สมัครสส.กทม. วันแรกคึก! 

การเมือง4 เม.ย. 2566 • 00:06 น.
 สมัครสส.กทม. วันแรกคึก! 

กกต.ห่วงหาเสียง -ทำผิดกม.เลือกตั้ง  เปิดรับสมัครส.ส.กทม.แบ่งเขตวันแรกคึกคัก "บิ๊กตู่" แจงไม่ลงปาร์ตี้ลิสต์ หวังส่งไม้ต่อให้ "พีระพันธุ์" นั่งนายกฯ ไม่ได้มอง"บิ๊กป้อม"เป็นคู่แข่ง อุบจับมือตั้งรัฐบาล บอก"รทสช."ได้กี่ที่นั่งอยู่ที่ปชช.ตัดสิน แทงกั๊กขึ้นเวทีดีเบต ด้าน"ลุงป้อม"ชี้"พปชร."ได้กี่ที่นั่งอยู่ที่ปชช.เลือก ยันไม่ร่วมวงดีเบต อ้างไม่ใช่นักโต้วาที ขณะที่กกต.พอใจรับสมัครส.ส.แบ่งเขตกทม.วันแรก          ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพ (ไทย-ญี่ปุ่น) เมื่อวันที่ 3 เม.ย.66 ตั้งแต่เวลา 07.00 น. บรรดาแกนนำและว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง กรุงเทพมหานคร (กทม.) จากพรรคการเมืองต่างๆ พร้อมด้วยกองเชียร์และผู้สนับสนุนแต่ละพรรค ทยอยเดินทางมาถึงสถานที่สมัครรับเลือกตั้งอย่างคึกคัก  ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) กำหนดไว้ ซึ่งกกต.ประจำกรุงเทพมหานครกำหนดเปิดรับสมัครรับเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ระหว่างวันที่ 3-7 เม.ย. โดยใช้พื้นที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 เป็นสถานที่รับสมัคร     

 จากนั้น เวลา 08.30 น. เริ่มเวลาเปิดรับสมัครส.ส. แกนนำพรรคการเมืองต่างๆทยอยเข้าอาคารกีฬาเวสน์ 2 ซึ่งเป็นสถานที่รับสมัครส.ส. เพื่อร่วมเป็นกำลังใจและลุ้นการจับสลากเบอร์ที่ใช้ในการหาเสียงของผู้สมัครของพรรคตนเอง      

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.)  ได้นั่งใกล้กัน ที่บริเวณโถงกลางของอาคาร ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมไว้รองรับหัวหน้าพรรค แกนนำพรรค และผู้ติดตามผู้สมัครส.ส. โดยพล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.ประวิตรได้นั่งคุยพูดคุยกันปกติ พร้อมลุ้นการจับสลากหมายเลขของว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม. บางช่วงได้มีบรรดาว่าที่ผู้สมัครมาขอถ่ายรูป ทั้งพล.อ.ประยุทธ์และพล.อ.ประวิตรได้ทักทายอย่างอารมณ์ดีและถ่ายร่วมร่วมกับบรรดาว่าที่ผู้สมัครส.ส.กทม.      พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ และประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยถึงการลงสนามการเมืองอย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรก ว่า ก็ดี มาครั้งแรกก็เรียบร้อยดีไง ไม่มีใครทะเลาะกัน ไม่มีใครใช้ความรุนแรงต่อกัน แถมอยู่คนละพรรคก็มาทักทายกัน สวัสดีกัน ทุกคนก็คือคนไทยด้วยกัน บางคนก็คุ้นเคยกัน ก่อนหน้านี้ตนก็รู้จักกับแกนนำพรรคหลายคน คุ้นเคยกัน       อย่างไรก็ตาม หลายอย่างเปลี่ยนไป เพราะอยู่กันคนละพรรคแต่ความผูกพันส่วนตัวไม่มีปัญหา ความเป็นเพื่อน ความคุ้นเคย การทำงานร่วมกัน แต่การที่เขาจะเลือกพรรคไหนก็เป็นเรื่องของเขา ก็เพียงแต่ขอว่าให้ทุกคนช่วยกันทำเพื่อบ้านเมือง ถ้าหวังแต่เพียงหาเสียง สมมติว่าได้จากนโยบายที่หาเสียง แล้วทำไม่ได้จะตอบประชาชนว่ายังไง บางอย่างที่ตนกลัวว่ามันอันตรายพอสมควร เช่น การใช้จ่ายงบประมาณ ถ้าทำตรงนี้ต้องบอกว่ารายได้จะเอามาจากไหน บางนโยบายล่อไป 9 แสนล้านบาท จะเอามาจากไหนนี่คือสิ่งที่อันตรายและต้องชั่งน้ำหนักให้ดี ต้องดูว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร      

