"รมว.ทส."สั่งสอบอธิบดีอุทยานฯ

การเมือง28 ธ.ค. 2565 • 22:34 น.
"รมว.ทส."สั่งสอบอธิบดีอุทยานฯ

"รมว.ทส."สั่งตั้ง กก.สอบปมจับอธิบดีอุทยานฯ ชี้ทำ จนท.เสียขวัญ พร้อมเรียกประชุม ขรก.ทุกหน่วยขันน็อต 4 ม.ค.นี้ "ปปป."เตรียมออกหมายเรียกหัวหน้าหน่วยในสังกัดกรมอุทยานฯเกือบ 20 คนให้ปากคำ หลังพบชื่อบนซองใส่เงิน 

 เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.65 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เข้าควบคุมตัวอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรณีใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เรียกรับเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อแลกกับการไม่ถูกโยกย้ายตำแหน่ง ว่า ตั้งแต่วันแรกที่ตนเข้ามาทำงานในกระทรวง ได้กำชับทุกกรม ทุกหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งถือเป็นนโยบายของรัฐบาล และในวันที่ 4 มกราคม 2566 ตนได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารของกระทรวง ตั้งแต่ปลัดกระทรวง อธิบดี รองอธิบดี ทั้งหมดมาที่กระทรวงเพื่อร่วมประชุมย้ำเตือนนโยบาย การทำงานที่เคยมอบไว้อีกครั้งหนึ่ง
 
"ผมเชิญทุกหน่วยงานมาร่วมประชุมเพื่อย้ำนโยบายของรัฐบาล และนโยบายปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวง ตั้งแต่วันที่เข้ามารับตำแหน่ง รมว.ทส. ปี 2562 และได้ทำงานตามนโยบายเช่นนี้เรื่อยมา เสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น และจะขันน็อตในกระทรวงให้ดำเนินการตามนโยบายอย่างเคร่งครัด" นายวราวุธ กล่าว
 
นายวราวุธ กล่าวอีกว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่อยากให้ข้าราชการเจ้าหน้าที่ในกระทรวงเสียขวัญเสียกำลังใจ เพราะตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การทำงานในหลายมิติประสบความสำเร็จได้ เกิดจากความมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายเป็นอย่างดี
 "ขอฝากถึงเพื่อนๆข้าราชการในกระทรวงว่าหากใครได้รับความไม่เป็นธรรม หรือต้องการแจ้งเบาะแสใดๆให้แจ้งมาที่รัฐมนตรี ผ่านโซเชียลมีเดีย หรือจะส่งเป็นจดหมายมาที่กระทรวงก็ยินดี โดยปลัดกระทรวง ทส.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ภายใน 7 วันหากทราบข้อเท็จจริงแล้ว อาจมีการดำเนินการทางวินัยตามระเบียบของทางราชการต่อไป" นายวราวุธ กล่าว


 ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์พฤติกรรมการกระทำผิดเช่นนี้มีอยู่ในวงราชการ และอาจโยงถึงฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะช่วงใกล้การเลือกตั้ง นายวราวุธ กล่าวว่า เรื่องแบบนี้เรามักได้ยินกันอยู่เสมอ เพราะเป็นเรื่องง่ายที่จะอ้างโยงมาถึงภาคการเมือง ใครก็พูดได้ แต่ต้องเอาข้อเท็จจริงมาว่ากัน เพราะการกล่าวหา และการดำเนินการของ ป.ป.ช. กับ บก.ปปป.นั้น ต้องดำเนินการหาข้อเท็จจริงที่ชัดเจนต่อไป และขณะเดียวกัน ในส่วนของทางราชการ ปลัดกระทรวงทส.ก็ได้ดำเนินการแล้ว


 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (บก.ปปป.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป. กล่าวถึงความคืบหน้าคดี นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช ทุจริตเรียกรับสินบน ว่า หลังจากนี้ทางพนักงานสอบสวนจะมีการทำหนังสือออกหมายเรียกเชิญตัวหัวหน่วยงานในสังกัดกรมอุทยานฯ ที่ปรากฎรายชื่อตามซองเงินของกลางที่ตรวจพบภายในห้องทำงานของนายรัชฎา มาทำการสอบปากคำในฐานะพยานอย่างละเอียดถึงที่ไปที่มา
 รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับกลุ่มบุคคล หรือ เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ที่ปรากฎรายชื่ออยู่ในซองเงินต่างๆอย่างชัดเจน และ ต้องถูกเชิญตัวมาให้ปากคำนั้นมีด้วยกันเกือบ 20 คน อีกทั้งจากการตรวจสอบซองเงินต่างๆ พบว่า ตัวเลขยอดเงินภายในซองแต่ละซองค่อนข้างแตกต่างกัน อาทิ บางซองมีมากถึง 1.6 ล้านบาท ส่วนบางซองก็เป็นยอดเงินเพียงหลักหมื่นบาท แต่มีเศษปลีกย่อยหลักร้อยบาท ไม่ใช่ตัวเลขกลมๆ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลพยานหลักฐานที่เชื่อว่ามีการเรียกรับเงินอัตราส่วนแบ่งคิดเป็นเปอร์เซ็นจากงบประมาณที่ได้รับ จึงทำให้ยอดเงินไม่ใช่ตัวเลขกลมๆ

 รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ส่วนจะมีการดำเนินคดีกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่จะถูกออกหมายเรียกมาเข้าให้ปากคำหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานต่างๆ หากพบว่าผิดจริงก็ต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งหากให้ความร่วมมือดี และ เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ก็อาจจะมีการกันตัวไว้เป็นพยาน
       
  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จับกุม นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุทธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพืชพันธุ์ ฐานเรียกรับเงินจากการโยกย้ายตำแหน่ง โดยขั้นตอนจากนี้จะเป็นอย่างไร ว่า
 เมื่อมีการแจ้งเบาะแสคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ ป.ป.ช.รายงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามกรทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) และศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) และมีการไปจับกุม ซึ่งขณะนั้นถือว่าหลักฐานยังไม่ชัดเจน 100% นายกรัฐมนตรี จึงลงนามในคำสั่งให้นำตัวเข้ามาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี
 
ซึ่งมีผลในวันนี้ เพื่อดึงออกมาจากการเป็นอธิบดี ตามพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 11 ที่นายกฯมีอำนาจ ไม่ให้อยู่ตรงนั้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำการสอบสวนได้สะดวก โดยเรียบร้อย ซึ่งสื่อก็จะเรียกกันเรียกเข้ากรุก็แล้วแต่ แต่ไม่ใช่การย้าย แต่เป็นการเอาออกมาก่อน ไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่อธิบดี ส่วนการจะปลดออก หรือไล่ออกนั้น ต้องดำเนินการสอบทางวินัย หรือมีความผิดชัดเจน แต่ตอนนี้เอาออกมาก่อน แค่นี้ก็เป็นการลงโทษ 50% แล้ว ส่วนจะย้ายกลับไปหรือไม่ หรือไล่ออกเลยเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง