรายงานการใช้จ่ายต่อฝ่ายนิติบัญญัติ และด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลและเป็นการใช้เงินในอนาคตซึ่งเป็นภาษีของพี่น้องประชาชน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องร่วมกันให้ความเห็นและตรวจสอบการใช้เงินของรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพ รวมถึง ไม่ยังประโยชน์ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โดยต้องเป็นประโยชน์สุงสุดต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง " ที่ผ่านมาหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านได้พยายามเรียกร้องมีหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อดำเนินการให้มีการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาพระราชกำหนดเป็นการเร่งด่วนโดยเร็ว เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้นำเสนอพระราชกำหนดต่อรัฐสภาโดยไม่ชักช้า หากอยู่ระหว่างนอกสมัยประชุมและจะเป็นการเนิ่นช้า ก็ให้รัฐบาลดำเนินการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่ไส่ใจ ไม่ตระหนักถึงระบบตรวจสอบถ่วงดุล และไม่นำพาต่อข้อเสนอดังกล่าว” 2.2.เงินเยียวยาที่จัดสรรให้ประชาชนเดือนละ 5,000 บาท เป็นจำนวน 3 เดือน ก่อให้เกิดปัญหาอย่างมากในการปฏิบัติ รวมถึง ทำให้ประชาชนที่เดือดร้อนเข้าไม่ถึงสิทธิ์จำนวนมากและที่สำคัญต้องมีการนำระบบการ “จัดสรรแบบถ้วนหน้า” (ช่วยเหลือทุกคน) มาประยุกต์ใช้ และต้องใช้ระบบทะเบียนราษฎร์ให้เป็นประโยชน์ เพราะเงินส่วนนี้มาจากภาษีประชาชนทุกคนและ ความเดือดร้อนกระจายเป็นวงกว้าง อีกทั้ง รัฐบาลยังไม่สามารถสามารถสร้างความสมดุลระหว่างการลดการระบาดของโควิด-19 และความอดอยากของประชาชนโดยเฉพาะประชาชนในระดับฐานรากซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ต้องหาเช้ากินค่ำ ถูกบอกเลิก หรือ ให้หยุดงานกระทันหันตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล และเงินช่วยเหลือภายใต้เงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนดเป็นสิ่งที่เข้าถึงยาก ล่าช้า ไม่เพียงพอและไม่ครอบคลุม ขาดองค์ประกอบที่ชัดเจนได้รับจัดสรรเงิน จนเป็นเหตุให้คนส่วนใหญ่ต้องประสบกับภาวะอดอยาก หิวโหย แร้นแค้นโดยไม่จำเป็นและท้ายที่สุดส่งผลให้มีคนฆ่าตัวตายรายวัน 2.3.พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อฟื้นฟูฯ ได้เปิดช่องให้มีการใช้วงเงินตามอำเภอใจและอาจเป็นเหตุให้เกิดเป็นเบี้ยหัวแตก หรือ อาจมีการใช้เพื่อผลทางการเมืองกับพรรคร่วมรัฐบาลและเอื้อกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ 2.4.นอกจากนนั้น พ.ร.ก.ช่วยเหลือวิสาหกิจฯ อาจเปิดช่องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเกิดการเลือกปฏิบัติ ซึ่งอาจถูกกล่าวหาว่าใช้เงินรัฐอุ้มคนรวย อาจเกิดปัญหาคอร์รัปชั่น และเกิดความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศและเพื่อให้การขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลเป็นไปด้วยความรอบคอบและรัดกุม จึงควรมีระบบการตรวจสอบและควบคุม ที่เชื่อถือได้และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย 2.5.ด้วยเหตุผลข้างต้น การเปิดสภาฯสมัยวิสามัญในเรื่องดังกล่าวจึงเป็นความจำเป็นเพื่อประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน โดยป้องกันไม่ให้เป็นการ “ตีเช็คเปล่า” ให้รัฐบาลใช้เงินโดยตามอำเภอใจ ไร้การตรวจสอบ จนอาจส่งผลเสียต่อประเทศอย่างมีนัยสำคัญ 3.นอกจากนั้นพวกเรายังเห็นว่า เพื่อประโยชน์ในการติดตามการใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก. ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เห็นควรให้สภาแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการใช้งบประมาณตาม พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าว 4.พวกเรายืนยันตามความเห็นเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2563 ที่คัดค้านการต่ออายุ พ.ร.ก. ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน และเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ผ่อนคลายมาตรการที่ระงับกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเร่งด่วน เพราะวิกฤติอีกระลอกที่กำลังจะเกิดขึ้นคือวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งจะหนักหนาเป็นทวีคูณ หากรัฐบาลเข้มงวดมาตรการเกินความจำเป็นของสถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลต้องเปิดให้ประชาชนทำมาหากินก่อนที่ประชาชนในประเทศจะเกิดภาวะไม่มีอันจะกิน