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ตอนที่นั่งติดกับพล.อ.ประวิตรได้มีการพูดคุยอะไรกันบ้างหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็พูดคุยกันไป สนุกสนานกันไป เมื่อถามว่า วันนี้มาในฐานะคู่แข่งใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่เห็นแข่งอะไรกับใครเลย เมื่อกี้นั่งคุยกัน ก็แหย่กันไปแหย่กันมา ท่านก็ทำของท่าน ตนก็ทำของตน แต่ให้รู้ว่าวันนี้เราอยู่คนละพรรคแล้ว ส่วนจะคิดว่าจะรวมกันวันหน้าหรือเปล่า ตนก็แจ้งแล้วว่าตนแยกมา แยกก็คือแยก ไม่อย่างนั้นตนจะมานั่งสัมภาษณ์ตรงนี้ทำไม ก็ให้พล.อ.ประวิตรสัมภาษณ์สิ พรรคตนก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว     

 เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตรได้โพสต์ถึงกรณีตำแหน่งแคนดิเดตนายกฯ ต้องลงส.ส. บัญชีรายชื่อถึงจะสง่างาม พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ใครจะว่าอะไรก็ว่าไป ตนมองในเรื่องของการให้โอกาสคนอื่นเขาขึ้นมาเป็นบ้าง ตนก็เลยให้นาย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1  เพราะมีผลกับการอยู่ 2 ปี ของตน หลายคนถามว่าตนอยู่ 2 ปีแล้ว จะเป็นยังไง ก็นั่นไงคือคำตอบ ซึ่งเป็นตัวเลือกในการเลือกนายกฯ ครั้งต่อไป  ถ้าตนได้อยู่ 2 ปี ก็จะมีคนสานต่อตรงนี้ ทุกอย่างมันคือยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์คือระยะยาวไป      

 เมื่อถามว่า มั่นใจว่าจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแน่ใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มั่นใจตรงไหน ตนพูดว่าแค่ได้เป็น เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้เช่นนั้น ต้องเข้าใจว่าตนมีภาระหลายอย่าง และมีบทเรียนมาแล้ว เรื่องการที่หลายคนพูดว่า เป็นคนทำให้สภาล่ม มันใช่ไหมล่ะ คนเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว พูดจาให้ระมัดระวังบ้างหลายคนมาโทษนายกฯ ในเมื่อวันนั้นตนก็ไม่ใช่ ส.ส. หรือสมาชิกพรรคใดเลย ตนถูกเลือกโดยมีพรรคการเมืองสนับสนุน แล้วตนบังคับ ส.ส. ได้ไหม ถ้าบังคับได้ ตนก็อยู่พลังประชารัฐแล้ว ไม่ใช่ว่าเขาทำไม่ดีนะ เพราะตนบังคับให้เขาทำสิ่งดีๆ เขาก็เฉยๆ แต่ไม่ใช่ว่าเขาทำไม่ดีนะ แต่หลายอย่างมันไม่ตรงกัน ตนก็เลยมาอยู่กับนายพีระพันธุ์ เพราะมีเจตนาที่ตรงกัน ว่าเราจะเดินหน้าประเทศไทย อย่าคิดว่าได้เงินเท่าไหร่ในการเลือกตั้ง      

พล.อ.ประยุทธ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงการปักหมุดในพื้นที่กทม. ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติส่งผู้สมัครลงทุกเขต สิ่งสำคัญต้องชี้ให้ประชาชนเห็นว่าอะไรที่เราทำไปบ้างแล้ว และรัฐบาลที่แล้วก็ได้ทำงานร่วมกับผู้ว่าฯกรุงเทพฯ มาโดยตลอดซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงมากมายในเฟสต่างๆ ซึ่งต้องทบทวนดูว่าสิ่งที่ทำมาแล้วมีอะไรบกพร่องและหยุดเพราะอะไรต้องทำต่อหรือไม่ ซึ่งก็เป็นการทำงานในรูปแบบกทม. เป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลจะต้องสนับสนุนดูแลให้เกิดความเรียบร้อยฉะนั้นผมคิดว่าทุกคนทราบปัญหากันดีทั้งหมด แต่อยู่ที่ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรถ้าไม่เคยทำก็ยากหน่อย      

ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจในสนามเลือกตั้งกทม.มากน้อยแค่ไหนพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ความมั่นใจคือการทำให้บ้านเมืองเรียบร้อยก่อนต้องสงบเรียบร้อย เมื่อถามว่า แสดงว่าตอนนี้มั่นใจในสนามกทม.ใช่หรือไม่พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็มั่นใจสิ เมื่อถามว่า คิดว่าจะได้กี่ที่นั่ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้ ก็แล้วแต่เลือกมาจะรู้ไหมเล่า แต่ถ้าไม่เลือกก็ไม่ได้แต่ถ้าเลือกเข้ามาเยอะก็ได้      

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนมาวันนี้ในฐานะสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ วันนี้มีสื่อหลายสื่อ ตนไม่สามารถขึ้นทุกเวทีได้ แต่ตอนฝากไปทุกสื่อเราต้องรวมพลังชาติของเรา ประชาชนของเราให้เป็นหนึ่งอันเดียวกันให้ได้ ไม่ใช่เฉพาะการเลือกตั้ง ไม่ใช่ต้องจะเลือกตน แต่รวมใจคนไทยทั้งหมดให้นึกถึงชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน นั่นคือเป้าหมายของเราทุกคน ทั้งสื่อและประชาชน คนทุกรุ่นทุกวัย ทุกอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ภายในวันเดียว หรือพลิกฝ่ามือไม่มีทางเป็นไปได้ ตนยืนยันตรงนี้ ตนอยู่มาหลายปีตนรู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และที่สำคัญอยู่และได้ทำต่อ เพราะเราทำเป็นไง ทำเป็นแล้ว ทำได้มาขนาดนี้ แล้วถ้าทำไม่ได้ ทำไม่เป็น เข้ามาก็ทำไม่ได้เลย      

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวถึงการเดินทางไปร่วมดีเบต  ว่า ขอดูก่อน พร้อมชูสองนิ้วเป็นสัญญาลักษณ์สู้ศึกเลือก สำหรับความสัมพันธ์กับพล.อ.ประวิตรนั้น ท่านก็อยู่พรรคอื่น เราสู้กันแบบการเมืองต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างดำเนินการทางการเมืองไปวันนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน ส่วนหลังเลือกตั้งจะจับมือกันหรือไม่ ตนไม่ขอตอบตรงนี้ และไม่ต้องกังวลว่าจะหยุดแค่ 2 ปี เพราะพรรครวมไทยสร้างชาติมีแคนดิเดตนายกฯ เบอร์ 2 ด้วย      

นายชื่นชอบ คงอุดม ผู้สมัครส.ส.กทม. เขต7 บางซื่อ-ดุสิต  พรรครวมไทยสร้างชาติ  เปิดเผยภายหลังจับสลากหมายเลขผู้สมัคร ส.ส.กทม. ได้หมายเลข 1 ว่า วันนี้เรามีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เชิญชวนพี่น้องประชาชน ลงคะแนนเลือกเบอร์ 1 ให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภา      

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตอบข้อสักถามผู้สื่อข่าวถึงการตั้งเป้าที่นั่งส.ส.กทม.ครั้งนี้เท่าไร ว่า เท่าเดิม 12 ที่นั่ง เมื่อถามว่าจากการลงพื้นที่คาดหวังจะได้เพิ่มหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า 12 ที่นั่งให้ได้ก่อน เมื่อถามว่า ลงมาการเมืองแบบนี้ เห็นบรรยากาศแบบนี้รู้สึกกระฉับกระเฉง มีใจบันดาลแรง หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เหมือนเดิม เราทำเพื่อประชาชน ไม่ได้คิดอะไร เมื่อถามว่า จากนี้จะตั้งเป้าชูนโยบายอะไรพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า บอกไปหมดแล้ว      

