"จุรินทร์" แจง "ปดิพัทธ์" ชี้ราคาข้าวขึ้นอยู่กับความชื้น ย้ำประกันรายได้เป็นนโยบายของรัฐบาล
วันที่ 11 พ.ย.64 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เปิดให้สมาชิกหารือถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่แล้ว จากนั้นเข้าสู่การพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ของนายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล ถามนายกรัฐมนตรี
โดยนายปดิพัทธ์ กล่าวว่าขณะนี้ราคาข้าวตกต่ำจึงอยากทราบว่าเงินประกันรายได้ของชาวนาจะจ่ายได้เมื่อไหร่ จะได้วงเงินเท่าใด จะมีมาตรการระยะกลางและระยะยาวอย่างไร การที่รัฐบาลอ้างเรื่องข้าวชื้นทำให้ราคาข้าวตกต่ำ ถ้ารัฐบาลยังบริหารจัดการน้ำเช่นนี้แล้วโยนความผิดให้ชาวนาถือว่าไม่ยุติธรรม
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ชี้แจงแทนนายกฯว่า ราคาข้าวที่มีความชื้นมาเทียบกับราคาข้าวแห้งไม่ได้ ส่วนเรื่องเงินประกันรายได้ของชาวนาจะจ่ายให้ทั้งหมด 33 งวด โดยโอนเงินตรงเข้าบัญชีธนาคารของชาวนา ขณะนี้เงินงวดที่ 1 และ 2 จ่ายไปแล้ว เมื่อวันที่ 9-10 พ.ย. ที่ผ่านมา วงเงิน 13,000 ล้านบาท เกษตรกรส่วนใหญ่ได้เงินชดเชยเรียบร้อย และได้เงินส่วนต่างจำนวนมาก ส่วนการจ่ายเงินชดเชยงวดต่อๆไป จะจ่ายสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง แต่จะจ่ายเท่าใดขึ้นอยู่กับราคาข้าวที่เป็นจริงในขณะนั้น ยังไม่สามารถระบุได้ในขณะนี้
นายจุรินทร์ กล่าวว่า เป้าหมายในระยะกลางและยาว เราวางยุทธศาสตร์ว่าจะลดต้นทุนการทำนาของเกษตรกรจาก 6000 บาทต่อไร่ เหลือ 3000 บาทต่อไร่ ภายใน 5 ปี พร้อมพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ได้มาตรฐาน เตี้ย สั้น ดก ดี เพื่อให้ชาวนาได้มีรายได้สูงขึ้น จะใช้ยุทธศาสตร์การตลาดนำ อย่างช้าในปี 2567 จะต้องมีข้าวพันธุ์ใหม่เกิดขึ้น 12 พันธุ์ และวางเป้าหมายเพิ่มผลผลิตต่อไร่ จาก 465 กิโลกรัม เป็น 500 กิโลกรัม
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ระบุว่าโครงการประกันรายได้ทำให้เป็นภาระของรัฐบาลจนกระเป๋าฉีกนั้น ยืนยันว่าตนไม่ได้มีปัญหาอะไรกับนายสันติ เพราะอย่างไรเสียก็ต้องทำงานอยู่ร่วมกันในรัฐบาล นโยบายประกันรายได้ของพรรคประชาธิปัตย์เป็นนโยบายที่มีการตกลงจะดำเนินการตั้งแต่ก่อนเข้าร่วมรัฐบาล และเมื่อเข้าร่วมรัฐบาลก็เห็นพ้องกันให้ดำเนินการ โครงการนี้เป็นนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น จึงไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะไม่ดำเนินการ