เมื่อถามถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ระบุขอคิดเรื่องการดีเบตก่อน ท่านคิดอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ยังไม่ได้คิดเลย เมื่อถามว่า หากไม่ขึ้นเวทีดีเบตเสียรังวัดหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่เสีย เพราะตนไม่ใช่นักโต้วาที เมื่อถามว่า จะเปลี่ยนใจหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เรื่องของผม ไม่ใช่เรื่องของคุณ       ผู้สื่อข่าวถามว่า มองอย่างไรกรณีที่กลุ่มเยาวชนอิสระที่เคลื่อนไหวถามจุดยืนพรรคการเมือง เรื่องการแก้กฎหมายอาญา มาตรา 112 พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เราไม่ให้มีความรุนแรงอยู่แล้ว ได้สั่งทางพรรคไปแล้ว เมื่อถามว่าอยากจะฝากไปถึงกลุ่มเยาวชนที่คิดต่างอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า การเมืองคิดนั้นคิดต่าง แต่คนไทยต้องรักกัน สามัคคีกัน มีความปรองดองกัน ความคนไทยถือเป็นเรื่อง เราไม่ได้โกรธกัน แค่ความคิดต่าง ใครจะคิดอย่างไรก็คิดได้      ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังนโยบายก้าวข้ามความขัดแย้งหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ถูกต้อง เมื่อถามว่า ตั้งเป้าในการส่งผู้สมัคร400 เขต จะได้เป็นอันดับหนึ่งหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า  ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะได้เท่าไหร่ แล้วแต่ประชาชนจะเลือก พอใจจะเลือกใครก็โอเค  เมื่อถามถึงกรณีที่ระบุว่าสาเหตุที่ลงสมัครส.ส.บัญชีรายชื่อเป็นลำดับหนึ่งเพราะต้องการความสง่างามหมายความว่าอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ใช่ต้องการความสง่างาม แต่ลูกพรรคว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น

     นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กล่าวถึงการลงพื้นที่ใน กทม. ว่า เท่าที่ไปช่วยผู้สมัคร เสียงตอบรับดีมาก ซึ่งพรรคเป็นภาพที่เคยได้รับการเลือกตั้งใน กทม. มาแล้วรอบหนึ่ง ประชาชนรู้จักคุ้นเคยอยู่แล้ว จึงเชื่อว่ายังมีแฟนคลับอยู่ เมื่อถามว่า ยังมั่นใจว่าจะได้ส.ส.เท่าเดิมใช่หรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า เป็นเป้าหมาย เราไม่อยากให้น้อยกว่าเดิม จะพยายามทำให้ดีที่สุด       เมื่อถามว่า วันนี้มีกลุ่มทะลุวังมาเคลื่อนไหวทางการเมือง นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ตนคิดว่ากลุ่มนี้พยายามเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ตนเคยบอกแล้วว่าการเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 112 สุ่มเสี่ยงที่จะขัดรัฐธรรมนูญ และผิดกฎหมายได้ จึงอยากให้ระมัดระวัง  เมื่อถามว่า เป็นห่วงว่าจะเกิดความวุ่นวาย เหมือนกรณีเวทีปราศรัยที่สะพานพระราม 8 หรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ไม่วุ่นวายหรอก คนไม่กี่คน ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศ คนในประเทศส่วนใหญ่เขาไม่เดือดร้อนเรื่องนี้หรอก ส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหากับมาตรา 112 เขาไม่อยากแก้กันหรอก เป็นแค่ความต้องการของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งตนเชื่อว่ามีการยุยงปลุกปั่น      ด้าน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ให้สัมภาษณ์ว่า มั่นใจที่พรรคจะได้ส.ส.ของกทม.ในครั้งนี้ รวมถึงจะได้ส.ส.เพิ่มในอีกหลายจังหวัดด้วย เพราะสิ่งที่ทำการบ้านมาตลอด 4 ปี มั่นใจว่ามีความคืบหน้ามาก ขณะเดียวกันเสียงตอบรับจากประชาชนดีขึ้นเป็นลำดับ      เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งนี้กับการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 แตกต่างกันอย่างไร นายจุรินทร์ กล่าวว่า ครั้งที่แล้วเป็นการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว และมีการแข่งขันของ 2 ขั้วอย่างรุนแรง แต่การเมืองในวันนี้แตกต่างกันเพราะไม่ใช่เป็นการแข่งขันแค่ 2 ขั้ว อย่างเอาเป็นเอาตาย โดยเป็นการแข่งขันของพรรคการเมืองหลายๆพรรค ซึ่งเป็นไปตามระบบรัฐสภา เพราะฉะนั้นเมื่อผลการเลือกตั้งออกมา รวมเสียงแล้วพรรคการเมืองใด ขั้วใด รวมเสียงส.ส. ได้มากที่สุดจะได้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล ส่วนฝ่ายที่ได้เสียงส.ส.น้อยก็เป็นฝ่ายค้านในการตรวจสอบรัฐบาลต่อไป ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ตนคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสเพราะพรรคลงมาแข่งขันในวิถีประชาธิปไตย ซึ่งถ้าประชาธิปัตย์ได้ส.ส.มากกว่าพรรคการเมืองอื่นหรือสามารถรวบรวมเสียงส.ส.จากพรรคต่างๆได้เป็นจำนวนมาก เราก็จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และยังมั่นใจว่าคุณสมบัติการเป็นนายกฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่แพ้ใคร      นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า วันนี้กำลังใจเกินร้อย รู้สึกทั้งภูมิใจและตื่นเต้น ภูมิใจที่ได้ทำงานกับคนข้างหลัง และตื่นเต้นที่จะได้เลือกตั้งอย่างสมศักดิ์ศรี ขอบคุณกองเชียร์ทุกคนที่มาตั้งแต่เช้า พรรคก้าวไกลจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังอย่างแน่นอน การเลือกตั้งครั้งนี้หลังจากได้เบอร์ เชื่อว่าจะหาเสียงอย่างสนุกขึ้น และอยากให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเยอะๆ ตอนนี้ตั้งเป้า กทม.ต้องได้ทั้ง 33 เขต เพราะโพลนำมาเป็นที่หนึ่งตลอด และ ส.ส.ในพื้นที่ก็พื้นที่ดี สภาเด่น      เมื่อถามว่า การเลือกตั้งครั้งก่อนกับครั้งนี้ ครั้งไหนยากกว่ากัน นายพิธา กล่าวว่า สองครั้งนี้แตกต่างกันเยอะ ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง เพราะฉะนั้นเรามีผู้สมัครที่เข้มแข็ง สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือผลงานในสภาถ้าเราได้เข้าทำเนียบรัฐบาลต้องทำได้ดีกว่าเดิมแน่นอน ว่าที่ผู้สมัครตอนสมัยอนาคตใหม่อาจจะมีโอกาสน้อยแต่ว่าที่ผู้สมัครชุดนี้สามารถทำหน้าที่ ส.ส.ได้ในวันพรุ่งนี้เลย      นายพิธา ยังกล่าวถึงกรณีพล.อ.ประวิตรจะไม่ขึ้นดีเบต ว่า เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ประชาชนจะไม่ได้ฟังวิสัยทัศน์ วิธีการทำงานการเมือง และความตั้งใจ วิธีการสื่อสารของพล.อ.ประวิตร ประชาชนไม่ได้ฟังด้วย เป็นการสื่อสารฝั่งเดียว ส่วนตนนั้นพร้อมขึ้นดีเบต โดยเย็นนี้จะไปเวทีช่อง 3       สำหรับเรื่องผลโพลที่ก้าวไกลได้รับความนิยมในกรุงเทพมหานครอย่างมากนั้น นายพิธา กล่าวว่า ตอนขึ้นไม่หลง ตอนลงไม่ท้อ ซึ่งเรามีจุดเด่นด้านนโยบาย ว่าที่ผู้สมัคร และการทำงาน ตอนนี้เวลาที่เหลือต้องเคาะทุกประตู เดินทุกถนน แจกใบปลิวให้กับทุกคน ทั้งคนที่เคยเลือกและไม่เลือกเรา ตนพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีให้กับทุกคน      ส่วนเรื่องงูเห่า มองว่าเป็นระบบนิเวศที่มาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเราต้องแก้ปัญหา มองว่าเรื่องงูเห่ามีทุกพรรคการเมือง ส่วนพรรคก้าวไกลต้องขอโทษประชาชนกับสิ่งที่เกิดขึ้น รอบนี้มีการคัดกรองที่แน่นหนากว่าเดิม ตนขอยืนยันว่า ผู้สมัครของพรรคมีทั้งอุดมการณ์และประสิทธิภาพ ส่วนเรื่องบัตรสองใบมองว่ามีส่วนที่เพิ่มมามากกว่าส่วนที่ขาด เปิดโอกาสให้ประชาชนเลือก ส.ส.คนรุ่นใหม่ เปลี่ยนหน้า ส.ส.เขตหน้าเดิม      ด้าน  ดร.ฐิติเชฏฐ์ นุฏนาฎ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการสมัครรับเลือกตั้งส.ส.กทม. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ 1- 33 ว่า การรับสมัครวันแรกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ฝากถึงการจัดขบวนแห่ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย รถที่จอดรออยู่ไม่เป็นไร แต่เวลาตั้งขบวนอย่ามีการแห่ มหรสพ หรือมีอะไรรื่นเริงอย่างเด็ดขาด เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะถูกร้องเรียนได้       เมื่อถามว่า ขณะนี้พบเห็นกรณีใดที่จะเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ ดร.ฐิติเชฎฐ์ กล่าวว่า ยังไม่รับรายงาน แต่ตนเป็นห่วงเรื่องการติดป้ายหาเสียง ที่พบว่ามีหลายติดบดบังทัศนวิสัยการสัญจรของผู้ใช้ถนน อยากให้มีการปรับเปลี่ยนเพราะถ้าหากไม่มีการแก้ไขเจ้าหน้าที่จะดำเนินการจัดเก็บ เมื่อถามว่า พอใจกับกระบวนการในการรับสมัครวันนี้ใช่หรือไม่ ดร.ฐิติเชฏฐ์ กล่าวว่า กกต.มีความพอใจ        

ผู้สื่อข่าว ถามว่า วันที่เหลือในการรับสมัคร กกต.กทม.ยังมีข้อห่วงใยอะไรอีกหรือไม่ ดร.ฐิติเชฏฐ์ กล่าวว่า เราได้เตรียมการมาเป็นเวลาเดือนเศษแล้ว ปัญหาต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในการรับสมัครส.ส.เมื่อปี 2562 เราได้ถอดบทเรียน และกรรมการการเลือกตั้งแต่ละคนก็ได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์ในแต่ละจังหวัด เชื่อว่าในการรับสมัครครั้งนี้จะไม่มีปัญหา ทั้งนี้หลังปิดการรับสมัครทางกกต.จะทำการตรวจสอบคุณสมบัติภายใน 7 วัน และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง หากใครไม่มีรายชื่อก็สามารถยื่นร้องต่อศาลฎีกา โดยขณะนี้ผู้สมัครได้เลขประจำตัวแล้วสามารถหาเสียงได้ทันที ส่วนผู้สมัครบางคนที่ในวันนี้เตรียมเอกสารมาไม่ครบถ้วน ซึ่งพบว่าไม่ได้นำใบรับรองการส่งสมัครของหัวหน้าพรรคมายื่น ก็ยังสามารถมายื่นใหม่ได้ เพราะยังเปิดรับสมัครถึงวันที่ 7 เม.ย.      เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลปกครองกลางนัดฟังคำพิพากษาเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งในวันที่ 7 เม.ย. ดร.ฐิติเชฏฐ์ กล่าวว่า ขอไม่ก้าวล่วง ขอรอฟังคำพิพากษาศาลปกครองในวันดังกล่าวก่อน แต่กกต.ได้เตรียมความพร้อมต่างๆ ไว้แล้ว